แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เคล็ดลับสุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เคล็ดลับสุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด

3/25/2555

ปรับพฤติกรรมแก้โรคกระเพาะ

 หนุ่มสาวในออฟฟิศมักมีจังหวะในการดำเนินชีวิตที่เร่งรีบ ความกดดันสูง ทำงานอย่างเคร่งเครียด ทำให้ง่ายต่อการที่ระบบการทำงานของเส้นประสาทจะวุ่นวายตามไปด้วย ระบบการทำงานของกระเพาะและลำไส้จึงทำงานได้ช้าลง การขับน้ำย่อยออกมาก็ไม่เต็มที่ ความอยากอาหารลดน้อยลง และเกิดภาวะอาหารไม่ย่อมตามมา


เนื่องจากพฤติกรรมที่ต้องนั่งเป็นเวลานานๆ กินอาหารไม่ตรงเวลาบวกกับแทบจะไม่ได้ออกกำลังกายเลย ระบบย่อยอาหารจึงแปรปรวน สมรรถนะในการดูดซึมอาหารก็น้อยลง ทำให้เกิดเป็นโรคกระเพาะอาหารเรื้อรัง เป็นๆ หายๆ รักษาไม่หายขาด ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องคอยดูแลตัวเอง เพื่อให้ตนเองมีกระเพาะอาหารที่แข็งแรง

มารู้จักการดูแลกระเพาะอาหารกันเถอะ

การมีพฤติกรรมการกินที่ดีจนเป็นนิสัย ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการป้องกันและรักษาโรคกระเพาะอาหาร การกินที่ดีนั้น มีอะไรบ้าง ไปดูกัน

กินให้ช้า การกินอาหารใช้ช้าลง ค่อยๆ เคี้ยวให้ละเอียดก่อนกลืน จะช่วยให้กระเพาะอาหารไม่ต้องทำงานหนัก ลดการกระตุ้นระบบการทำงานของกระเพาะอาหารจากการเสียดสีของอาหารชิ้นใหญ่ๆ

กินให้ตรง การกินอาหารควรจะมีช่วงเวลาที่สม่ำเสมอ อย่ากินจุบกินจิบ และต้องกินอาหารให้ตรงเวลาด้วย

กินให้เบา ลดการกินอาหารที่ติดมัน หรือน้ำมันเยอะ อาหารที่มีรสจัด ไม่ว่าจะเป็นหวาน เผ็ด หรือรสชาติใดๆก็ตาม นอกจากนี้ควรลดการดื่มเหล้าและชา กาแฟอีกด้วย

ข้อมูลจาก Slimming
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

1/04/2554

เสริมวิตามินดีในผู้สูงอายุ

มูลนิธิโรคกระดูกพรุนนานาชาติได้ให้คำแนะนำในการเสริมวิตามินดีสำหรับผู้สูงอายุ เนื่องจากวิตามินดีมีความสำคัญต่อการพัฒนากระดูกและกล้ามเนื้อ และเป็นสิ่งจำเป็นในการคงความแข็งแรงของกระดูกและป้องกันการแตกหักของกระดูกอันเนื่องมาจากการหกล้มและกระดูกพรุน ซึ่งผู้สูงอายุเป็นกลุ่มที่พบภาวะกระดูกพรุนได้บ่อย

สำหรับการวัดระดับวิตามินดีในร่างกายจะใช้ค่าที่เรียกว่า "25(OH)D" หรือ 25 ไฮดรอกซีวิตามินดี ซึ่งเมื่ออายุมากขึ้น ระดับ 25(OH)D ในเลือดก็จะลดลง โดยพบว่าภาวะขาดวิตามินดีจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับกล้ามเนื้ออ่อนแรงในผู้สูงอายุทั้งหญิงและชาย ดังนั้นการเสริมวิตามินดีจะช่วยให้แขนขามีกำลังดีขึ้นและลดความเสี่ยงต่อการหกล้มได้

ข้อแนะนำ
1. ปริมาณวิตามินดีที่ผู้สูงอายุต้องการโดยเฉลี่ยเพื่อให้ได้ระดับของ 25(OH)D อยู่ที่ 75 นาโนโมลต่อลิตร หรือ 30 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร คือ 20-25 ไมโครกรัมต่อวัน หรือเท่ากับ 800-1,000 IU ต่อวัน

2. สำหรับผู้ที่เป็นโรคอ้วน กระดูกพรุน ไม่ค่อยโดนแสงแดด (เช่นอยู่แต่ในบ้าน หรือต้องนอนโรงพยาบาล) หรือมีการดูดซึมไม่ดี อาจต้องเพิ่มปริมาณวิตามินดีเป็น 50 ไมโครกรัมหรือ 2,000 IU ต่อวัน

3. สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูง แนะนำให้วัดระดับ 25(OH)D ก่อน ถ้าพบว่าขาดวิตามินดีจึงค่อยทำการเสริม

ข้อมูลจาก HealthToDay

2/07/2553

"นั่งหน้าคอมพ์จนปวดคอ" อย่านิ่งดูดาย

ใครที่รู้ตัวว่ากำลังปวดคอหรือมีความ เสี่ยงจะปวดคอจากการนั่งทำงาน (หรือเล่นเกม) หน้าเครื่องคอมพิวเตอร์นานเกินไปอย่าได้นิ่งเฉย บทความนี้จะพาคุณไปพบกับทางออกที่จะทำให้คุณสามารถป้องกันและลดอาการปวดคอ ที่แสนทรมาน ก่อนจะไปเรียนรู้ท่าทางการป้องกันอาการปวดคอ คุณต้องรู้ก่อนว่าต้นเหตุอาการปวดคอนั้นไม่ได้มาจากการนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ นานๆ แต่จะมาจากทุกกรณีที่ทำให้อิริยาบทของร่างกายเราผิดเพี้ยนไป

อาจารย์ผกาภรณ์ พู่เจริญ อาจารย์ประจำคณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) อธิบาย ว่าสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวดคอนั้น เริ่มที่การมีอิริยาบถไม่ถูกต้อง เช่น หนุนหมอนสูงเกินไป ก้มหรือเงยหน้านานๆ อาจจะทำงานหน้าคอมพิวเตอร์หรือเขียนหนังสืออ่านหนังสือเป็นเวลานานๆ โดยไม่หยุดพัก แถมการศึกษายังพบว่าอาการปวดคอมีสาเหตุมาจากการเสื่อมสมรรถภาพของกระดูก ส่งผลทำให้มีอาการปวดร้าวไปยังท้ายทอย แขน กล้ามเนื้อแขนอ่อนแรง ขณะเดียวกัน อาการปวดคออาจมีสาเหตุมาจากอารมณ์ตึงเครียดซึ่งส่งผลให้มีการเกร็งของกล้ามเนื้อคอเป็นเวลานาน “เมื่อเกิดอาการก็ต้องรีบรักษา" อาจารย์บอกว่าจะมีการแบ่งผู้ป่วยออกเป็น 2 ระยะ คือ

1.ระยะเฉียบพลัน 1 – 2 ผู้ที่มีอาการปวดคอต้องพยายามพักผ่อนกล้ามเนื้อคอโดยการนอนราบ ใช้น้ำแข็งประคบบริเวณที่เกิดการอักเสบ ใช้เวลาในการประคบประมาณ 15 – 20 นาที

2.ระยะเรื้อรัง ผู้มีอาการต้องยืดกล้ามเนื้อคอด้วยตัวเอง โดยใช้มือดันศีรษะไปในทิศทางที่หันไม่ได้ช้าๆ จนรู้สึกตึงทำค้างไว้ครั้งละประมาณ 10 วินาทีจำนวน 10 ครั้ง หรือจนอาการดีขึ้น แล้วประคบด้วยถุงน้ำร้อน 15 - 20 นาที หมั่นออกกำลังกายกล้ามเนื้อคออย่างสม่ำเสมอ หากมีอาการปวดมากขึ้น ควรรับการรักษาทางกายภาพบำบัด" อาจารย์ย้ำว่าทุกคนสามารถป้องกันไม่ให้เกิดอาการปวดคอได้ ด้วยการหลีกเลี่ยงการทำงานในลักษณะก้มหรือเงยหน้าเป็นเวลานาน และควรเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ ไม่นอนหนุนหมอนที่สูงและแข็งเกินไป และออกกำลังกายกล้ามเนื้อคออย่างสม่ำเสมอ อาจารย์ ผกาภรณ์ให้เคล็ดวิชา 4 กระบวนท่าออกกำลังกายเพื่อป้องกันอาการปวดคอ ได้แก่ ท่าก้มและเงยหน้า ท่าหันหน้าซ้ายและขวา ท่าเอียงคอซ้ายขวา และท่าเกร็งกล้ามเนื้อคอ
  • ท่าก้มและเงยหน้า จะเริ่มต้นด้วยการนั่งหรือยืนก็ได้ แต่ศีรษะต้องตั้งตรง จากนั้นค่อยๆ ก้มให้คางชิดอก แล้วเงยหน้าขึ้นช้าๆ ให้มากที่สุด ทำท่านี้ 5 – 10 ครั้ง
  • ท่าหันหน้าซ้ายและขวา จะเริ่มต้นด้วยนั่งหรือยืนก็ได้ จากนั้นหันไปทางซ้ายช้าๆ แล้วค่อยๆ หมุนศีรษะกลับมาทางขวา ทำซ้ำ 5 – 10 ครั้ง ข้อควรระวังหากมีอาการมึนศีรษะ ตาลายให้หยุดการออกกำลังกายทันที
  • ท่าเอียงคอซ้ายขวา จะนั่งหรือยืนก็ได้เหมือนเคย แต่ให้ศีรษะตรง จากนั้นเอียงศีรษะไปทางซ้ายช้าๆ ให้ทิศทางของใบหูจรดไหล่จนรู้สึกตึง ค่อยๆ เอียงศีรษะกลับมาทางขวาทำเช่นเดียวกัน ทำซ้ำประมาณ 5 – 10 ครั้ง
  • ท่าเกร็งกล้ามเนื้อคอ ให้ก้มหน้า วางมือบนหน้าผาก ออกแรงต้านกับการก้มหน้า ครั้งละ 10 วินาที ทำซ้ำ 5 – 10 ครั้ง เงยหน้า ประสานมือที่ท้ายทอย ออกแรงต้านกับการเงยหน้า ครั้งละ 10 วินาที ทำซ้ำ 5 – 10 ครั้ง เอียงคอ วางมือที่ด้านข้างซ้ายของศีรษะออกแรงต้านกับการเอียงคอไปด้านซ้าย วางมือด้านขวาของศีรษะแล้วทำเช่นเดียวกัน ครั้งละ 10 วินาที ทำซ้ำ 5 – 10 ครั้ง หันศีรษะ วางมือซ้ายบนขมับซ้ายออกแรงต้านกับการหันศีรษะไปด้านซ้าย วางมือขวาบริเวณขมับขวาแล้วทำเช่นเดียวกัน ครั้งละ 10 วินาที ทำซ้ำ 5 – 10 ครั้ง การดูแลตัวเองและป้องกันไม่ให้เกิดอาการปวดคอนั้นเป็นสิ่งที่ควรกระทำก่อน ที่จะปล่อยให้อาการปวดคอเกิดขึ้น

    ข้อมูลจาก โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

1/14/2553

นอนกัดฟัน

บางคนนอนกัดฟันเสียงดังมากในเวลาหลับ ส่วนใหญ่มาจากสองสาเหตุ อย่างแรกคือ จิตใจที่ตึงเครียด ซึ่งทันตแพทย์จะแนะนำให้ไปปรึกษาจิตแพทย์เพื่อค้นหาสาเหตุ และให้คำแนะนำแก้ไขปรับปรุงการดำเนินชีวิตประจำวัน

อีกสาเหตุหนึ่งมาจาก การสบฟันที่ผิดปกติ คือ ฟันบนและล่างสบกันไม่ดี แก้ไขโดยการจัดฟันที่อยู่ผิดตำแหน่ง โดยต้องบูรณะฟันธรรมชาติที่เหลืออยู่ให้มีสภาพสมบูรณ์ ผู้ป่วยที่นอนกัดฟันทั้งสองสาเหตุ ทันตแพทย์จะทำ ยางกันฟัน ให้ผู้ป่วยใส่นอนเพื่อป้องกันฟันสึก และตัดวงจรการสัมผัสของฟันบนและฟันล่าง ซึ่งจะลดอาการนอนกัดฟันได้

ข้อมูลจาก นิตยสารสุขภาพดี

1/04/2553

ปรับพฤติกรรม กำจัดกลิ่นตัว

ปกติแล้วทุกคนจะมีกลิ่นกายเฉพาะตัว ซึ่งเป็นกลิ่นธรรมชาติ กลิ่นตัวนั้นเกิดจากการที่ต่อมของร่างกายขับเหงื่อและไขมันออกมาทางผิวหนัง ทำให้เกิดความชื้น ส่งผลให้เกิดการเปื่อยยุ่ยและลอกออกของผิวหนัง จากนั้นแบคทีเรียและเชื้อราก็จะกินเซลล์ที่ตายแล้วและขับกรดออกมา ทำให้เกิดกลิ่นเหม็น

บริเวณที่มักขับเหงื่อออกมามากที่สุดคือที่อับชื้น ได้แก่ รักแร้ ซอกขา ซอกนิ้วเท้า ข้อพับต่างๆ อวัยวะเพศ แต่ด้วยเป็นจุดอับ เวลาเหงื่อออกจึงระเหยไปได้ยาก ทำให้เกิดการหมักหมมเป็นกลิ่นเหม็น กลิ่นตัวของคนจะแรงขึ้นเมื่อย่างสู่วัยรุ่น เนื่องจากอิทธิพลของฮอร์โมนเพศ

นอกจากนี้อาหารบางชนิด เช่น ไขมันจากสัตว์ เนื้อสัตว์ สะตอ กระเทียม หัวหอม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ ตลอดจนยาบางชนิดก็อาจเป็นสาเหตุการเกิดกลิ่นตัวได้เช่นกัน เช่น การใช้ยารักษาสิวทั่วไปที่มี สารเบนซอยล์เพอร็อกไซด์ (Benzoyl Peroxide) ผสมอยู่เป็นประจำ รวมถึงโรคประจำตัวอื่นๆ ทั้งท้องผูก ตับอักเสบ ไต เบาหวาน พยาธิในระบบทางเดินอาหาร และมะเร็ง ก็เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดกลิ่นตัวเช่นกัน โดยทั่วไปกลิ่นตัวมักหายไปเองเมื่ออาบน้ำ หรือแม้กระทั่งการใช้สารพัดผลิตภัณฑ์ดับกลิ่น

ปรับพฤติกรรมกำจัดกลิ่น

- รักษาความสะอาดร่างกายและเสื้อผ้า
- ผ่อนคลายความเครียด บางครั้งความเครียดก็มีส่วนทำให้เกิดกลิ่นตัวได้เหมือนกัน เพราะร่างกายจะหลั่งสารอะดรีนาลินออกมา
- ทำดีท็อกซ์ การสะสมสารพิษในร่างกายก็เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดกลิ่นตัวเช่นเดียวกัน ปัญหานี้แก้ได้ด้วยการทำดีท็อกซ์
- ไม่ควรขัดผิวบ่อยๆ เพราะจะทำให้แบคทีเรียที่มีประโยชน์กับร่างกายถูกทำลาย ทำให้เกิดกลิ่นตัวง่าย ดังนั้นขัดผิว 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ก็พอ

ลดปัญหากลิ่นตัวด้วยอาหาร

- กินอาหารหลากหลาย กินโปรตีนจำพวกธัญพืชต่างๆ ผักสดทั้งใบเขียวและใบเหลือง ผลไม้สด
- เลี่ยงการกินอาหารที่มีกลิ่นแรง เช่น กุยช่าย ขิงสด สะตอ หัวหอม กระเทียม และเครื่องเทศต่างๆ รวมถึงเลี่ยงการสูบบุหรี่และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
- เลี่ยงอาหารก่อพิษ จำพวกเนื้อสัตว์ใหญ่ ทั้งหมู เนื้อ ไก่ ไข่ และตับ รวมทั้งช็อกโกแลต ลูกเกด ถั่วลิสง เพราะจะทำให้ต่อมไขมันใต้ผิวหนังขับไขมันออกมามาก โดยเฉพาะใต้วงแขน และที่สำคัญ จะก่อให้เกิดสารตกค้างในลำไส้ ทำให้เหงื่อมีกลิ่นเฉพาะตัว


ข้อมูลจาก ศรีสุภา ส่งแสงขจร

11/24/2552

เคล็ดลับดับเมาค้าง



เคล็ดลับ ด้บเมาค้าง

ผลลัพธ์จากการฉลองอาจทำให้หลายคนตื่นเช้าพร้อมกับอาการมึน เมาค้าง สมองไม่แจ่มใส จะทำอย่างไรให้เช้านั้นกลับมาสดชื่นพร้อมสู้งาน ลองทำตามเคล็ดลับต่อไปนี้ค่ะ

กินไข่ตุ๋นหรือซุปไก่ร้อนๆ จะมีกรดแอมิโนที่ชื่อว่าซิสเทอีน (cysteine) ที่นอกจากจะช่วยบรรเทาหวัดและลดอาการระคายคอแล้ว ยังออกฤทธิ์ลดอาการเมาค้างได้อย่างชะงักนัก หรือจะเป็นกล้วยหอมปั่นผสมน้ำผึ้งที่มีโพแทสเซียมและน้ำตาลฟรักโทส ช่วยให้สมองสดชื่น กระปรี้กระเปร่า สร่างเมาเป็นปลิดทิ้ง แต่อย่าเผลอใส่น้ำผึ้งมากเกินไปจนหวานจัด เพราะจะทำให้ง่วงนอนได้

หากไม่มีเวลาเตรียม 2 เมนูข้างต้น จะลองใช้วิธีพื้นฐานอย่างการกินผลไม้รสเปรี้ยวก็ได้ผลดีเช่นกันแต่ทางที่ดีอย่าปล่อยให้ตัวเองดื่มเพลินจนเกินไปจะดีกว่าค่ะ

ข้อมูล : นพ. กฤษดา ศิรามพุช

Health & Cuisine

5 บุคลิกภาพ ทำลายกระดูกสันหลัง

มาดูกันว่าท่ายืน เดิน นั่ง นอน ของคุณกำลังทำร้ายเสาเอกอย่างกระดูกสันหลังอยู่หรือไม่

1. การยืนพักขาลงน้ำหนักด้วยขาข้างเดียวจะทำให้สมดุลร่างกายผิดปกติ การยืนที่ถูกต้อง ควรลงน้ำหนักที่ขาทั้งสองข้างเท่าๆกัน โดยยืนแยกขากว้างเท่าสะโพก

2. การใส่ส้นสูงเกินนิ้วครึ่งจะทำให้กระดูกสันหลังช่วงล่างแอ่นมากกว่าปกติจนปวดหลัง

3. การนั่งหลังงอ หลังค่อม เช่น การอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ติดต่อกันนานๆ จนกล้ามเนื้อเกร็งค้าง เกิดการคั่งของกรดแล็กติก ทำให้ปวดเมื่อยและอาจมีปัญหากระดูกผิดรูป

4. การนั่งกอดอกจะทำให้หลังช่วงบน สะบัก และหัวไหล่ถูกยืดออกจนทำให้หลังค่อมและกระดูกคอยื่นมีผลต่อเส้นประสาทที่แขน อาจทำให้มืออ่นแรงหรือชาได้

5. การนอนขดตัวหรือนอนเอียงทำให้กระดูกคดผิดรูป ท่านอนหงายให้ศีรษะอยู่ในแนวระนาบเป็นท่านอนที่ถูกต้องและดีต่อกระดูกของคุณที่สุดค่ะ


ข้อมูล : สาระน่ารู้โดยโรงพยาบาลกรุงเทพ

11/19/2552

'ข้ออักเสบ' บรรเทาได้หากรับประทานอย่างถูกวิธี


โรคข้ออักเสบเป็นโรคที่พบบ่อย มักรู้จักกันในชื่อของข้อเสื่อม ซึ่งหลายๆคนคงคิดว่าเป็นโรคที่มากับอายุ แต่ในความเป็นจริงแล้วผู้ที่น้ำหนักเยอะก็พบว่าเป็นโรคนี้ได้เช่นกันค่ะ นักวิจัยพบว่าผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินพิกัด 20% ขึ้นไปเพิ่มความเสี่ยงโรคข้ออักเสบมากกว่าผู้ที่มีน้ำหนักปกติถึง 3 เท่า ฉะนั้นผู้ที่อ้วนต้องลดน้ำหนักเพื่อลดภาระข้อต่อในการที่จะต้องรองรับ น้ำหนักมาก เพียงการลดน้ำหนักลงเล็กน้อย เช่น 1/2 กิโล ก็จะบรรเทาอาการปวดลงได้อย่างมาก การออกกำลังกายร่วมกับการลดน้ำหนักนั้นวิธีที่ดีที่สุดในการลดอาการปวดค่ะ

อาหารก็เป็นปัจจัยสำคัญ ที่สามารถช่วยได้ จากการค้นคว้าของนักวิจัยชาวเยอรมันพบว่าการอดอาหารและตามด้วยอาหารมังสวิรัต 3 เดือน ช่วยบรรเทาอาการอักเสบของข้อได้ การหลีกเลี่ยงอาหารที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ก็สามารถลดอาการจากโรคข้อเสื่อมได้ ทำนองเดียวกันนักวิจัยชาวสวีเดนพบว่าผู้ที่ทนทุกข์ทรมานกับโรคข้ออักเสบ หลังจากที่เปลี่ยนมาบริโภคอาหารเมดิเตอเรเนียนซึ่งประกอบไปด้วยผัก ถั่วต่างๆ ผลไม้ ซีเรียล ปลา และน้ำมันมะกอก แอลกอฮอล์ (โดยเฉพาะไวน์) เพียงเล็กน้อย และจำกัดไขมันอิ่มตัวให้น้อยที่สุดเพียง 3 เดือน พบว่าสามารถลดการอักเสบและทำให้ข้อต่อทำงานดีขึ้น

การบริโภคผัก ผลไม้ และสมุนไพรเป็นประจำจะเป็นประโยชน์ในการป้องกันโรคมากมายรวมทั้งข้ออักเสบ นักวิจัยจากอังกฤษพบว่าอาหารที่อุดมไปด้วยสารแคโรทีนอยด์ เบตาคริปโทแซนทิน และซีแซนทินจะช่วยป้องกันโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ได้ดีกว่าอาหารที่มีสาร พิกเมนต์น้อย สีแดง ส้ม เหลืองจากผักและผลไม้เป็นแหล่งที่ดีของสารเหล่านั้น นักวิจัยแนะว่าเพียงแค่ น้ำส้มวันละแก้วก็สามารถลดความเสี่ยงของข้ออักเสบรูมาตอยด์ได้ ล่าสุดนักวิจัยพบว่าเชอรี บลูเบอรี และแบล็คเบอรี มีสารฟลาโวนอยด์ซึ่งมีฤทธิ์เป็นสารแอนติออกซิแดนท์ช่วยบำบัดอาการจากโรคข้อ อักเสบ นอกจากนี้กระเทียม หอม แขนงผัก และกะหล่ำปลีมีสารสารประกอบของกำมะถันซึ่งมีฤทธิ์เป็นยาช่วยในการบำบัดอาการ ข้ออักเสบ

สมุนไพรบางชนิด เช่น ขิง มีฤทธิ์ลดอาการปวดและต้านการอักเสบ เชื่อกันว่าขิงช่วยลดอาการปวดข้อและข้ออักเสบและป้องกันกระเพาะจากผลข้าง เคียงในผู้ที่ใช้ยาประเภทเอ็นเสด (NSAIDs) มีข้อมูลการวิจัยทางคลินิคที่แสดงให้เห็นว่าสารสกัดจากขิงช่วยลดอาการปวดจาก โรคข้อเข่า