แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เคล็ดลับการดูแลผิว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เคล็ดลับการดูแลผิว แสดงบทความทั้งหมด

3/09/2553

เทคนิคเลือกผลิตภัณฑ์ดูแลผิวทั้งเขาและเธอ

เลือกผลิตภัณฑ์ดูแลผิวของเธอ ไม่ว่าคุณจะมีสภาพผิวแบบใด ล้วนมีโอกาสมีลักษณะของผิวแพ้ง่ายได้ทั้งหมด ดังนั้นก่อนเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ดูแลผิวให้ตั้งเกณฑ์ในใจก่อนว่า คุณมีลักษณะผิวแพ้ง่ายหรือไม่ โดยสังเกตจากผิวของคุณมีผื่นแดง มีขุยตามหัวคิ้ว ร่องแก้ม ร่องข้างจมูก หรือไม่ หากเข้าเกณฑ์ดังกล่าว ควรเลือกผลิตภัณฑ์บำรุงตามสภาพผิว ที่พ่วงคุณสมบัติปกป้องการแพ้หรือการระคายเคืองเข้าไปด้วยค่ะ

ผู้หญิงผิวแห้ง ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่มีความเข้มข้นประเภทเนื้อครีม เพราะจะช่วยลดการสูญเสียน้ำและเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้นานกว่า ควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ และใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยดูแลเรื่องริ้วรอยเสริมด้วย

ผู้หญิงผิวธรรมดา ควรเลือกผลิตภัณฑ์ดูแลผิวโดยคำนึงถึงสภาพอากาศ เช่น ในช่วงอากาศปกติควรเลือกผลิตภัณฑ์ประเภทเนื้อโลชั่น เพราะไม่เหนียวเหนอะหนะ และไม่ก่อให้เกิดปัญหาผิวอุดตัน แต่หากต้องเผชิญกับอากาศที่หนาวเย็น หรืออยู่ในห้องปรับอากาศ ควรเลือกใช้ประเภทเนื้อครีม

ผู้หญิงผิวผสม นอกจากจะเลือกผลิตภัณฑ์ที่เฉพาะกลุ่มสำหรับผิวผสม ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ประเภทเนื้อโลชั่นและเนื้อเจล อาจเน้นใช้ผลิตภัณฑ์ที่ให้ความชุ่มชื่นและดูแลริ้วรอยให้แก่ผิวบริเวณนอกทีโซนด้วย

ผู้หญิงผิวมัน ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ประเภทเนื้อเจลเพราะมีส่วนผสมของน้ำ ไม่มีไขมัน และมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ที่ช่วยขจัดความมันได้ดี ที่สำคัญควรเลือกใช้ครีมกันแดดประเภทฟิสิคอล (Physical) ที่มีสาร Titanium Dioxide และ Zinc Oxide ซึ่งเมื่อทาผิวมักมีคราบสีขาวติดอยู่ที่ผิว สารกลุ่มนี้จะช่วยสะท้อนแสงออกไป มีคุณสมบัติคงตัว ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่มีปฏิกิริยากับผิวที่แพ้ง่ายหรือเป็นสิว

เลือกผลิตภัณฑ์ดูแลผิวของเขา แม้ผู้ชายส่วนใหญ่จะมีผิวมัน การใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวสำหรับผิวมันของผู้หญิงอาจไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่เนื่องจากผู้ชายจะมีความมันของผิวมากกว่า ทำให้ผู้ชายมีปัญหาเรื่องสิวและรูขุมขนกว้างมากกว่า ดังนั้นจึงควรเลือกผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ชายโดยตรง เพราะจะเน้นส่วนผสมที่ป้องกันการเกิดสิวและแก้ปัญหาเรื่องรูขุมขนแบบตรงจุด ทั้งนี้หากจะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์สำหรับผิวผู้ชายอย่าลืมที่จะพิจารณาถึงหลักพื้นฐานว่า มีลักษณะผิวแพ้ง่ายหรือไม่ แล้วจึงคำนึงถึงสองปัญหาข้างต้น

ผู้ชายเป็นสิวมาก ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมที่สารป้องกันการเกิดสิว มีลักษณะเนื้อบาง เหลว หรือเป็นน้ำ เช่น โลชั่น เจล และหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์เมื่อเป็นสิวแล้ว เพราะจะยิ่งทำให้สิวอักเสบยิ่งขึ้น

ผู้ชายรูขุมขนกว้าง ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ นอกจากจะช่วยลดความมันของผิว ยังช่วยให้รูขุมขนดูกระชับหลังจากใช้ผลิตภัณฑ์

ที่สำคัญ ก่อนเลือกผลิตภัณฑ์ดูแลผิวทุกครั้ง อย่าลืมว่า ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ดีที่สุด คือ ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับสภาพผิวของคุณมากที่สุดนั่นเอง


ข้อมูลจาก นิตยสาร Health & Cuisine

1/20/2553

เคล็ดลับ แก้รักแร้ดำ

บางคนดูแลใต้วงแขนอย่างดี ก็ยังมีรักแร้ดำคล้ำ แต่บางคนไม่ต้องดูแลอะไรเลยก็อาจมีใต้วงแขนขาวได้ ทั้งนี้เพราะผู้หญิงแต่ละคนมีผิวที่ตอบสนองต่อปัจจัยกระตุ้นไม่เท่ากัน

สาเหตุที่ทำให้รักแร้ดำแบ่งเป็น ปัจจัยภายในและภายนอก โดยปัจจัยภายในข้อแรกเป็นเรื่องของพันธุกรรม เป็นผิวประเภทมีลักษณะอักเสบแพ้ง่ายหรือแห้งง่าย สองคือ เป็นคนรูปร่างอวบอ้วน สังเกตว่าผิวหนังบริเวณบริเวณที่เป็นข้อพับ เช่น ข้อศอก หรือขาหนีบ มักมีสีคล้ำกว่าบริเวณอื่น เพราะมีการเสียดสีกันตลอดเวลา ดังนั้นยิ่งรูปร่างอ้วนเท่าไร โอกาสที่รักแร้จะดำคล้ำยิ่งมากขึ้นเท่านั้น เพราะเป็นบริเวณที่อับชื้นและมีการเสียดสี ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการคัน ระคายเคืองตามมา

ปัจจัยภายในข้อสุดท้ายคือ มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคผิวหนังอักเสบเรื้อรัง ผู้ป่วยโรคเบาหวานมักติดเชื้อได้ง่าย ผิวหนังอักเสบง่าย และลุกลามไปถึงใต้วงแขน ทำให้มีสีดำคล้ำผิวหนาเป็นรอยย่นเหมือนกำมะหยี่

ปัจจัยภายนอกคือ เกิดจากสิ่งกระตุ้น เช่น เครื่องสำอางหรือโรลออนที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์หรือส่วนผสมที่ทำให้แพ้ง่าย หรือน้ำหอม ของพวกนี้ใช้บ่อยๆก็สามารถทำให้รักแร้ดำง่าย เนื่องจากเป็นการตอบสนองของร่างกาย

ปัจจัยภายนอกอีกปัจจัยหนึ่ง คือ การถอนขนรักแร้ บางคนถอนแล้วไม่เป็นไรแต่บางคนถอนแล้วรูขุมขนอุดตัน เกิดการอักเสบ บวมแดง และมีสีคล้ำภายหลัง

การแก้ไขทำได้โดยการหลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้เกิดรักแร้ดำ เช่น ลดน้ำหนัก หันไปใช้เครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์ใต้วงแขนที่ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ไม่มีกรด (สังเกตว่าโดยมากผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของน้ำหอมมักทำให้เกิดอาการแพ้ได้ง่าย) ซึ่งปัจจุบันมีวางขายตามร้านขายยาทั่วไป โดยราคาอาจสูงกว่าปกติเล็กน้อย หรือเปลี่ยนไปใช้วิธีกำจัดขนใต้วงแขนวิธีอื่น เช่น การแว็กซ์ หรือยิงเลเซอร์ซึ่งเป็นการกำจัดขนถาวร

การใช้เลเซอร์เป็นการยิงเลเซอร์กำจัดขนทีละจุด ช่วยยับยั้งการผลิตเม็ดสีผิว ช่วยปรับจากสีเข้มให้จางลงได้ เป็นการแก้ปัญหาจากภายในชั้นผิวหนัง ปัจจุบันถือเป็นวิธีที่แพร่หลาย ไม่เป็นอันตรายและแทบไม่มีผลข้างเคียง อาจรู้สึกเจ็บในระยะแรกที่ทำเท่านั้น แต่ข้อเสียคือค่าใช้จ่ายที่สูง และไม่รับประกันผล 100% อาจได้ผลสำหรับบางคนและไม่ได้ผลกับบางคน

สำหรับคนที่ชอบวิธีธรรมชาติ อันดับแรกให้หลีกเลี่ยงการใช้สารส้มเพราะมีฤทธิ์เป็นกรดซึ่งอาจกระตุ้นให้เกิดการแพ้ของบริเวณเนื้ออ่อนของรักแร้ทำให้รักแร้ดำ แม้ช่วยดับกลิ่นได้ก็ตาม จากนั้นเวลาอาบน้ำ ระหว่างฟอกสบู่ใหใช้ที่ขัดผิวขัดบริเวณรักแร้เบาๆ เพื่อขจัดเซลล์ผิวหมองคล้ำออกไปได้บ้าง อาจใช้นมผสมน้ำผึ้ง หรือนมผสมน้ำมะขามเปียกขัดเบาๆ แล้วล้างด้วยสบู่ให้สะอาด หลังอาบน้ำและเช็ดตัวแห้งแล้ว แนะนำให้ใช้ครีมประเภทไวเทนนิ่ง (สำหรับทาหน้า) ทาบริเวณใต้วงแขนและผึ่งให้แห้ง สุดท้ายทาแป้งฝุ่นทับเพื่อลดการเสียดสี ซึ่งเป็นอีกวิธีที่ช่วยให้รักแร้ขาวขึ้นได้ แต่ต้องใช้เวลานานเป็นเดือนหรือครึ่งปี จึงเห็นผล

สำหรับผลิตภัณฑ์ใต้วงแขนที่โฆษณาว่าช่วยให้รักแร้ขาวขึ้นได้จริงหรือไม่นั้น ขอบตอบว่าเป็นไปได้ หากผลิตภัณฑ์นั้นมีส่วนผสมของไวเทนนิ่ง และมีการใส่ผงแป้งลดการเสียดสีใต้วงแขนรวมทั้งป้องกันยูวีได้ แต่ใช้เวลานานกว่าจะเห็นผล คือตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป และแนะนำให้เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นแท่งครีมมากกว่าลูกกลิ้ง เพราะมีการเสียดสีน้อยกว่า


ข้อมูลจาก นิตยสารสุขภาพดี

11/22/2552

การดูแลผิวพรรณไม่ยากอย่างที่คิด



การดูแลผิวหน้า


การรักษาผิวหน้านั้นควรรักษาความชุ่มชื้นของผิวด้วยมอยเจอไรเซอร์ การบำรุงเฉพาะที่บริเวณบนใบหน้า ควรที่จะเริ่มต้นที่การบำรุงรอบดวงตาก่อน เพราะเป็นจุดที่อ่อนโยนและบอบบาง ถ้าเราใช้ครีมอย่างอื่นก่อนก็อาจจะมีส่วนของเนื้อครีมที่ตกค้างอยู่ที่นิ้วมือมาผสมกับครีมบำรุงรอบดวงตา ก็จะทำให้เนื้อครีมบำรุงนั้นเสื่อมสภาพไปได้"ส่วนการใช้ครีมบำรุงผิว ควรเลือกชนิดของครีมให้เหมาะกับสภาพของผิวหน้าที่แท้จริง และควรจะเลือกใช้ครีมให้เหมาะสมกับช่วงเวลาคือ ใช้เดย์ครีมสำหรับกลางวัน และไนท์ครีมสำหรับช่วงค่ำตั้งแต่19.00 น.เป็นต้นไป ที่สำคัญที่สุดให้พึงระลึกไว้เสมอว่า ครีมบำรุงที่ดีที่สุดก็ไม่สามารถช่วยคืนความอ่อนเยาว์ให้กับคุณได้ ถ้าการพักผ่อนของคุณนั้นไม่เพียงพอ ดังนั้น การพักผ่อนอย่างเต็มที่ก็เป็นเครื่องมือที่สำคัญอันดับต้นของผิวพรรณเลยทีเดียว


การดูแลรักษาผิวกาย


มีไม่น้อยที่คุณผู้หญิง-ชาย มักจะละเลย ด้วยเพราะชินกับสภาพอากาศที่ร้อนของบ้านเรา การทาครีมบำรุงจึงถูกจำกัดให้ใช้ในเฉพาะช่วงหน้าหนาว เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่ละเลยผิวของคุณก็จะเป็นขุย ทั้งแห้ง บางรายออกอาการหนักถึงขั้นขึ้นลายงากันเลยทีเดียว อาการแบบนี้ แนะนำว่า ครีมบำรุงร่างกายมีความจำเป็นไม่แพ้ใบหน้า ยิ่งหน้าหนาวต้องบอกว่าจำเป็นที่สุด วิธีง่ายแสนง่าย ที่ทำได้เลยทันทีก็คือ ให้นำออยใสชโลมให้ทั่วหลังอาบน้ำ แล้วใช้เช็ดตัวเพียงเท่านี้ก็จะช่วยให้คงความชุ่มชื้นได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญตรงช่วงรอยต่อของข้อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหัวเข่า ข้อศอก บริเวณมือ ฯลฯ เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ๆ ต้องใส่ใจเป็นพิเศษเพราะแห้งง่าย และมักจะด้านแห้งพิเศษ ควรมีครีมเฉพาะ [Hand Cream] ที่มีความเข้มข้นพิเศษ พกติดตัวไว้ ก็จะเป็นผู้ช่วยประจำวันได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้การดูแลที่กล่าวมานั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เราต้องดูแลเพิ่มขึ้นไปอีก เช่น การเลือกรับประทานอาหารในแต่ละวันก็จะเป็นดัชนีบ่งชี้ได้ว่าคุณภาพผิวของคุณได้ ดังนั้นการบำรุงภายในร่างกายก็จะขึ้นอยู่กับการเลือกรับประทานแต่ละวันที่มีผักและผลไม้ในปริมาณที่มากพอ ก็อาจเลือกรับประทานวิตามินอีเสริมเข้าไปอีก ก็จะเป็นผู้ช่วยที่ดีเพิ่มขึ้นได้ ส่วนครีมบำรุงผิวหมออยากเปรียบให้เป็น คือเสื้อผ้าอาภรณ์ชั้นดีที่คอยป้องกันผิวหน้าจากแสงแดด สวยลม รวมถึงฝุ่นละอองต่างๆ นั่นเอง


“ สำหรับหน้าหนาว บางครั้งเราอาจรู้สึกได้ถึงความเย็นสบายไม่ร้อนเท่าที่ควรเมื่อตอนออกแดด ตรงนี้ต้องขอย้ำเตือนว่า แสงแดดในฤดูหนาวเย็นที่ให้ความรู้สึกร้อนน้อยกว่าทุกฤดูเพราะอุณหภูมิต่ำนั้น ความเข้มข้นของแสงอุลตราไวโอเลตก็จะมีเท่าเดิม ดังนั้นจึงประมาทไม่ได้ ดังนั้น ควรเลือกใช้มอยเจอไรเซอร์ หรือครีมกันแดด ที่มีค่า SPF 50 ขึ้นไป จะสามารถช่วยลดความแห้งกร้านของผิวได้ ”



ข้อมูลจาก รท.พญ. นิจวิภา เพชรรุ่ง

สิวปัญหาที่วัยรุ่นเกิดอาการเซ็ง

สิว (acne) มักเป็นในวัยรุ่น แต่บางครั้งเลยวัยรุ่นไปแล้วก็อาจเป็นได้ วัยรุ่นชายมีปัญหาเรื่องสิวมากกว่าวัยรุ่นหญิง ในขณะที่วัยรุ่นหญิงในช่วงมีประจำเดือนจะพบว่าเกิดสิวได้ง่าย "สิวหัวขาว" เป็นเม็ดนูนเล็กๆ ไม่มีรูเปิด ถ้ามีรูเปิดที่ผิวหนังมองเห็นเป็นจุดดำอยู่ตรงกลางเรียก "สิวหัวดำ" สิวอาจเกิดเป็นตุ่มนูนเล็กๆ แดงๆ อาจเห็นเป็นตุ่มหนอง หรือตุ่มนูนแข็งเม็ดโต หรือตุ่มแดงอักเสบแบบถุงซีสต์ ที่เรียกกันว่า "สิวหัวช้าง" สิวที่สร้างความวิตกกังวลมากที่สุดคือ สิวบริเวณใบหน้า แต่ในบางรายอาจพบมากที่บริเวณลำคอ แผ่นหลัง หน้าอก และลำตัว

ปัจจัยที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดสิว

ความผิดปกติของเซลล์ในชั้นหนังกำพร้าปริมาณสารไขมันที่สร้างมาจากต่อมไขมันเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อเรียกว่าPropionibacterium acnes ความรุนแรงของปฎิกิริยาอักเสบที่เกิดขึ้น ความผิดปกติของเซลล์ในชั้นหนังกำพร้า
เซลล์ในชั้นหนังกำพร้าจะมีการมีการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนมากผิดปกติ และลอกหลุดง่ายกว่าปกติ

จากการศึกษาวิจัยระยะหลังๆ นี้ พบว่าความผิดปกติดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องมาจาก โปรตีนสองชนิดที่ร่างกายผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก โปรตีนทั้งสองชนิดเป็นสารเคอราติน มีชื่อเรียกว่า keratin 6 และ keratin 12

ความสำคัญและบทบาทของโปรตีนทั้งสองชนิดนี้ กำลังได้รับความสนใจและนำมาศึกษาวิจัยในห้องปฎิบัติการอย่างกว้างขวาง และมียาใหม่ที่อยู่ในขั้นทดลองหลายชนิดด้วยกัน

โดยปกติเซลล์จะหลุดลอกจากเยื่อบุของรูขุมขน และต่อมไขมันจะช่วยเคลื่อนย้ายไปที่ผิวหนังส่วนนอก หากกระบวนการเคลื่อนย้ายถูกอุดกั้น ก็จะทำให้เกิดสิวขึ้น เรียกว่า retention hyperkeratosis

ยารักษาสิวชนิดทาที่ช่วยรักษาความผิดปกติของเซลล์ในชั้นหนังกำพร้า ได้แก่ tretinoin, isotretinoin และ salicylic acid รวมทั้งยาในกลุ่มเรตินอยด์ชนิดใหม่ๆ เช่น tazarotene และยาปฏิชีวนะชนิด azelaic acid
ยาที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ได้แก่ topical tretinoin (Retin-A), adapalene (Differin), topical tazarotene (Tazorac), isotretinoin (Accutane) และ acitretin (Soriatane)

ไขมันที่สร้างมาจากต่อมไขมัน

การอักเสบของต่อมสร้างไขมัน บริเวณของรูขุมขนที่มีอยู่ทั่วไปตามผิวหนังของคนเรา เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดสิว ต่อมสร้างไขมันบริเวณรูขุมขนนี้ มีหน้าที่สร้างไขมันมาหล่อเลี้ยงผิวหนัง ทำให้ผิวหนังไม่แห้ง มีความชุ่มชื้น บางครั้งมีการสร้างไขมันมากเกินไป ทำให้คั่งค้างอยู่ในรูขุมขนและเกิดการอักเสบ ต่อมาเมื่อเชื้อแบคทีเรียเข้ามา จะทำให้เกิดการติดเชื้อเป็นหัวสิว หรือตุ่มหนอง จากการศึกษาพบว่าปริมาณของไขมันเกี่ยวข้องโดยตรงกับความรุนแรงของสิว

ตำแหน่งต้นตอที่เกิดสิว คือ ต่อมไขมัน ต่อมไขมันมีหน้าที่ผลิตไขมัน และมีท่อเปิดออกสู่รูขุมขน เพื่อให้ไขมันออกมาหล่อลื่นผิวหนังภายนอก ต่อมไขมันที่แต่ละตำแหน่งของร่างกาย มีขนาดและความหนาแน่นไม่เท่ากัน บริเวณใบหน้าจะมีต่อมไขมันขนาดใหญ่ และหนาแน่นกว่าบริเวณอื่น เราจึงพบสิวบริเวณใบหน้าได้บ่อย การสร้างไขมันขึ้นกับฮอร์โมนแอนโดรเจนและเอสโตรเจน แอนโดรเจนหรือฮอร์โมนเพศชายกระตุ้นให้มีการสร้างไขมัน โดยกระตุ้นเซลล์ที่เรียกว่า "ซีโบซัยท์" (sebocyte) ในขณะที่เอสโตรเจนหรือฮอร์โมนเพศหญิงยับยั้งการสร้างไขมัน

เหตุที่เป็นเช่นนี้ เนื่องจากเซลล์สร้างไขมันมีโปรตีนตัวรับแอนโดรเจนอยู่ในนิวเคลียส ความไวของโปรตีนตัวรับจึงเป็นสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้ผู้ป่วยบางรายเกิดสิวที่รุนแรงมากกว่าคนทั่วไป และมักจะรักษาไม่ค่อยได้ผลเท่าใดนัก
เหตุที่สิวมักเกิดในวัยรุ่น เนื่องจากในวัยนี้จะมีระดับฮอร์โมนเพศสูง ทำให้กระตุ้นต่อมสร้างไขมันบริเวณขุมขนให้ผลิตไขมันออกมามากขึ้น ซึ่งทำให้มีโอกาสเกิดสิวได้มากยิ่งขึ้น เหตุการณ์เช่นนี้จะเกิดน้อยลงในช่วงท้ายๆ ของวัยรุ่น หรือในช่วงอายุ 20 ปีเศษ

ยาที่นิยมใช้อย่างแพร่หลาย ได้แก่ ฮอร์โมนเอสโตรเจน เช่น norgestimate, desogestrel ยาต้านแอนโดรเจน เช่น cyproterone acetate และ spironolactone การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนที่ต่อมสร้างไขมัน พบว่า testosterone เปลี่ยนเป็น dihydrotestosterone ซึ่งมีความแรงในการออกฤทธิ์มากกว่า เอนไซม์ที่มีส่วนเกี่ยวข้องชื่อ 5-reductase จากรายงานการศึกษาวิจัยระยะหลัง ยาที่ออกฤทธิ์ยับยั้ง type II reductase ไม่สามารถลดการสร้างไขมันได้ ทำให้เชื่อว่ากลไกสำคัญอยู่ที่ type I isoenzyme มากกว่าเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อเรียกว่า Propionibacterium acnes หรือ P.acnes

ในระยะแรกที่เริ่มเกิดหัวสิวมักจะตรวจไม่พบเชื้อนี้ แต่ในระยะท้ายๆ หรือระยะที่มีการอักเสบจะตรวจพบเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ได้ทุกราย เดิมทีเดียวเรายังไม่ทราบแน่ชัดว่าเชื้อแบคทีเรีย P.acnes ทำให้เกิดสิวได้อย่างไร แต่ผลการศึกษาวิจัยระยะหลังมานี้ เพิ่งจะพบว่าเชื้อแบคทีเรียกระตุ้นเซลล์เม็ดเลือดขาวสองชนิดคือ โมโนซัยท์และนิวโตรฟิล ให้หลั่งโปรตีนสามชนิด IL-12, IL-8, และ TNF เป็นต้นเหตุให้เกิดการอักเสบขึ้น นอกจากนี้แต่ละคนยังมีความไวต่อเชื้อแบคทีเรีย P.acnes ไม่เหมือนกัน คนที่ไวมากจะเกิดโรคที่มีความรุนแรงมาก

เชื้อแบคทีเรีย P.acnes ย้อมติดสีแกรมบวก เป็นแบคทีเรียชนิดไม่พึ่งออกซิเจน ผลิตเอนไซม์ไลเปสย่อยสารไตรกลีเซอไรด์ในไขมันที่ผลิตจากต่อมไขมัน ให้กลายเป็นกลีเซอรอลและกรดไขมันอิสระ ช่วยให้แบคทีเรียเติบโตได้ดีขึ้น และกระตุ้นปฏิกิริยาการอักเสบให้รุนแรงขึ้น

ยาปฏิชีวนะชนิดทาที่นิยมใช้ ได้แก่ erythromycin, clindamycin, metronidazole, azelaic acid, และ benzoyl peroxide ส่วนชนิดรับประทาน ได้แก่ tetracycline, erythromycin, minocycline, doxycycline, clindamycin และ trimethoprim–sulfamethoxazole อย่างไรก็ตามการรักษาสิวโดยใช้ยาปฎิชีวนะเพียงอย่างเดียวจะไม่ได้ผลดีในผู้ป่วยทุกราย

การรักษาด้วยแสงชนิด Blue light therapy ซึ่งเป็นแสงคลื่นต่ำที่มีความเข้มสูง ได้รับความนิยมในการรักษาสิว ทำงานโดยการฆ่าเชื้อ P.acnes และใช้รักษาสิวอักเสบที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาชนิดอื่น โดยทั่วไปจะรักษา 8 ครั้ง ในระยะเวลา 4 อาทิตย์ ใช้เวลา 15 นาทีในแต่ละครั้ง พบว่าเกิดผลข้างเคียงน้อย ส่วนอีกชนิดหนึ่งคือ Pulsed light and heat energy (LHE) therapy สามารถทำลายเชื้อ P. acnes และลดการผลิตไขมัน โดยการไปทำให้ต่อมไขมันหดตัวลง เป็นระบบที่ใช้แสงสีเขียวและความร้อน สำหรับสิวที่เป็นน้อยและปานกลาง

ปฎิกิริยาอักเสบที่เกิดขึ้น
ความรุนแรงของสิวแต่ละคนแตกต่างกันไป บางรายเป็นมาก บางรายเป็นน้อย ขบวนการอักเสบจะกำเริบได้ในช่วงมีความเครียด เช่น อดนอน หรือในผู้หญิงช่วงใกล้มีประจำเดือน นอกจากนี้การบีบแกะสิวจะกระทบกระเทือนและนำเชื้อโรคเกิดการอักเสบมากขึ้น และมีโอกาสเกิดรอยแผลเป็นเมื่อสิวหายแล้ว และที่พบได้บ่อยๆ

ยาบางอย่าง เช่น ยาที่มีสเตียรอยด์ผสมอยู่ หรือยาป้องกันการชักบางชนิด ก็ทำให้เกิดสิวได้เช่นกัน การรับประทานยาที่ได้รับมาหรือซื้อหามาเองต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ หากยานั้นมีสเตียรอยด์อยู่ด้วยจะทำให้เกิดปัญหาขึ้นได้

ถ้าสิวรุนแรงหรืออักเสบมากขึ้น อาจต้องใช้ยารับประทาน ร่วมกับยาทา ยารับประทานในการรักษาสิว มีสามกลุ่มหลัก ได้แก่ ยาปฏิชีวนะ ยากลุ่มกรดวิตะมินเอ และยาในกลุ่มฮอร์โมน ยารับประทานทั้งสามกลุ่ม ต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ กว่าจะได้ผลเต็มที่ และมักต้องให้ยาต่ออีกระยะ หลังได้ผลในการรักษาแล้ว จึงจำเป็นต้องใช้ในความควบคุมดูแลของแพทย์ เพราะการรับประทานยาเหล่านี้ในระยะเวลานานๆ มีความจำเป็นต้องตรวจเฝ้าระวังผลข้างเคียงของยา เช่น ตรวจดูการทำงานของตับไต ไขมันในเส้นเลือด เป็นต้น นอกจากนั้น แพทย์จะช่วยประเมินให้ได้ว่า มีความเสี่ยงในการใช้ยาในกลุ่มดังกล่าวหรือไม่ เช่น คนที่มีประวัติมะเร็งเต้านม หรือเส้นเลือดอุดตันในครอบครัว คนที่สูบบุหรี่ ไม่ควรใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด เป็นต้น

ปัจจุบันยังมีการนำแสงเลเซอร์และแสงความเข้มสูงมาใช้ในการรักษาสิว ผลการศึกษาพบว่าได้ผลดีพอสมควร จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ในกรณีไม่สามารถใช้การรักษาโดยวิธีมาตรฐานได้



ที่มา : ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

http://www.bangkokhospital.com
http://www.bangkokhealth.com

11/20/2552

คอลลาเจน คือ อะไร



คอลลาเจน ทำหน้าที่เป็นกาวเชื่อมเซลล์แต่ละเซลล์เข้าด้วยกัน คอลลาเจนโปรตีนมีปริมาณมากถึง 1 ใน 3 ของโปรตีนในร่างกาย อยู่ในผิวหนังชั้นหนังแท้ หลังอายุ 20 ปี คอลลาเจนโปรตีนจะเสื่อมสภาพลง ข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่า ปัจจัยที่ก่อให้เกิดการสลายตัวของคอลลาเจนคือ อนุมูลอิสระที่เกิดจากแสงแดด มลพิษต่างๆ บุหรี่ สารปนเปื้อนในอาหารที่รับประทานเข้าไป และการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ทำให้ชั้นผิวหนังมีการยุบตัวลง ต้นเหตุของ ความเหี่ยวย่น ริ้วรอย และความชราของผิวพรรณ และริ้วรอย คอลลาเจนมีคุณสมบัติรักษาน้ำในผิวและช่วยป้องกันเชื้อโรค จึงถูกนำมาใช้รักษาคนไข้ที่มีแผลไฟไหม้

ประโยชน์ : คอลลาเจนเสริมความเรียบตึง ของผิวหนัง ทำให้ผิวแข็งแรง เรียบเนียน ทำงานเสริมกับโปรตีนที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งคือ ‘อิลาสติน’ ในขณะที่คอลลาเจนมีหน้าที่เสมือนโครงสร้างของผิว ช่วยให้ผิวเต่งตึง อิลาสตินจะมีหน้าที่สร้างความยืดหยุ่นให้กับผิว ทำให้มีความแข็งแรง ทนต่อสภาพถูกทำลาย ช่วยกระชับกล้ามเนื้อไม่ให้หย่อนยาน ผิวหนังไม่เหี่ยวย่น ชะลอ เยียวยาการเกิดริ้วรอย และยังบำรุงเล็บ เส้นผมให้มีสุขภาพดีอีกด้วย