10/01/2554

งูสวัด

โรคงูสวัดเกิดในผู้ที่เคยเป็นอีสุกอีใสมาแล้ว โดยการติดเชื้อไวรัสตัวนี้ครั้งแรกมักเป็นในช่วงเด็ก เรียกว่าโรคอีสุกอีใส โดยในช่วงที่ไวรัสแพร่กระจาย ไวรัสจะฝังตัวอยู่ในไขสันหลัง ซึ่งมักเป็นที่เส้นประสาทรับความรู้สึก โดยไวรัสจะอยู่ในระยะสงบได้นานหลายปี แต่ถ้าต่อมาไวรัสถูกกระตุ้นและเจริญเติบโตตามเส้นประสาทเส้นที่มันฝังตัวมาสู่ผิวหนัง ก็จะทำให้เกิดงูสวัดขึ้น ส่วนใหญ่มักพบงูสวัดในผู้ใหญ่โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ งูสวัดเป็นโรคที่ติดต่อได้ แต่ผู้ที่ได้รับเชื้อจะแสดงอาการของการเป็นอีสุกอีใส (เพราะงูสวัดเกิดจากเชื้อในตัวเองของผู้เคยเป็นอีสุกอีใสมาก่อน)


สำหรับอาการของงูสวัดที่พบบ่อยคืออาการปวด ซึ่งอาจรุนแรงมาก และอาจเป็นเพียงจุดเดียว หรือปวดร้าวไปตามแนวเส้นประสาท นอกจากนี้ผู้ป่วยมักรู้สึกไม่สบาย ครั่นเนื้อครั่นตัว มีไข้ และปวดศีรษะ ภายใน 1-3 วัน หลังเริ่มมีอาการปวดจะพบตุ่มน้ำใสตามตำแหน่งผิวหนังที่มีอาการเจ็บนำมาก่อน ตุ่มน้ำมักอยู่เป็นหย่อมๆ บนผิวหนังที่อักเสบแดง หย่อมของรอยโรคมักเรียงตัวตามแนวเส้นประสาท ซึ่งมักเป็นเพียงเส้นเดียว ลักษณะที่พบหย่อมตุ่มน้ำบนผิวหนังที่อักเสบแดงและมีอาการปวดมากจึงเรียกว่า “แถบหรือเข็มขัดดอกกุหลาบจากนรก” หรือ “the band (belt) of roses from hell” ซึ่งต่อมาจะกลายเป็นตุ่มหนอง แตกออก และตกสะเก็ด งูสวัดพบได้บ่อยที่บริเวณหน้าอก ลำคอ หน้าผาก และก้น/ก้นกบ ซึ่งหลังจากรักษาหายแล้ว ผู้ป่วยมักมีอาการปวดหลังจากเป็นงูสวัดได้ โดยมักจะพบอาการปวดเพิ่มขึ้นตามอายุ และถ้าเป็นงูสวัดที่ใบหน้ามักมีอาการปวดตามมาสูงขึ้น โดยอาการปวดหลังจากเป็นงูสวัดนี้จะรักษาได้ค่อนข้างยาก แต่ก็มีการใช้ยาลดอาการปวด เช่น ยาชาชนิดทา ยาทาสารสกัดจากพริก (capsaicin) ยารับประทาน เช่น กลุ่มต้านโรคซึมเศร้า กลุ่มต้านโรคลมชัก การฝังเข็ม และการฉีดสารพิษโบทูลินั่มตรงตำแหน่งที่ปวด

ในปัจจุบันมียาต้านไวรัสทีช่วยลดอาการของงูสวัดลงได้มาก โดยพบว่ายาน้ำสมุนไพรเสลดพังพอนช่วยลดอาการปวดแสบปวดร้อน และทำให้แผลแห้งเร็วขึ้น สำหรับผู้ป่วยที่เป็นงูสวัดที่ใบหน้ารวมถึงกลุ่มผู้ป่วยที่มีภูมิต้านทานต่ำและกลุ่มผู้สูงอายุแนะนำให้ใช้ยาต้านไวรัสชนิดรับประทาน

ขอบคุณข้อมูลจาก นพ.ประวัตร พิศาลบุตร อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคผิวหนัง: HealthToday

ปอดบวม โรคภัยที่มากับหน้าฝน

โรคปอดบวมเกิดจากการติดเชื้อได้หลายชนิด ทั้งแบคทีเรีย ไวรัส แต่ส่วนใหญ่มักเกิดจากการติดเชื้อจากไข้หวัดใหญ่ ผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูง หายใจหอบ เจ็บหน้าอก มีเสมหะ ไอ อาการจะเกิดต่อเนื่องจาการเป็นไข้หวัด การป้องกันในสภาวะอาการแปรปรวนแบบนี้ คือ การรักษาร่างกายให้อบอุ่น พักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงสถานที่แออัด ไม่ใช้สิ่งของร่วมกับผู้ป่วย ที่สำคัญหากมีไข้สูง มีอาการเจ็บหน้าอกร่วมด้วย มีอาการไข้ไม่ต่ำกว่า 3 วัน ควรเข้าพบคุณหมอเพื่อตรวจวินิจฉัยแบบไม่ต้องรอวินิจฉัยเอง เพราะหากรักษาช้าหรือได้รับยาไม่ถูกต้อง อาจเกิดภาวะโรคแทรกซ้อน เช่น ปอดแฟบ ,ฝีในปอด ฯลฯ ยิ่งช่วงนี้อากาศแปรปรวน ระวังสุขภาพกันด้วยนะคะ

8/21/2554

ทารกคลอดก่อนกำหนด เสี่ยงสมาธิสั้น

วารสารทางกุมารเวชศาสต์ (Pediatrics) เผยว่า ทารกที่คลอดก่อนกำหนดตั้งแต่ 3 สัปดาห์ขึ้นไปเสี่ยงต่อการเป็นโรคสมาธิสั้น (ADHD) โดยยิ่งทารกคลอดก่อนกำหนดเป็นเวลามากขึ้นเท่าไร ก็เสี่ยงต่อโรคสมาธิสั้นมากขึ้นเท่านั้น

ปัจจุบันมีเด็กและผู้ใหญ่ในอเมริกาประมาณ 3-5% ที่เป็นโรคสมาธิสั้น ซึ่งมีอาการไม่มีสมาธิจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นาน อยู่ไม่สุก หุนหันพลันแล่น

นักวิจัยชาวสวีเดนได้ศึกษาเด็กๆ กว่าหนึ่งล้านคนที่เกิดระหว่างปี 1987 และปี 2000 โดยพบว่าเด็กจำนวน 7,506 คน อายุระหว่าง 6 ถึง 19 ปี ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคสมาธิสั้น และผลวิจัยชี้ว่าเด็กที่คลอดก่อนกำหนดเสี่ยงต่อการเป็นโรคสมาธิสั้น โดยเด็กที่อยู่ในครรภ์ 37-38 สัปดาห์ จะเสี่ยงเป็นโรคสมาธิสั้นมากกว่าเด็กปกติ 10-20% และความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถึง 60% ในเด็กที่อยู่ในครรภ์ 23-28 สัปดาห์

ดังนั้นเพื่อลดความเสี่ยงโรคสมาธิสั้น นักวิจัยแนะว่า ถ้าเป็นไปได้ควรวางแผนคลอดทารกในอายุครรภ์ 40 สัปดาห์จะดีที่สุดค่ะ

ข้อมูลจาก Mother&Care

เคล็ดลับ เลือกแว่นกันแดดเด็ก

ในเด็กเล็กอาจมีโอกาสเล่นซุกซนจนทำให้แว่นตาเสียหายได้ จึงควรเลือกแว่นตาที่ใช้เลนส์พลาสติก ส่วนกรอบควรเลือกที่คุณภาพ ราคาเหมาะสม ขนาดเท่ากับตาลูก หรือถ้าอยากให้ลูกใส่แว่นที่ดูมีสีสันควรเลือกโทนสีเทา น้ำตาลหรือเขียว เพื่อให้มองเห็นสีได้เป็นธรรมชาติ ไม่ผิดเพี้ยน อย่าเลือกสีแดง น้ำเงิน เพราะอาจทำให้แสงความยาวคลื่นที่อันตรายผ่านเข้าดวงตาได้ ส่วนรูปทรงของแว่นควรเลือกให้เข้ากับใบหน้าลูก เช่น ถ้าใบหน้ารูปสามเหลี่ยมควรใช้กรอบแว่นทรงกลมหรือทรงรี ใบหน้ากลมควรใช้แว่นทรงรีหรือทรงสี่เหลี่ยน หรืออื่นๆเป็นต้น

ข้อมูลจาก Mother&Care

8/03/2554

ไวรัสตับอักเสบ B ตรวจง่าย รักษาได้ทันท่วงที

ไวรัสตับอักเสบ ภัยเงียบที่เรื่อยๆมาเรียงๆ ไม่แสดงอาการปรากฏ ผู้ติดเชื้อมักไม่มีอาการเตือนใดๆ จึงไม่ทราบว่าตนเองมีเชื้อ ซึ่งหากพบอีกทีเชื้อไวรัสอาจจะพาลเข้าสู่ตับไปแล้วก็ได้ค่ะ


ส่วนใหญ่แล้วอาการของผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี มักปรากฏอาการตอนที่โรคเข้าสู่ระยะลุกลาม ขั้นตับถูกทำลายไม่สามารถรักษาได้ ผู้ป่วยในเมืองไทยมีเพียง 30% เท่านั้นที่ทราบว่าตนเองมีเชื้อ ส่วนในสถานการณ์โลกนั้นประชากรถึง 1 ใน 3 เคยติดเชื้อในช่วยหนึ่งของชีวิต และในจำนวนนั้นมีถึง 350 ล้านคนที่เป็นชนิดเรื้อรัง (ติดนานเกิน 6 เดือน) โดยที่ภูมิต้านทานของร่างกายไม่สามารถขจัดออกไปได้ มีอัตราการตายทั่วโลกถึง 1 ล้านคน/ปี และในประเทศไทยมีคนติดเชื้อมากถึงร้อยละ 5/ปี (ราว 3.5ล้านคนทั่วประเทศ) จากสถิติปี 2552 พบว่าคนที่เสียชีวิตด้วยมะเร็งตับ 25,000 คนนั้นพัฒนาจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีถึง 70% รศ.นพ.ธีระ พัรัชวิสุทธิ์ นายกสมาคมโรคตับ(ประเทศไทย)กล่าว

ซึ่งกลุ่มเสี่ยงจะอยู่ในผู้ที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป จึงควรไปตรวจคัดกรอง เพราะการตรวจไม่ได้ใช้เวลานานอย่างที่คิด เพียง 15 นาทีเท่านั้น ด้วยการเจาะเลือด (HBsAg Positive) ซึ่งการตรวจวิธีนี้อาจต้องตามดูผลอีกครั้ง เพราะเชื้ออาจหายไปได้เอง แต่ถ้าผ่านมาแล้ว 6 เดือนยังตรวจพบเชื้อ อาจอยู่ในกลุ่มพาหะเรื้อรัง และถ้าต้องการตรวจละเอียดเพื่อประเมินระยะความรุนแรงและภาวะแทรกซ้อน สามารถตรวจ HBeAg และanti-HBe เพื่อดูการแบ่งตัวหรือการกลายพันธุ์ของเชื้อ ตรวจหาปริมาณเชื้อไวรัส (HBV DNA) เพื่อประกอบการรักษา ตรวจชิ้นเนื้อตับเพื่อบอกความรุนแรงของการอักเสบ และมะเร็งตับด้วยการตรวจอัลฟาฟีโตโปรตีน (AFP) ร่วมกับการอัลตราซาวนด์ เมื่อรู้ว่าตนเองอยู่ในกลุ่มเสี่ยงมีประวัติคนในครอบครัวเคยเป็น หรือมีอายุถึงเกณฑ์เสี่ยงก็มาตรวจ

จากมูลจาก Cosmopolitan –งาน Get Tested-Get Treated ไวรัสตับอักเสบบี ตรวจง่าย รักษาได้ทันท่วงที