แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อาหารกับสุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อาหารกับสุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด

8/23/2555

Brain Booster


Brain Booster
ผักผลไม้บำรุงสมอง


Blueberry
บลูเบอร์รี่ ผลไม้เมืองหนาวตระกูลเบอร์รีสีม่วงแดง เมื่อผลแก่จะมีสีน้ำเงินครามเมื่อสุขเต็มที่ และมีรสชาติหวานอมเปรี้ยว มีสรรพคุณช่วยบำบัดอาการอัลไซเมอร์ เพราะสารต้านอนุมูลอิสระในบลูเบอร์รี่มีส่วนเชื่อมโยงกับการพัฒนาสมอง ชะลอความแก่ และส่งผลให้เกิดความจำดีนั่นเอง
ผลบลูเบอร์รี่นี้ถูกจัดว่าเป็นยอดผลไม้ชนิดใหม่ เนื่องจากมีความอร่อยที่มาพร้อมประโยชน์มากมาย เห็นได้จากปัจจุบันนี้เรามักจะนำบลูเบอร์รีมาประกอบในเมนูของหวานต่างๆมากมาย อย่างเช่น พายบลูเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ชีสเค้ก บลูเบอร์รี่ชีสพาย หรือแม้แต่นำมาทำเป็นแยม ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบไหนคุณประโยชน์ของบูลเบอร์รี่ก็ยังคงอยู่ครบถ้วนค่ะ( ข้อมูลสินค้า)


Strawberry
สตรอเบอร์รี่เป็นผลไม้โบราณที่มีต้นกำเนิดมาจากยุคโรมัน ซึ่งคำว่า “straw” เป็นคำในภาษาอังกฤษที่มีความหมายว่า กระจัดกระจายไปตามพื้นดินนั่นเอง สตรอเบอร์รี่เป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง ช่วยคืนความอ่อนเยาว์ให้กับเซลล์ประสาท และยังมีไอโอดีนที่เป็นตัวช่วยให้ระบบประสาทกับสมองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ห่างไกลโรคอัลไซเมอร์ วิตามินที่มีในผลสตรอเบอร์รี่เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ ดังนั้นหากต้องการสารอาหารครบถ้วนก็ควรกินผลสดๆ จะได้ประโยชน์มากกว่า


Acai Berry
“อาไซอิเบอร์รี่” ฟังดูคล้ายกับชื่อญี่ปุ่นก็จริง แต่แหล่งที่มาของมันนั้นกลับอยู่ในแถบอเมซอน (เบลีช บราซิล เปรู) ซึ่งในแถบนั้นมีชื่อเรียกเป็นที่รู้จักกันดีคือ “Euterpe oleracea” อาไซอิเบอร์รี่เป็นพืชตระกูลปาล์ม ลักษณะผลคล้ายอินทผลัม มีสีม่วงเข้มไปจนถึงดำ เบอร์รี่ชนิดนี้นับว่าเป็นผลไม้ในไม่กี่ชนิดที่มีสารแอนโทไซยานินส์ (Anthocyanins) ซึ่งมีประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระในระดับสูงสุด (Super Anti-oxidants) ที่มีคุณสมบัติในการต้านความเสื่อมของร่างกายและความชรา ดังนั้นเมื่อเทียบกับผลไม้ชนิดอื่นๆ แล้วอาไซอิเบอร์รี่จึงนับว่าเป็นผลไม้ที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในการช่วยให้คุณย้อนวัยได้ค่ะ

6/09/2554

ประโยชน์จากชาเขียว

ชาเขียว เป็นชาที่ผ่านกระบวนการบ่มน้อยกว่าชาดำ และมีรสนุ่มนวลแตกต่างออกไป แต่นอกเหนือจากรสที่น่าลิ้มลองแล้ว ยังเป็นแหล่งที่ยอดเยี่ยมของพอลิฟีนอล สารที่มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นสารต้านมะเร็งที่ทรงประสิทธิภาพ ผู้ที่ดื่มชาเขียวเป็นประจำมีอัตราการเป็นมะเร็ง กระเพาะอาหาร มะเร็งปอด มะเร็งตับอ่อน และมะเร็งลำไส้ใหญ่ต่ำกว่าผู้ที่ไม่ดื่ม


พอลิฟีนอล ในชาเขียวกระตุ้นการสร้างสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญ และเอนไซม์ที่ต่อต้านการเกิดมะเร็ง ชาเขียวยังช่วยรักษาผิวที่ถูกแสงแดดทำลาย จึงเป็นสารที่พบว่าเป็นส่วนประกอบในครีมหลายยี่ห้อ ยิ่งไปกว่านั้นยังช่วยป้องกันการเกิดล่มเลือด ลดความดันโลหิต และช่วยเพิ่มคอเลสเตอรอลชนิดดีคือ เอชดีแอล ยังไม่หมดเพียงแค่นั้น น้ำชาเขียวที่นำมาจิบยังช่วยป้องกันไม่ให้แบคทีเรียเกาะที่ฟัน ช่วยป้องกันฟันผุได้อีกด้วย จะมีเครื่องดื่มสำหรับชายามบ่ายอะไรที่ดีไปกว่านี้

เพื่อให้ได้ผลดีต่อสุขภาพจากชาเขียวครบถ้วน คุณต้องดื่มประมาณ 5-10 ถ้วยต่อวัน และถึงแม้ว่าชาเขียวจะมีคาเฟอีนต่ำกว่ากาแฟ แต่หากดื่มเกินกว่า 5 ถ้วยต่อวัน ก็ส่งผลให้คุณอยู่ไม่สุขได้เหมือนกัน มีชาเขียวแบบปราศจากคาเฟอีนวางจำหน่ายอยู่บ้าง แต่ค่อนข้างหาซื้อได้ยาก ชาเขียวสกัดหนึ่งเม็ดจะมีค่าเท่ากับชาเขียวหนึ่งถ้วนครึ่ง


ข้อมูลจาก วิตามินไบเบิล

4/27/2554

สวยด้วยผักผลไม้สีเหลือง



คุณเคยสังเกตตัวเองไหมคะว่า สัปดาห์หนึ่งๆเรารับประทานพืชผักอะไรไปบ้าง แล้วพืชผักนั้นๆมีสีอะไร


งานวิจัยในปัจจุบันยืนยันว่า การรับประทานพืชผักหลายหลายสีจะช่วยเพิ่มภูมิต้านทานความเจ็บป่วย ช่วยทำให้ผิวพรรณสดใส ไม่แก่ก่อนวัยและช่วยป้องกันโรคภัยไข้เจ็บได้อีกด้วย

นอกจากนั้นนักวิทยาศาสตร์ยังบอกอีกว่าอาหารจากพืชชนิดเดียวอาจจะประกอบด้วยสารอาหารหลายร้อยชนิดที่ต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บ สารเหล่านี้เรียกว่า “พฤกษเคมี” หรือไฟโตเคมิคัล (phytochemical) ซึ่งได้แก่ สารประกอบที่ทำให้เกิดสีสดใส เกิดกลิ่น และรสชาติเฉพาะของผักผลไม้

วันนี้เรามีพืชผักสีเหลืองและสีส้มซึ่งอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุมาแนะนำให้รู้จัก พร้อมทั้งวิธีการนำพืชผักเหล่านี้ไปใช้เป็นสูตรบำรุงผิวพรรณกันค่ะ

เหลือง+ส้ม เพิ่มภูมิชีวิต

สีเหลือง

เป็นสีที่ทำให้มีอารมณ์ขัน ทั้งยังสามารถใช้เยียวยาอาการท้อแท้ หดหู่ และหมดกำลังใจของผู้ป่วยบางประเภทได้อีกด้วย เช่น ข้าวโพด ดอกโสน กล้วย มะม่วงสุก สับปะรดและแคนตาลูป

ผักและผลไม้ที่มีสีเหลืองมักอุดมไปด้วยวิตามินเอที่ช่วยบำรุงสายตา ป้องกันหวัด และช่วยเสริมสร้างความเจริญเติบโตให้ร่างกาย ช่วยให้ระบบการทำงานของน้ำดีและลำไส้เป็นไปตามปกติ ช่วยปรับสมดุลของระบบทางเดินอาหาร ทำให้ระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่ายทำงานดีขึ้น



สีส้ม

จะช่วยให้รู้สึกมีพลัง ซึ่งในทางจิตวิทยา พลังของสีส้มมีคุณสมบัติในการบรรเทาอาการซึมเศร้า ผักผลไม้สีส้ม เช่น ส้ม ฟักทอง แครอท และมะละกอ จะอุดมด้วยวิตามินบีที่ช่วยในการสร้างเม็ดเลือด เผาผลาญแป้งและน้ำตาล บำรุงประสาท ช่วยบรรเทาอาหารหอบหืดและโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ ช่วยรักษาความผิดปกติของม้าม ตับอ่อน ลำไส้ ทั้งยังช่วยในการดูดซึมอาหารของกระเพาะและลำไส้ได้เป็นอย่างดี

ข้อมูลจาก แพทย์หญิงเรขา กลลดาเรืองไกร

3/09/2554

มารู้จักเชื้อโรคที่มากับอาหารกัน

เชื้อโรคที่มากับอาหารมาได้จากหลายทางค่ะ ถ้าได้รับเชื้อแล้ว อาการมักจะเหมือนๆกัน คือมีอาการปวดท้อง ท้องร่วง แต่ก็มีอาการหลายอย่างที่แตกต่างกันบ้าง บางชนิดอาจทำให้คุณมีอาการปวดท้อง ท้องร่วงเป็นเดือน หรือหลายๆเดือนเลยก็ได้ ถ้ารักษาไม่ถูกเชื้อถูกโรค เรามารู้จักเชื้อโรคที่ทำให้เราเกิดอาการปวดท้องกันค่ะ

- Campylobacter เกิด 2-7 วัน ทำให้ท้องร่วง อาเจียน มีไข้เนื่องจากอาหารสัตว์ปีก เนื้อบด ไส้กรอกไม่สุก

- Salmonella เกิด 8-72 ชั่วโมง ทำให้ติดเชื้อเหมือนหวัดลงกระเพาะ เนื่องจากเนื้อ สััตว์ปีก และผลิตภัณฑ์นม ไข่

- Listeria เกิด 8-90 วัน มีอาการเหมือนเป็นไข้หวัด อาเจียน ปัสสาวะจาง เนื่องจากอาหารดิบ

- E.Coli เกิด 3-4 วัน ทำให้เสียดท้อง ท้องร่วง เนื่องจากอาหารไม่สะอาด เกี่ยวพันกับชีส น้ำผลไม้ที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ เนื้อบดปรุงไม่สุก

- Golden steph เกิด 1-6 ชั่วโมง มีอาการคลื่นไส้ เสียดท้อง อาเจียน ท้องร่วง เกี่ยวพันกับอาหารเช่น แฮม ไส้กรอก สลัด ขนมไส้ครีม

- Botulinum เกิด 12-36 ชั่วโมง อาการอาเจียน ท้องร่วง ตาพร่า กล้ามเนื้ออ่อนแอ เกี่ยวพันกับอาหารเช่นอาหารกระป๋องและผักในน้ำมัน

- Novirus เกิด 24-48 ชั่วโมง ทำให้คลื่นไส้ เสียดท้อง อาเจียน ท้องเสีย ปวดหัว มีไข้ เกี่ยวพันกับการปรุงอาหารสัตว์ปีก หอย และอาหารที่ปรุงโดยคนซึ่งติดเชื้อ

ถ้าผู้ป่วยมีอาการอาเจียนมาก รับประทานไม่ได้ ถ่ายเป็นมูกเลือด ถ่ายเป็นน้ำ มีไข้ ควรนำส่งโรงพยาบาลนะคะ

อ้างอิงข้อมูลจาก Slimming Magazine

3/07/2554

กินผลไม้อย่างไร ถึงจะดีต่อสุขภาพ

ผลไม้มีมากมาย แต่จะรู้ได้อย่างไรว่าจะดีต่อสุขภาพของเรา เรามาดูรายละเอียดกันค่ะ

ผลไม้กับผู้ที่น้ำหนักเกิน

สำหรับผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือผู้ที่อ้วน มีความจำเป็นต้องลดน้ำหนักลงหรือไม่ต้องการให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น ก็ต้องเลือกชนิดของอาหารรวมทั้งปริมาณให้พอกับกิจกรรมที่ใช้พลังงานไป เพื่อที่จะได้ไม่เหลือสำหรับร่างกายสะสมไว้ในรูปของไขมันในร่างกาย ผลไม้ก็เช่นเดียวกัน เพราะผลไม้จะมีคาร์โบไฮเดรต และน้ำตาล ถ้าเป็นผลไม้ที่มีรสหวานมาก ก้จะมีน้ำตาลซึ่งจะให้พลังงานมากกว่าผลไม้ที่มีน้ำตาลน้อยกว่า เช่น เงาะ ทุเรียน ลำไย องุ่น สับปะรด ผลไม้ที่มีรสหวานน้อย เช่น ฝรั่ง ชมพู่ แอปเปิ้ล แก้วมังกร และถ้าเป็นผลไม้ที่นำไปคั้น ซึ่งต้องใช้ผลไม้ปริมาณมากและส่วนใหญ่จะดื่มได้ในปริมาณที่มากๆ ก็อาจจะทำให้เราได้รับพลังงานมากเกินไปด้วย ดังนั้นผู้ที่มีน้ำหนักเกินควรจะกินผลไม้รูปของผลไม้สดที่มีใยอาหารอยู่จะดีกว่ากินในรูปของผลไม้ที่นำไปคั้น

ผลไม้กับผู้ป่วยเบาหวาน

สำหรับผู้ป่วยเบาหวานมักจะได้รับคำแนะนำว่าให้กินผลไม้ที่รสไม่หวานจัด เช่น ฝรั่ง ชมพู่ แอปเปิ้ล แก้วมังกร ส้มโอ จะดีกว่า และคำแนะนำเกี่ยวกับค่าดัชนีน้ำตาลซึ่งผู้ป่วยโรคเบาหวานต้องเลือกกินผลไม้ที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำด้วยก็จะเป็นการดี อย่างไรก็ตามข้อมูลค่าดัชนีน้ำตาลของผลไม้ก็ยังมีไม่มาก บางคนสงสัยว่าผลไม้รสไม่หวานนั้นค่าดัชนีน้ำตาลควรจะต่ำด้วย เช่น ส้มโอขาวน้ำผึ้งมีค่าดัชนีน้ำตาล เท่ากับ 59 ซึ่งมีค่ามากกว่ามะม่วงอกร่องสุก และชมพูทับทิมจันทร์ ซึ่งมีค่าดัชนน้ำตาลเท่ากับ 51 และ 50 ตามลำดับ ซึ่งเป็นเพราะน้ำตาลในผลไม้มีทั้งน้ำตาลซูโครส น้ำตาลกลูโครส และน้ำตาลฟรุคโตส ซึ่งผลไม้บางชนิดถึงแม้รสจะไม่หวานจัดแต่น้ำตาลที่เป็นส่วนประกอบคือน้ำตาลกลูโคส เป็นส่วนใหญ่ก็จะมีผลต่อผู้ป่วยโรคเบาหวาน

นอกจากนี้ผู้ป่วยโรคเบาหวานควรกินผลไม้ในรูปแบบของผลไม้สดที่เป็นชิ้นๆที่มีทั้งใยอาหารต่างๆจะดีกว่า เพื่อที่ร่างกายจะได้ค่อยๆย่อยแล้วดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่ร่างกาย ทำให้อิ่มท้องได้นาน และสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีขึ้น

ผลไม้กับผู้ป่วยโรคไต

ในผู้ป่วยโรคไตอาจจะต้องมีการจำกัดปริมาณน้ำที่จะได้รับในแต่ละวัน เพราะเราทราบกันดีอยู่แล้วว่าในผลไม้จะมีน้ำค่อนข้างมากกว่าอาหารชนิดอื่น และผลไม้ต่างชนิดกันก็จะมีปริมาณน้ำแตกต่างกันด้วย เช่น ชมพู่ จะมีปริมาณน้ำมากกว่าแตงโมจินตหรา และมากกว่าสตรอว์เบอร์รี่ ส่วนผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ร่างกายไม่สามารถขับโพแทสเซี่ยมสูง โดยเฉพาะแก้วมังกร ส้ม ทุเรียน มะละกอ กล้วย ดังนั้นในกลุ่มผู้ป่วยกลุ่มนี้ต้องเลือกชนิด และปริมาณของผลไม้ให้ดีก่อนรับประทาน

อ้างอิงข้อมูลจาก คุณสุจิตต์ สาลีพันธ์

11/29/2553

รับประทานข้าวขาวเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน

ทีมนักวิจัยของมหาวิทยาลัย ฮาร์เวิร์ด ค้นพบว่าผู้ที่รับประทานข้าวขาวในปริมาณมากเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน ในขณะเดียวกัน การรับประทานข้าวซ้อมมือกลับช่วยลดการเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวาน การเปลี่ยนนิสัยการรับประทานข้าวจากข้าวขาวเป็นข้าวซ้อมมือสามารถลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานได้ถึง 16% นอกจากนี้การเปลี่ยนไปรับประทานอาหารโฮลเกรนทุกชนิด อย่างเช่น เส้นพาสต้า, ข้าวกล้องและขนมปังธัญพืช แทนข้าวขาวสามารถลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานได้ถึง 36% อย่างที่รู้ๆกันอยู่แล้ว ข้าวสีน้ำตาล (ข้าวซ้อมมือ) มีเปลือกของรำข้าวที่มีประโยชน์ต่อร่างกายซึ่งเปลือกนี้ต้องถูกขัดออกในขบวนการผลิตข้าวขาว แต่ในความเป็นจริงแล้ว 70% ของผู้ที่บริโภคข้าวในประเทศที่พัฒนาแล้วยังรับประทานข้าวขาว เป็นเรื่องที่น่าดีใจและน่าสนับสนุนที่ประชากรไทยของเราเริ่มหันมาฮิตรับประทานข้าวซ้อมมือหรือข้าวแดงกันแล้ว

ข้อมูลจาก นิตยสาร Health plus

11/16/2553

ดาร์คช็อกโกแลต ชะลอแก่

เราคงเคยทราบมาบ้างว่า ดาร์คช็อกโกแลตที่ค่อนข้างขม ไม่มีนมเนยและหวานเลี่ยนนั้น อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดความดันโลหิตและลดอัตราความเสี่ยงการเป็นเส้นเลือดหัวใจตีบ ดังนั้นบริษัทที่ผลิตช็อกโกแลตในท้องตลาด จึงเน้นกานผลิตช็อกโกแลตเพื่อสุขภาพและช็อกโกแลตแบบออร์แกนิค และล่าสุดมีการผลิตดาร์คช็อกโกแลตที่เข้มข้นด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ "ฟวาวานอยด์" ให้มากขึ้นกว่าเดิม เพื่อเพิ่มยอดขาย โดยหากกินเพียง 20 กรัมต่อวัน จะสามารถชะลอวัย ทำให้ผิวใสขึ้น อีกทั้งกระตุ้นให้เกิดความชุ่มชื้นของผิว และลดรอยเหี่ยวย่นได้ ซึ่งทำให้คนที่ชื่นชอบช็อกโกแลตดีใจเพราะได้กินของโปรดและดีต่อสุขภาพกายและผิวด้วย

นอกจากนี้ช็อกโกแลต ยังช่วยลดความเดรียดได้ด้วย เนื่องจากในช็อกโกแลตมีสารที่เรียกว่า Phenylethylamine ปกติสารเคมีตัวนี้สมองจะหลั่งออกมาขณะที่คนคนนั้นเกิดความรัก และจากการวิจัยพบว่า การกินดาร์คช็อกโกแลต จำนวนออนซ์ครึ่งทุกวันเป็นเวลา 2 สัปดาห์ จะช่วยลดระดับฮความเครียดให้ลดลงได้ค่ะ

ข้อมูลจาก นิตยสาร Be well

5/20/2553

Organic Beauty สวยจากธรรมชาติ



ภายใต้กระแสความนิยมเรื่องการใช้ชีวิตสู่ธรรมชาติ ทำให้ผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับของกินของใช้จากธรรมชาติที่ปลอดสารพิษ ไม่เว้นแม้แต่ในเครื่องสำอางบำรุงผิว แต่ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติก็มีหลายชนิด ทั้งที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติ ออร์แกนิก ฯลฯ การเลือกใช้สินค้าแต่ละประเภทจึงต้องเข้าใจลักษณะเฉพาะของผลิตภัณฑ์ด้วย ได้แก่
  • เครื่องสำอางดูแลผิวและความงามที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติ มีเกณฑ์การผลิตว่า เมื่อผ่านกระบวนการผลิตเสร็จสมบูรณ์แล้ว ส่วนผสมจากธรรมชาตินั้นๆ ยังคุณค่าตามธรรมชาติอยู่
  • ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก มีลักษณะเฉพาะ คือ ใช้วัตถุดิบที่ผ่านขั้นตอนการปลูก เก็บเกี่ยว และแปรรูป ภายใต้กระบวนการทางการเกษตรที่ควบคุมอย่างพิถีพิถัน โดยมาตรฐานในการผลิตเครื่องสำอางออร์แกนิก เริ่มตั้งแต่การเพาะปลูกพืชผัก ผลไม้ โดยทุกขั้นตอนการผลิตจะปลอดปุ๋ยเคมี ไร้ยาฆ่าแมลง ไร้สารปนเปื้อนจากโรงงานอุตสาหกรรม ไม่ใช้สารเร่งฮอร์โมนและไม่มีการดัดแปลงพันธุกรรม เป็นต้น

สวยด้วยออร์แกนิก

นอกจากความนิยมในการใช้ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติแล้ว ประโยชน์ที่โดดเด่นของส่วนผสมออร์แกนิกยังเป็นแรงดึงดูดสำคัญที่ทำให้มีผู้สนใจเครื่องสำอางประเภทนี้มากขึ้น มีผลงานวิจัยในสหรัฐอเมริกาที่นำน้ำผลไม้ออร์แกนิกมาทดสอบกับผิวของกลุ่มทดลอง พบว่า น้ำผลไม้ออร์แกนิกจะซึมซาบสู่ชั้นผิวได้ดีกว่าน้ำผลไม้ธรรมดา 50% และช่วยลดอัตราการแพ้หรือระคายเคืองได้ ลักษณะนี้อาจเปรียบเทียบได้กับการที่คุณได้กินผลไม้สดซึ่งมีคุณค่าสารอาหารสูงกว่าผลไม้กระป๋อง ผิวที่ได้ทาครีมที่มีส่วนผสมของน้ำผลไม้ออร์แกนิกก็จะให้ประโยชน์กับผิวมากกว่าครีมทั่วไปเช่นกัน


ส่วนประกอบแบบออร์แกนิก

ผลิตภัณฑ์ความงามแบบออร์แกนิกที่มีจำหน่ายในปัจจุบันมักอยู่ในรูปของผลิตภัณฑ์บำรุงผิวและผม แบ่งเป็น 3 ส่วนสำคัญ คือ ตัวทำละลาย ได้แก่ น้ำ น้ำเกลือ และน้ำมัน สารบำรุง ได้แก่ น้ำสกัดจากผักและผลไม้ และสารกันเสีย ซึ่งนิยมใช้สารกันเสียสำหรับอาหารซึ่งจะมีอายุน้อยกว่าสารกันบูดในเครื่องสำอางทั่วไป จึงทำให้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวออร์แกนิกมีอายุเพียง 1-2 ปี


สวยอย่างปลอดภัยด้วยออร์แกนิก

โดยทั่วไปในเครื่องสำอางจะมีส่วนผสมของสารละลาย หรือสารกันเสียของเครื่องสำอาง เช่น พาราเบน ,ปิโตรเลี่ยมเจลลี่ ,โพรพิลีน, บัตทีลีน ,ไกลคอล และ ซิลิโคน ซึ่งสารเหล่านี้เป็นตัวการที่ทำให้เกิดการแพ้หรือระคายเคืองได้ง่าย การใช้ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกซึ่งปลอดจากสารเหล่านี้จึงเป็นเป็นการลดโอกาสแพ้หรือระคายเคือง และร่างกายยังไม่มีสารเคมีตกค้างในระยะยาวอีกด้วย หลายคนอาจสงสัยว่า ในบ้านเรามีผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกที่ไม่มีตราสัญลักษณ์หรือข้อความรับรองอยู่มากมายเนื่องจากยังไม่มีสถาบันหรือองค์กรรองรับ วิธีการพิจาณาว่าผลิตภัณฑ์เป็นออร์แกนิกหรือไม่นั้น พิจารณาจากส่วนผสมที่ไม่ใช้สารเคมี ได้แก่ สารทำให้เกิดฟอง ตัวปรับสภาพผิวนุ่ม เป็นต้น


ข้อสำคัญที่ไม่ควรละเลยคือการใส่ใจสัญลักษณ์ที่ช่วยรับรองคุณภาพเพื่อเพิ่มความมั่นใจว่า เครื่องสำอางที่เลือกจะมีคุณสมบัติครบถ้วนสมความปราถนาของคุณนั่นเอง

อ่านเพิ่มเติมในคอลัมน์ Beauty นิตยสาร Health & Cuisine ปีที่ : 10 ฉบับที่ : 111 เดือน : เมษายน 2553

4/08/2553

น้ำมันทอดอาหารซ้ำ ภัยเงียบใกล้ตัวคุณ

เนื่องจากน้ำมันที่ผ่านการทอดซ้ำหลายๆครั้งจะมีคุณสมบัติที่เสื่อมลง ทั้งสี กลิ่น รสชาติและมีความหนืดมากขึ้น ทำสำคัญจะก่อให้เกิด “สารประกอบโพลาร์” ที่สามารถสะสมและส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย ตับและไตมีขนาดใหญ่ขึ้น ไขมันสะสมในตับ การหลั่งน้ำย่อยทำลายสารพิษในกระเพาะอาหารเพิ่ขึ้น นอกจากนั้นอาจมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ ส่วนไอระเหยจากน้ำมันทอดอาหาร หากสูดดมเป็นระยะเวลานานมีโอกาสเป็นโรคมะเร็งที่ปวดอีกด้วย

หลักการในการทอดอาหารที่ถูกหลักอนามัยและดีต่อสุขภาพ

1. น้ำมันปรุงอาหารควรเป็นน้ำมันพืช หลีกเลี่ยงการใช้น้ำมันสัตว์ เพื่อมิให้เพิ่มความเสี่ยงของโรคหัวใจ

2. น้ำมันทอดอาหารควรเป็นน้ำมันที่คงตัวและเกิดควันช้า เช่น น้ำมันปาล์ม

3. ไม่ควรใช้น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันหมู น้ำมันวัวและไขมันสัตว์อื่นๆในการทอดอาหาร เพราะน้ำมันดังกล่าวไม่คงตัว จึงเสื่อมสภาพเร็ว

4. หากน้ำมันทอดมีกลิ่นเหม็นหืน เหนียวข้น สีดำ เกิดฟอง ควัน เหม็นไหม้ หรือไอน้ำ อย่างใดอย่างหนึ่ง ให้เปลี่ยนน้ำมันใหม่ทันที และไม่ควรเติมน้ำมันใหม่ลงไปเจือจาง

5. หมั่นกรองกากอาหารทิ้งระหว่างและหลังการทอดอาหาร โดยใช้ตะแกรงหรือผ้าขาวบาง

6. ควรซับน้ำมันส่วนเกินบริเวณผิวหน้าอาหารดิบก่อนทอด เพื่อลดการแตกตัวของน้ำมัน

7. ควรทอดอาหารครั้งละไม่มากเกินไป เพื่อให้ความร้อนของน้ำมันทอดอาหารกระจายทั่วถึง และใช้เวลาในการทอดน้อยลง

8. ไม่ควรทอดอาหารด้วยไฟแรงเกินไป อุณหภูมิที่เหมาะสมคือ 160-180 องศาเซลเซียส หากทอดไฟแรงน้ำมันจะเสื่อมสลายตัวเร็ว

9. หากทอดอาหารประเภทเนื้อสัตว์ที่มีส่วนผสมของเกลือหรือเครื่องปรุงรสปริมาณมาก ควรเปลี่ยนน้ำมันทอดอาหารให้บ่อยขึ้น

10. ควรล้างทำความสะอาดกระทะทอดอาหารหรือเครื่องทอดทุกวัน เนื่องจากน้ำมันเก่าสามารถไปเร่งการเสื่อมสภาพของน้ำมันทอดอาหารที่เติมลงไปใหม่

ข้อมูลจาก CP BRANDSITE Society