แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องผู้ชาย ผู้ชาย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องผู้ชาย ผู้ชาย แสดงบทความทั้งหมด

5/20/2553

10 อาหารเสริมที่ผู้ชายควรรู้

การจะเลือกซื้ออาหารเสริมให้กับตัวเองนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้ชายหลายคนคิดจะสรรหาวิตามินนับร้อย มากินคู่กับ อาหารมื้อหลัก เพื่อชดเชยสภาวะขาดแคลนปริมาณสารอาหาร คนหนุ่มอีกส่วนหนึ่งเชื่อว่าวิตามิน หรืออาหารเสริม จะช่วยป้องกันโรคบางอย่าง ไม่ต่างกับการสร้างภูมิต้านทาน

ถ้าการมุ่งหน้าไปร้านขาย ยาเพื่อซื้ออาหารเสริมเพียงแค่ 1-2 ชนิด ทำให้คุณต้องวุ่นวาย กับข้อมูลจำนวนมาก จนไม่สามารถ จัดการกับข้อมูล หรืออาหารเสริมที่ต้องการได้ การสอบถามจากคนรอบตัว และการหาข้อมูลเพิ่มเติม จะช่วยคุณได้มากในขั้นตอน ของการตัดสินใจว่าอะไร คืออาหารเสริมที่คุณต้องการจริง ๆ

1. กรดโฟลิก (Folic Acid) มีคุณสมบัติ ช่วยลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจวายเฉียบพลัน และอาการเส้นเลือด ในสมองแตกในผู้ชาย คุณจึงควรหันมาให้ความสนใจ กินอาหารที่มีกรดโฟลิก ซึ่งมีอยู่มากใน ผักใบเขียว ทุกชนิด หรือหากต้องการบริโภค อาหารเสริม ประเภทกรดโฟลิก การกินอาหารเสริมประเภทนี้ ตามคำแนะนำของแพทย์ จะเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด

2. กระเทียม (Garlic) ช่วยลดความดันเลือด ลดคอเลสเตอรอล ในร่างกาย และช่วยในเรื่องการไหลเวียนของเลือดได้ นอกจากนี้การบริโภค กระเทียมเป็นประจำ จะให้ผลต้านไวรัส ช่วยลดความเสี่ยง ในเรื่องเส้นเลือดสมองแตก และลดความเสี่ยง ของการเกิด อาการหัวใจวาย และหากกิน กระเทียมชนิดสด หรือกระเทียมที่นำไปปรุงอาหาร เป็นประจำได้ จะเป็นการดีกว่า อาหารเสริมประเภทกระเทียม ควรจะเป็นทางที่สองสำหรับคุณ

3. สังกะสี (Zinc) คุณอาจไม่ทราบว่าผู้ชายเป็นเพศที่สูญเสีย ปริมาณสังกะสีในร่างกายได้ง่าย เพราะทุกครั้ง ที่มีการหลั่งน้ำอสุจิ สังกะสีปริมาณ 5 มิลลิกรัม ซึ่งเป็นปริมาณมากถึง 1 ใน 3 ของปริมาณ สังกะสีที่ร่างกายต้องการต่อวัน จะถูกขับออก จากร่างกาย ดังนั้นผลเสียที่ตามมาจากการที่ร่างกาย ขาดสังกะสีก็ คือความต้องการทางเพศลดลง และโอกาสที่จะเป็นหมันสูง รวมทั้งสูญเสียประสิทธิภาพในการดมกลิ่นและรับรส แหล่งที่มาของอาหารเสริมชนิดนี้ได้แก่ อาหารทะเลจำพวกหอยนางรม ถั่ว เมล็ดพืช ธัญพืช และเนื้อสัตว์ ส่วนข้อควรระวัง สำหรับการกินแร่ธาตุประเภทสังกะสีก็คือ ในกรณีที่คุณบริโภคสังกะสีมากกว่าวันละ 25 มิลลิกรัม เป็นประจำอาจเป็นสาเหตุ ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ และท้องผูกตามมา

4. โสม (Ginseng) มีประสิทธิภาพในการช่วยฟื้นฟูพลังงานทั้งร่างกายและสภาวะจิตใจ เมื่อคุณอยู่ในอาการที่เคร่งเครียด โสมจะช่วยให้ ระดับกลูโคส อยู่ในระดับเป็นปกติ ทำให้ร่างกายไม่อ่อนเพลีย ช่วยให้มีสมาธิในการทำงานดีขึ้น จากการวิจัย โสมยังช่วยยืดอายุเซลล์ และมีประสิทธิภาพในการเพิ่มระดับฮอร์โมนเทส-โทสเตอโรนในเพศชายได้เป็นอย่างดี

5. น้ำมันปลา (Omega 3) จากการศึกษาพบว่า โอเมก้า 3 มีกรดไขมันที่สำคัญหลายชนิดสามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันเลือดสูง มีผลในการรักษาโรค ที่เกิดจากการอักเสบเรื้อรัง และช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย แหล่งที่มาของสารอาหารประเภทน้ำมันปลาตามธรรมชาติ ได้แก่ ปลาแซลมอน ปลาแมคคอเรล ปลาเฮอร์ริ่ง ปลาซาร์ดีน และปลาที่มีไขมันต่ำ แต่หากบริโภคในปริมาณที่มากเกินไป น้ำมันปลาก็จะเข้าไปเพิ่มระดับน้ำตาล ซึ่งเป็นอันตราย สำหรับผู้ที่ป่วยเป็น โรคเบาหวาน

6. กลูโคซามีน ซัลเฟต (Glucosamine Sulfate) มีคุณสมบัติช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งของไขข้อ การสร้างกระดูกอ่อน มีประสิทธิภาพในการป้องกันข้อต่อต่างๆ ในร่างกาย สามารถช่วยซ่อมแซมไขข้อ กระดูกอ่อน บรรเทาอาการเอ็นยึด และอาการกระดูกสันหลังเคลื่อน มีประโยชน์อย่างมาก เมื่อใช้ในผู้ชายที่มีอาการปวดหลัง ข้ออักเสบ หรือบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา

7. สารสกัดจากผลปาล์มอเมริกันแคระ ซอว์ พาลเม็ตโต (Saw Palmetto) สารสกัดจากผลปาล์มอเมริกันแคระ ช่วยบรรเทาอาการต่อมลูกหมากโตชนิดไม่รุนแรง และช่วยกระตุ้นการหดตัว ของต่อมลูกหมาก แต่ข้อเสียของสารสกัดชนิดนี้ คือผลข้างเคียงที่จะทำให้ปัสสาวะบ่อยขึ้น นอกจากนี้ หากยังไม่แน่ใจ ในวิธีการเลือกรับประทาน คุณควรปรึกษาแพทย์ก่อน ที่จะซื้อหามาบริโภคด้วยตนเอง

8. แคตส์ คลอว์ (Cats Claw) เป็นสารสกัดจากพืชชนิดหนึ่ง พบในอเมริกาใต้ ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันร่างกาย ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ และกำจัดเซลล์ผิดปกติ แถมยังป้องกันการอักเสบการติดเชื้อไวรัส ป้องกันมะเร็ง และช่วยให้การทำงาน ของเซลล์เม็ดเลือดขาวดีขึ้น

9. มิลค์ ทิสเซิล (Milk Thistle) เป็นของเหลวจากพืชชนิดหนึ่ง ช่วยป้องกันตับเป็นพิษ จากปริมาณของแอลกอฮอล์ที่มากเกินไป รวมทั้งช่วยสร้าง เซลล์ตับขึ้นมาใหม่ จากการที่ตับถูกทำร้ายด้วยไวรัส หรือตับเป็นพิษ ดังนั้น การกินมิลค์ ทิสเซิล มันน่าจะเหมาะสำหรับผู้ชาย ที่ชอบดื่มหนักเป็นประจำ

10. อาหารเสริมกลุ่มแอนติออกซิ-แดนท์ (Antioxidants) อาหารเสริมกลุ่มนี้มีคุณสมบัติช่วยต้าน หรือลดการทำงานของอนุมูลอิสระ ไม่ให้เกิดการเผาผลาญ หรือไม่ให้เกิด การเปลี่ยนแปลงของร่างกายมากเกินไป โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ชายที่มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น สูบบุหรี่ ดื่ม เครื่องดื่มที่มี แอลกอฮอล์ รวมทั้งมลพิษต่างๆ ในสภาวะแวดล้อมที่คุณต้องเผชิญ อาหารเสริมที่มีความจำเป็น ในการใช้เพื่อต่อต้าน สารอนุมูลอิสระ ได้แก่ วิตามินอี วิตามินซี และซีลีเนียม นอกจากนี้ ผลการวิจัยจากหลายสถาบันยังกล่าวด้วยว่า ผู้ชายที่กินซีลีเนียมวันละ 200 มิลลิกรัมเป็นประจำ มีโอกาสเสียชีวิต ด้วยโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก ลำไส้ ปอด รวมทั้งมะเร็งอื่นๆ น้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้กินซีลีเนียมเป็นประจำกว่าร้อยละ 50

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์

2/03/2553

โรคต่อมลูกหมากโต ผู้ชายควรรู้

โรคต่อมลูกหมากโต คืออะไร

ต่อมลูกหมากเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของระบบสืบพันธุ์เพศชาย อยู่บริเวณรอบท่อปัสสาวะที่อยู่ใต้ต่อกระเพาะปัสสาวะ ทำหน้าที่สร้างน้ำหล่อเลี้ยงอสุจิ และสารพีเอสเอ (PSA) ซึ่งเป็นสารที่ทำให้น้ำอสุจิไม่เกาะกันเป็นก้อนเหนียวข้น

เนื้องอกของต่อมลูกหมากจะโต เริ่มพบได้หลังอายุ 40 ปี แต่คนไข้ส่วนใหญ่จะแสดงอาการหลังจาก 50 ปี ไปแล้วเป็นส่วนใหญ่ อุบัติการณ์การพบเนื้องอกของต่อมลูกหมากจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆตามอายุที่มากขึ้น ต่อมลูกหมากโตไม่ใช่การเจ็บป่วย แต่เป็นลักษณะอาการที่พบได้ทั่วไปตามธรรมชาติเมื่อมีอายุมากขึ้น และเป็นภาวะที่สามารถรักษาได้ ในชายที่มีอายุ 60-69 ปี พบได้มากกว่าร้อยละ 50 และในผู้ที่มีอายุระหว่าง 70-89 ปี จะพบประมาณร้อยละ 90 ชายที่มีเนื้องอกต่อมลูกหมากเพียง 1 ใน 3 เท่านั้นที่ประสบปัญหาเดือดร้อนจากอาการของต่อมลูกหมากโต

เนื้องอกของต่อมลูกหมากจะโตมาจากต่อมลูกหมากบริเวณที่ล้อมรอบท่อปัสสาวะ (transition zone และ periurethral glandular tissue) กดเบียดท่อปัสสาวะทำให้มีอาการปัสสาวะลำบาก ในขณะที่มะเร็งของต่อมลูกหมากส่วนใหญ่ร้อยละ 70 จะมาจากต่อมลูกหมากทางด้านหลังที่อยู่ติดกับลำไส้ใหญ่ส่วนล่าง (peripheral zone)

สาเหตุของต่อมลูกหมากโต

ยังไม่มีหลักฐานยืนยันถึงสาเหตุที่แท้จริงของต่อมลูกหมากโต แต่เชื่อว่าเกิดจากการทำงานของฮอร์โมนเพศที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้เกิดการเพิ่มจำนวนต่อมและเนื้อเยื่อเกี่ยวพันของต่อมลูกหมากจนมีขนาดใหญ่ขึ้น
ขนาดของต่อมลูกหมากจะมีการโตขึ้นครั้งแรกจริงๆ เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น และน่าจะสัมพันธ์กับระดับของฮอร์โมนเพศชาย หรือเทสโทสเตอโรน (testosterone) ในช่วงอายุ 30-40 ปี ต่อมลูกหมากจะมีขนาดโตขึ้นเล็กน้อย หลังจากนั้นก็จะหยุดโต จนกระทั่งอายุ 45-50 ปี ก็อาจจะเกิดการขยายขนาดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆตามอายุ

อาการของต่อมลูกหมากโต

คนไข้ต่อมลูกหมากโตจะมีอาการแสดงซึ่งแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม อาการอย่างแรก คือ อาการปัสสาวะบ่อย ร่วมกับอาการแสบขัดได้ เนื่องจากการที่กระเพาะปัสสาวะหนาตัวขึ้นเพื่อเพิ่มแรงบีบตัว ให้สามารถปัสสาวะผ่านรูแคบๆได้ และภาวะติดเชื้อของทางเดินปัสสาวะจากการที่ปัสสาวะตกค้างออกไม่หมด และอาการกลุ่มที่ 2 คือ การปัสสาวะลำบาก ไม่พุ่ง เบ่งนานกว่าจะออก เนื่องจากเนื้องอกต่อมลูกหมากซึ่งร้อยละ 40 อาการเกิดเนื่องจากขนาดของต่อมลูกหมากที่โตกดเบียดอุดกั้นบริเวณคอของกระเพาะปัสสาวะ ร้อยละ 60 อาการเกิดเนื่องจากการหดตัวของกล้ามเนื้อเรียบในเนื้องอกของต่อมลูกหมากทำให้ท่อปัสสาวะตีบแคบลง ในคนไข้บางรายหากไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อไต เกิดนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ และในคนไข้บางรายกลั้นปัสสาวะไม่ได้

ดังนั้น การตรวจรักษาโรคต่อมลูกหมากโตตั้งแต่อาการเริ่มต้นก็จะช่วยลดโอกาสของการเกิดปัญหาแทรกซ้อนที่จะเกิดขึ้นตามมา

อาการที่พบ
· ปัสสาวะไม่พุ่ง ปัสสาวะสะดุด เบ่งนานกว่าจะออก
· เกิดความรู้สึกอยากถ่ายปัสสาวะขึ้นมาทันที และกลั้นปัสสาวะไม่อยู่
· มีปัสสาวะเล็ด หรือไหลเป็นหยดๆก่อนและหลังจากถ่ายปัสสาวะเสร็จแล้ว
· ปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลากลางคืน

การรักษาโรคต่อมลูกหมากโต

ปัจจุบันมีการรักษาที่มีประสิทธิภาพ ในรายที่อาการน้อย การปรับพฤติกรรมอาจช่วยทำให้อาการดีขึ้นได้โดยไม่ต้องใช้ยาหรือการผ่าตัด ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับอาการของโรคและสภาพไตว่าได้รับการกระทบกระเทือนหรือไม่ ได้แก่ พยายามถ่ายปัสสาวะเมื่อรู้สึกปวด หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำมากเกินไปช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง และเวลาที่จะเข้านอน งดกาแฟ ชา เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะจะทำให้เข้าห้องน้ำบ่อย ถ้าอาการต่างๆไม่ดีขึ้นแพทย์จะให้ยาคลายกล้ามเนื้อเรียบในต่อมลูกหมาก หรือยาลดขนาดต่อมลูกหมากให้เล็กลง เพื่อทำให้ต่อมลูกหมากไม่เบียดท่อปัสสาวะหรืออาจให้ยาทั้ง 2 อย่างร่วมกัน แพทย็จะแนะนำการทำผ่าตัดแก้ไขการอุดกั้นทางเดินปัสสาวะ ถ้ามีข้อบ่งชี้ในการผ่าตัด ได้แก่ คนไข้ที่ปัสสาวะไม่ออกเลย แม้ว่าจะใด้ยาและลองใส่สายสวนปัสสาวะดูสักพักแล้ว

คำแนะนำในคนไข้ต่อมลูกหมากโต

· ลดน้ำดื่มหลังอาหารเย็นและก่อนนอน
· ไม่ให้ท้องผูก
· หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ กาแฟ ที่จะกระตุ้นให้ปัสสาวะบ่อย
· หลีกเลี่ยงยาหวัดชนดที่ลดอาการคัดจมูก เนื่องจากอาจจะทำให้กล้ามเนื้อเรียบในต่อมลูกหมากมีการบีบตัวมากขึ้น และหลีกเลี่ยงยาที่ลดการบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะ (anticholinergic drugs) เนื่องจากอาจจะทำให้ท่านปัสสาวะไม่ออก


ข้อมูลจาก รศ.นพ.สมบุญ เหลืองวัฒนากิจ