แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รู้ทันโรค แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รู้ทันโรค แสดงบทความทั้งหมด

12/18/2554

โรคปริทันต์หรือโรคเหงือกอักเสบ

โรคปริทันต์หรือที่คนทั่วไปเรียกว่า โรคเหงือกอักเสบ ไม่ได้มีการอักเสบเกิดขึ้นแค่ที่เหงือกเท่านั้น แต่เป็นโรคที่เกิดขึ้นได้กับอวัยวะรอบๆฟัน ทั้งเหงือก กระดูกเบ้าฟัน เอ็นยึดปริทันต์และผิวรากฟัน

สาเหตุของโรคปริทันต์ คือ คราบอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาลที่เกาะบนผิวฟัน และการทำความสะอาดฟันไม่ดีพอ ทำให้คราบอาหารเหล่านี้กลายเป็นอาหารของแบคทีเรีย แบคทีเรียที่มีอยู่ในช่องปากจึงเจริญเติบโตและเพิ่มจำนวนขึ้นแผ่กระจายไปบนผิวฟัน

แบคทีเรียพวกนี้เมื่อมีการบริโภคอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาลเข้าไป จะปล่อยกรดและสารพิษออกมาเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาการอักเสบ ผลคือทำให้เหงือกบวมแดง อักเสบและมีเลือดออก ทำให้รู้สึกเจ็บเหงือกและอาจมีอาการปวด ถ้าปล่อยทิ้งไว้เหงือกและกระดูกเบ้าฟันจะถูกทำลายลงเรื่อยๆ จนในที่สุดก็อาจจะต้องสูญเสียฟันซี่นั้นไป เนื่องจากสูญเสียอวัยวะรอบฟันที่ช่วยในการยึดเกาะฟันไว้กับขากรรไกร

คราบเชื้อโรคเมื่อเกาะบนผิวฟันนานๆ กลายเป็นคราบหินปูน เมื่อมีคราบหินปูนก็เป็นที่สะสมของคราบเชื้อโรคมากยิ่งขึ้น เมื่อคราบหินปูนและแบคทีเรียสะสมมากขึ้นและนานขึ้น จะเพิ่มปริมาณลึกลงไปใต้ขอบเหงือก ทำให้การอักเสบลุกลามลงไปเรื่อยๆ

อาการของโรคปริทันต์ คือมีเลือดออกตามไรฟันขณะแปรงฟัน เหงือกบวมแดง มีกลิ่นปาก เหงือกร่น อาจมีหนองออกตามร่องเหงือกและฟันโยก

หากพบว่าเป็นโรคปริทันต์ หรือเหงือกอักเสบควรจะรีบทำการรักษาในทันทีที่มีการตรวจพบ เพราะหากปล่อยไว้จะทำให้การรักษายากยิ่งขึ้น

ขอบคุณข้อมูลจาก คุณปัณณพร : ไขข้อข้องใจสารพัดอาการปวด

ข้ออักเสบรูมาตอยด์

เป็นโรคเรื้อรังชนิดหนึ่งที่พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โรคนี้เกิดจากการอักเสบเรื้อรังของเยื่อบุข้อทั่วร่างกาย และมีการอักเสบของพังผืดหุ้มข้อ เส้นเอ็น และกล้ามเนื้อรอบๆข้อ เชื่อว่าเป็นผลมาจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมีการตอบสนองอย่างผิดปกติต่อเชื้อโรคหรือสารเคมีบางอย่างทำให้ภูมิต้านทานที่เกิดปฏิกิริยาต่อเนื้อเยื่อในบริเวณข้อของตัวเอง เรียกว่าภูมิแพ้ตัวเอง


อาการของโรคนี้เริ่มจากมีไข้ต่ำ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด เวลาอยู่ในอากาศเย็นๆก็จะปวดเมื่อยตามตัวและข้อต่างๆแล้วต่อมาจึงมีอาการอักเสบของข้อปรากฏให้เห็น บางคนอาจมีอาการของข้ออักเสบทันทีภายหลังได้รับ ถ้าเป็นรุนแรงและเรื้อรังอาจทำให้ข้อพิการผิดรูปผิดร่าง ใช้การไม่ได้ บางคนอาจมีการผุกร่อนของกระดูกด้วย


ขอบคุณข้อมูลจาก คุณปัณณพร:ไขข้อข้องใจสารพัดอาการปวด

11/15/2554

โรคน้ำกัดเท้า ภัยที่มากับน้ำท่วม

สถานการณ์น้ำท่วมในปัจจุบันส่งผลต่อปัญหาสุขภาพในหลายด้าน สำหรับคนที่ต้องลุยน้ำหรือย่ำน้ำสกปรกซึ่งอาจมีเชื้อโรคปะปนอยู่ มักเกิดโรคผิวหนังที่เรียกว่า “โรคน้ำกัดเท้า”

โรคน้ำกัดเท้าคืออะไร

โรคน้ำกัดเท้าเป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่ง มักพบในคนที่ต้องลุยน้ำและแช่น้ำเป็นเวลานาน บริเวณเท้าจึงมีความชื้นอยู่ตลอดเวลา ทำให้เกิดอาการเท้าเปื่อย ลอก คัน และแสบ และอาจมีโอกาสติดเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราตามมาได้

อาการของโรคน้ำกัดเท้า

อาการของโรคน้ำกัดเท้าแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่
· ระยะแรก ผิวหนังบริเวณเท้าจะมีลักษณะเปื่อย แดง ลอกเนื่องจากการระคายเคือง โดยยังไม่มีการติดเชื้อ แต่หากมีอาการคันและเกาจนเกิดแผลถลอกก็มีโอกาสที่จะติดเชื้อได้ง่ายขึ้น

· ระยะที่สอง เป็นระยะที่ผิวหนังเปื่อยและลอกเป็นแผล ทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อรา โดยการติดเชื้อแบคทีเรียทำให้เกิดอาการอักเสบ บวมแดง เป็นหนอง และปวด ส่วนการติดเชื้อราจะทำให้มีอาการคัน ผิวเป็นขุยและลอกออกเป็นแผ่นสีขาว โดยเฉพาะตามซอกเท้า

การป้องกันคือหัวใจสำคัญของโรคน้ำกัดเท้า

ในช่วงเวลาที่น้ำท่วมในหลายๆ พื้นที่นี้ อาจเป็นการยากที่จะหลีกเลี่ยงการลุยน้ำ การป้องกันโรคน้ำกัดเท้าโดยการรักษาความสะอาดของเท้าและทำให้เท้ามีความชื้นน้อยที่สุดจึงเป็นเรื่องสำคัญ

· หลีกเลี่ยงความชื้น ไม่ใส่รองเท้าและถุงเท้าที่เปียกชื้นเป็นเวลานาน ควรซักถุงเท้าให้สะอาดและตากให้แห้งก่อนนำมาใช้ทุกครั้ง

· ป้องกันเมื่อลุยน้ำ สวมรองเท้าบูททุกครั้งที่ลุยน้ำ ถ้าระดับน้ำสูงเกินกว่าขอบรองเท้าให้ใช้ถุงดำครอบแล้วใช้หนังยางรัดไว้ หากน้ำเข้ารองเท้าให้หมั่นเทน้ำออกเป็นระยะๆ

· รักษาความสะอาด หลังจากลุยน้ำให้รีบล้างเท้าให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่ เช็ดให้แห้งโดยเฉพาะบริเวณซอกเท้า และใช้แป้งฝุ่นโรยบริเวณเท้าและซอกเท้าเพื่อให้เท้าแห้งสนิท

· ดูแลแผล หากมีบาดแผลบริเวณเท้า เช็ดแผลด้วยแอลกอฮอล์ และใส่ยาฆ่าเชื้อ เช่น โพวิโดนไอโอดีน และหลีกเลี่ยงไม่ให้แผลสัมผัสกับน้ำสกปรกที่ท่วมขัง

รักษาโรคน้ำกัดเท้าให้ถูกวิธี

การรักษาโรคน้ำกัดเท้าจะพิจารณาตามระยะของโรค ดังนี้
· ระยะแรก ยังไม่จำเป็นต้องใช้ยาฆ่าเชื้อรา เนื่องจากยังไม่มีการติดเชื้อ อาจทายาสเตียรอยด์อ่อนๆ หรือยาขี้ผึ้งวิทฟิลด์ (Whitfield’s ointment) ทาบริเวณที่เป็นวันละ 3 ครั้งได้ แต่ยาขี้ผึ้งวิทฟิลด์อาจทำให้ระคายเคืองบริเวณที่ทา จึงควรหลีกเลี่ยงการทาในบริเวณที่มีแผลเปิด

· ระยะที่สอง การติดเชื้อแบคทีเรีย ถ้าเป็นการติดเชื้อที่ไม่รุนแรง ให้ทำความสะอาดบริเวณแผลด้วยน้ำเกลือ แอลกอฮอล์ และใส่ยาฆ่าเชื้อ เช่น โพวิโดนไอโอดีน แต่หากเป็นการติดเชื้อเรื้อรังและรุนแรง ควรรีบไปพบแพทย์

- การติดเชื้อรา สามารถเลือกใช้ยาทาต้านเชื้อราหรือยาขี้ผึ้งวิทฟิลด์ก็ได้ แต่การรักษาการติดเชื้อรามักใช้เวลานาน จึงควรใช้ยาอย่างต่อเนื่อง ไม่ควรหยุดใช้ยาเองแม้ว่าอาการจะดีขึ้นเพราะอาจมีโอกาสกลับเป็นซ้ำได้อีก โดยทั่วไปมักต้องทายาต่อเนื่องหลังจากอาการเป็นปกติแล้วอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์ หากมีอาการรุนแรงควรไปพบแพทย์
ในช่วงเวลาเช่นนี้ นอกจากการดูแลสุขภาพตัวเองในด้านอื่นๆ แล้ว การดูแลเท้าของตัวเองก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน หากสามารถรักษาความสะอาดของเท้าได้เป็นอย่างดี ก็สามารถป้องกันตัวเองจากโรคน้ำกัดเท้าได้ไม่ยาก
 
ขอบคุณข้อมูลจาก Scott Minteer:  www.bumrungrad.com

กลุ่มอาการขาอยู่ไม่สุข (Restless legs syndrome)

แม้ว่าจะไม่เคยมีการเก็บข้อมูลที่แน่ชัดว่าคนไทยมีอาการขาอยู่ไม่สุข (Restless legs syndrome) มากน้อยแค่ไหน แต่ก็สามารถพบได้เสมอโดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ป่วยเป็นโรคหลายๆอย่าง อย่างไรก็ดี ผู้ป่วยกลับไม่ได้รับการวินิจฉัย จึงไม่ได้รับการรักษา จึงนำมาซึ่งความลำบากกายและทุกข์ใจของผู้ป่วยไม่น้อย ทั้งๆที่โรคนี้มีทางแก้


กลุ่มอาการขาอยู่ไม่สุขคืออะไร

โรคนี้เป็นโรคทางระบบประสาทที่มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Restless legs syndrome (RLS) หรือมีอีกชื่อหนึ่งว่า Ekbom’s syndrome ตามชื่อของแพทย์ที่รายงานเกี่ยวกับโรคนี้เมื่อปี ค.ศ.1945 ผู้ป่วยที่เป็นโรคหรือกลุ่มอาการนี้มักมีความรู้สึกไม่สบายที่ขาทั้ง 2 ข้าง โดยเฉพาะเมื่อนั่งหรือนอนพัก ทำให้ต้องขยับขาเพื่อบรรเทาอาการทางประสาทสัมผัสที่ผิดปกติดังกล่าว อาการทางประสาทสัมผัสที่ผิดปกตินี้มีได้หลายรูปแบบ เช่น รู้สึกเหมือนมีอะไรมาไต่ที่ขาหรือเท้า รู้สึกแสบ เป็นตะคริว คัน ปวดตื้อ ปวดแปลบ เหมือนไฟช็อต ยุบยิบ กล้ามเนื้อตึง ซึ่งมักเกิดซ้ำๆ เป็นช่วงสั้นๆตลอดช่วงเวลานั้น ผู้ป่วยจึงต้องขยับขาตลอด จนอยู่นิ่งไม่ได้และทำให้เดอาการนอนไม่หลับในที่สุด

แต่เป็นที่น่าแปลกใจคือ อาการเหล่านี้มักจะดีขึ้นเมื่อผู้ป่วยขยับแขนขา ร่างกาย ยืดกล้ามเนื้อ หรือออกเดินแต่เมื่อกลับมานั่งนิ่งๆหรือนอน อาการก็จะกลับมาอีก ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีอาการมากในช่วงเย็นหรือค่ำ ส่งผลให้นอนหลับได้ยาก

กลุ่มเสี่ยงและสาเหตุของโรค

มีการประมาณว่าประชากรทั่วไปราวร้อยละ 10 จะเคยมีอาการเช่นนี้มาก่อน และมีผู้ป่วยที่มีอาการเรื้อรังจำนวนถึง 12 ล้านคนในประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ส่วนใหญ่มักไม่ได้รับการวินิจฉัย ซึ่งน่าจะเกิดจากความรุนแรงของโรคนี้มีระดับแตกต่างกันมาก โรคนี้เกิดขึ้นได้กับทั้งเพศชายและเพศหญิง มักไม่พบสาเหตุที่ชัดเจน แต่ส่วนใหญ่จะเกิดในผู้ใหญ่ตั้งแต่อายุ 45 ปีขึ้นไป จนถึงผู้สูงอายุ โดยจะค่อยๆมีอาการเพิ่มขึ้นช้าๆ ผู้ป่วยกลุ่มนี้ร้อยละ 50 มีประวัติครอบครัวร่วมด้วย จึงเชื่อว่าโรคนี้มีความเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางพันธุกรรม โดยอาจเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของสารสื่อประสาทที่ชื่อว่า โดปามีน (dopamine )

ส่วนผู้ป่วยอีกกลุ่มจะพบสาเหตุจากโรคหรือภาวะทางกายต่างๆ เช่น

• หญิงมีครรภ์ จะเกิดอาการดังกล่าวได้ในช่วงไตรมาสสุดท้าย และอาการจะหายไปภายใน 1 เดือนหลังการคลอด

• ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ไตวาย เรื้อรัง โรคพาร์กินสัน เส้นประสาทเสื่อม ซึ่งหากโรคเดิมดีขึ้นอาการของโรคขาอยู่ไม่สุขก็จะดีขึ้นเองได้

• ผู้ป่วยที่มีภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก ผู้ป่วยที่มีอาการของโรคนี้จึงควรได้รับการตรวจนับเม็ดเลือด และความเข้มข้นของเม็ดเลือดแดง

• ผู้ป่วยที่ได้รับผลข้างเคียงจากยา เช่น ยาทางจิตเวช ยาแก้คลื่นไส้อาเจียน ยาต้านความเศร้า ยาลดความดันโลหิตบางชนิด ยาแก้แพ้

• การสูบบุหรี่ หรือดื่มสุรา


อาการหลักของโรค

• ความรู้สึกผิดปกติมักเกิดที่ขา น่อง หรือเท้าทั้ง 2 ข้าง โดยมีอาการหลากหลายดังกล่าวข้างต้น แต่จะมีความรุนแรงต่างกันในผู้ป่วยแต่ละราย

• อาการจะเกิดขณะที่พักหรืออยู่นิ่งๆ เช่น นั่งในรถหรือเครื่องบินเป็นเวลานาน นั่งชมภาพยนตร์หรือนอน และอาการจะดีขึ้นเมื่อได้ขยับขา ยืดขา ใช้ขาตบพื้น หรือออกเดิน

• อาการเหล่านี้มักแย่ลงในช่วงเย็นหรือกลางคืนโดยเฉพาะเมื่อเริ่มเข้านอน

• ขากระตุกเวลากลางคืน โรคนี้มักมีความสัมพันธ์กับการเคลื่อนไหวเป็นพักๆของแขนขาขณะหลับ (periodic limb movements of sleep) ทำให้เกิดอาการกระตุกของขา โดยที่ต้นขาจะงอเข้าและเหยียดออกขณะหลับ ผู้ป่วยเกิดการขยับโดยไม่รู้ตัวและเป็นได้ตลอดคืนโดยเฉพาะในผู้สูงอายุ

การวินิจฉัยโรค

ในรายที่ผู้ป่วยมีอาการข้างต้นและสงสัยว่าจะเป็นโรคนี้ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบถึงอาการต่างๆโดยละเอียด โดยเฉพาะหากมีผลต่อการนอนหลับ ผู้ป่วยควรบันทึกอาการที่เกิดขึ้นโดยละเอียดว่ามีความรู้สึกอย่างไร เมื่อไรและอาการดีขึ้นหรือแย่ลงได้อย่างไร รวมถึงควรแจ้งข้อมูลโรคเดิมที่เป็น ยาที่ใช้ประจำและยาที่ใช้รับประทานชั่วคราวในขณะนั้น เช่น ยาแก้หวัด ยาแก้ไอ อาหารเสริม นอกจากนี้อาจจะต้องสอบถามข้อมูลจากผู้ที่อาศัยในบ้านเดียวกันหรือคู่นอน เพื่อจะได้ทราบถึงพฤติกรรมของผู้ป่วยระหว่างที่นอนหลับด้วย

เมื่อมาพบแพทย์ แพทย์จะซักประวัติ ตรวจร่างกายและตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม เพื่อหาสาเหตุของโรค โดยเฉพาะโรคทางกายที่เกิดร่วมกับโรคนี้ เช่น โลหิตจาง ไตวาย แล้วให้การวินิจฉัยโรคนี้ตามเกณฑ์มาตรฐาน ก่อนจะให้การรักษาและติดตามต่อไป

การรักษา

การรักษาทั่วไป ในผู้ป่วยที่มีอาการไม่มาก แพทย์จะใช้การรักษาทั่วไปเพื่อบรรเทาหรือป้องกันอาการในช่วงกลางคืน รวมถึงแนะนำให้ผู้ป่วยปฏิบัติตัวดังต่อไปนี้

1. หลีกเลี่ยงหรืองดการบริโภคสุรา บุหรี่ และอาหารที่มีกาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ น้ำอัดลม โดยเฉพาะช่วงเย็นและค่ำ รวมถึงให้รับประทานอาหารในสัดส่วนที่เหมาะสม

2. มีสุขนิสัยการนอนที่ดี เช่น เข้านอนและตื่นนอนตรงเวลาทุกวัน หลีกเลี่ยงการงีบหลับ โดยเฉพาะในช่วงเย็น

3. ออกกำลังกายแบบแอโรบิกระดับปานกลาง 3 ครั้ง/สัปดาห์ในช่วงเวลากลางวัน หรือขยับร่างกายด้วยการยืนและเดินเป็นระยะในระหว่างที่นั่งนานๆ เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ และทำให้นอนหลับได้ดีขึ้น

4. ใช้เทคนิคการผ่อนคลายก่อนนอน เช่น อาบน้ำอุ่น นวดขาและเท้า ประคบร้อน/เย็น

5. เบี่ยงเบนความสนใจจากอาการของโรคโดยการอ่านหนังสือ ดูโทรทัศน์หรือทำสมาธิ


การรักษาด้วยยา

ในผู้ที่มีอาการน้อยหรือชั่วคราว การรักษาโดยการปฏิบัติตัวทั่วไปมักได้ผลดีจึงควรใช้ยาเมื่อจำเป็นเท่านั้น สำหรับในรายที่มีภาวะโลหิตจางควรได้รับธาตุเหล็ก กรดโฟลิก แมกนีเซียม และวิตามินเสริมตามความเหมาะสมและให้การรักษาโรคทางกายที่เป็นอยู่เดิมควบคู่กันไป

สำหรับยาที่แพทย์มักใช้บ่อยก็คือ

1. ยากลุ่มที่มีฤทธิ์เสริมการทำงานของระบบสารโดปามีน ซึ่งปกติใช้รักษาโรคพาร์กินสัน โดยเฉพาะการใช้ยาที่จับตัวรับโดปามีนโดยตรง (dopamine agonist) จะได้ผลดีมาก ตัวอย่างเช่น ropinirole และ pramipexole ที่ออกฤทธิ์ได้นาน จึงมักให้ยานี้ในขนาดต่ำๆ ก่อนนอน และปรับขนาดขึ้นช้าๆ เมื่อจำเป็น ส่วนยาในกลุ่มที่ช่วยสร้างโดปามีน เช่น levodopa มักได้ผลดีในช่วงแรกแต่ผู้ป่วยจะดื้อยาได้เร็ว คือจะทำให้อาการของโรคเกิดเร็วขึ้นกว่าเวลาเดิม เช่น มีอาการตั้งแต่ช่วงบ่าย-เย็นแทนที่จะเป็นเวลานอน จึงเป็นยาที่ไม่ได้รับความนิยม

2. ยากลุ่มเบนโซไดอะซีพีน ที่มีฤทธิ์คลายกังวล ลดกล้ามเนื้อกระตุกและช่วยนอนหลับ เช่น clonazepam, diazepam จะใช้ในรายที่มีอาการไม่มากและเป็นครั้งคราว มักมีผลข้างเคียงด้านง่วงซึมเวลากลางวันได้บ่อย จึงไม่ควรใช้ในระยะยาว

3. ยาแก้ปวดบางชนิด เช่น โคเดอีนในขนาดต่ำๆ แต่สารนี้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเป็นวัตถุเสพติด

4. ยาอื่นๆ เช่นยากันชัก หรือยานอนหลับบางชนิด

การพยากรณ์โรค

โดยทั่วไปโรคนี้ไม่มีอันตรายแต่จะก่อให้เกิดความรำคาญมากกว่า ทำให้นอนไม่หลับ หงุดหงิด ง่วงซึมในเวลากลางวันและอาจเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ในกลุ่มผู้ป่วยที่ไม่มีโรคทางกายอย่างอื่นมักไม่พบสาเหตุชัดเจน ผู้ป่วยมักมีอาการเป็นๆหายๆตลอดชีวิต แต่จะมีระดับความรุนแรงแตกต่างกันในแต่ละช่วง ผู้ป่วยจึงควรปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันอาการในระยะยาว และใช้ยาในช่วงที่มีอาการมากเพื่อให้นอนหลับได้ตามปกติ และอาจพิจารณาหยุดยาได้หากมีอาการดีขึ้น

ข้อมูลงานวิจัยและแนวโน้มในอนาคต

ปัจจุบันมีงานวิจัยจำนวนมากในด้านการทำงานของระบบสารสื่อประสาทโดปามีนหรือความผิดปกติทางพันธุกรรมในโรคนี้ รวมถึงมีความพยายามในการสร้างแบบจำลองของโรคในสัตว์ทดลองเพื่อทดสอบสมมติฐานที่เกี่ยวข้อง ในขณะเดียวกันก็ยังมีการศึกษาวิจัยยาต่างๆเพื่อบรรเทาอาการของผู้ป่วยโดยเฉพาะในรายที่ใช้ยามาตรฐานไม่ได้ผล จึงเชื่อว่าการดูแลรักษาโรคนี้จะได้ผลมากยิ่งขึ้นในอนาคต

ข้อมูลจาก รศ.นพ.ก้องเกียรติ กูณฑ์กันทรากร อายุรแพทย์ด้านประสาทวิทยา: HealthToday

10/01/2554

งูสวัด

โรคงูสวัดเกิดในผู้ที่เคยเป็นอีสุกอีใสมาแล้ว โดยการติดเชื้อไวรัสตัวนี้ครั้งแรกมักเป็นในช่วงเด็ก เรียกว่าโรคอีสุกอีใส โดยในช่วงที่ไวรัสแพร่กระจาย ไวรัสจะฝังตัวอยู่ในไขสันหลัง ซึ่งมักเป็นที่เส้นประสาทรับความรู้สึก โดยไวรัสจะอยู่ในระยะสงบได้นานหลายปี แต่ถ้าต่อมาไวรัสถูกกระตุ้นและเจริญเติบโตตามเส้นประสาทเส้นที่มันฝังตัวมาสู่ผิวหนัง ก็จะทำให้เกิดงูสวัดขึ้น ส่วนใหญ่มักพบงูสวัดในผู้ใหญ่โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ งูสวัดเป็นโรคที่ติดต่อได้ แต่ผู้ที่ได้รับเชื้อจะแสดงอาการของการเป็นอีสุกอีใส (เพราะงูสวัดเกิดจากเชื้อในตัวเองของผู้เคยเป็นอีสุกอีใสมาก่อน)


สำหรับอาการของงูสวัดที่พบบ่อยคืออาการปวด ซึ่งอาจรุนแรงมาก และอาจเป็นเพียงจุดเดียว หรือปวดร้าวไปตามแนวเส้นประสาท นอกจากนี้ผู้ป่วยมักรู้สึกไม่สบาย ครั่นเนื้อครั่นตัว มีไข้ และปวดศีรษะ ภายใน 1-3 วัน หลังเริ่มมีอาการปวดจะพบตุ่มน้ำใสตามตำแหน่งผิวหนังที่มีอาการเจ็บนำมาก่อน ตุ่มน้ำมักอยู่เป็นหย่อมๆ บนผิวหนังที่อักเสบแดง หย่อมของรอยโรคมักเรียงตัวตามแนวเส้นประสาท ซึ่งมักเป็นเพียงเส้นเดียว ลักษณะที่พบหย่อมตุ่มน้ำบนผิวหนังที่อักเสบแดงและมีอาการปวดมากจึงเรียกว่า “แถบหรือเข็มขัดดอกกุหลาบจากนรก” หรือ “the band (belt) of roses from hell” ซึ่งต่อมาจะกลายเป็นตุ่มหนอง แตกออก และตกสะเก็ด งูสวัดพบได้บ่อยที่บริเวณหน้าอก ลำคอ หน้าผาก และก้น/ก้นกบ ซึ่งหลังจากรักษาหายแล้ว ผู้ป่วยมักมีอาการปวดหลังจากเป็นงูสวัดได้ โดยมักจะพบอาการปวดเพิ่มขึ้นตามอายุ และถ้าเป็นงูสวัดที่ใบหน้ามักมีอาการปวดตามมาสูงขึ้น โดยอาการปวดหลังจากเป็นงูสวัดนี้จะรักษาได้ค่อนข้างยาก แต่ก็มีการใช้ยาลดอาการปวด เช่น ยาชาชนิดทา ยาทาสารสกัดจากพริก (capsaicin) ยารับประทาน เช่น กลุ่มต้านโรคซึมเศร้า กลุ่มต้านโรคลมชัก การฝังเข็ม และการฉีดสารพิษโบทูลินั่มตรงตำแหน่งที่ปวด

ในปัจจุบันมียาต้านไวรัสทีช่วยลดอาการของงูสวัดลงได้มาก โดยพบว่ายาน้ำสมุนไพรเสลดพังพอนช่วยลดอาการปวดแสบปวดร้อน และทำให้แผลแห้งเร็วขึ้น สำหรับผู้ป่วยที่เป็นงูสวัดที่ใบหน้ารวมถึงกลุ่มผู้ป่วยที่มีภูมิต้านทานต่ำและกลุ่มผู้สูงอายุแนะนำให้ใช้ยาต้านไวรัสชนิดรับประทาน

ขอบคุณข้อมูลจาก นพ.ประวัตร พิศาลบุตร อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคผิวหนัง: HealthToday

ปอดบวม โรคภัยที่มากับหน้าฝน

โรคปอดบวมเกิดจากการติดเชื้อได้หลายชนิด ทั้งแบคทีเรีย ไวรัส แต่ส่วนใหญ่มักเกิดจากการติดเชื้อจากไข้หวัดใหญ่ ผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูง หายใจหอบ เจ็บหน้าอก มีเสมหะ ไอ อาการจะเกิดต่อเนื่องจาการเป็นไข้หวัด การป้องกันในสภาวะอาการแปรปรวนแบบนี้ คือ การรักษาร่างกายให้อบอุ่น พักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงสถานที่แออัด ไม่ใช้สิ่งของร่วมกับผู้ป่วย ที่สำคัญหากมีไข้สูง มีอาการเจ็บหน้าอกร่วมด้วย มีอาการไข้ไม่ต่ำกว่า 3 วัน ควรเข้าพบคุณหมอเพื่อตรวจวินิจฉัยแบบไม่ต้องรอวินิจฉัยเอง เพราะหากรักษาช้าหรือได้รับยาไม่ถูกต้อง อาจเกิดภาวะโรคแทรกซ้อน เช่น ปอดแฟบ ,ฝีในปอด ฯลฯ ยิ่งช่วงนี้อากาศแปรปรวน ระวังสุขภาพกันด้วยนะคะ

8/03/2554

ไวรัสตับอักเสบ B ตรวจง่าย รักษาได้ทันท่วงที

ไวรัสตับอักเสบ ภัยเงียบที่เรื่อยๆมาเรียงๆ ไม่แสดงอาการปรากฏ ผู้ติดเชื้อมักไม่มีอาการเตือนใดๆ จึงไม่ทราบว่าตนเองมีเชื้อ ซึ่งหากพบอีกทีเชื้อไวรัสอาจจะพาลเข้าสู่ตับไปแล้วก็ได้ค่ะ


ส่วนใหญ่แล้วอาการของผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี มักปรากฏอาการตอนที่โรคเข้าสู่ระยะลุกลาม ขั้นตับถูกทำลายไม่สามารถรักษาได้ ผู้ป่วยในเมืองไทยมีเพียง 30% เท่านั้นที่ทราบว่าตนเองมีเชื้อ ส่วนในสถานการณ์โลกนั้นประชากรถึง 1 ใน 3 เคยติดเชื้อในช่วยหนึ่งของชีวิต และในจำนวนนั้นมีถึง 350 ล้านคนที่เป็นชนิดเรื้อรัง (ติดนานเกิน 6 เดือน) โดยที่ภูมิต้านทานของร่างกายไม่สามารถขจัดออกไปได้ มีอัตราการตายทั่วโลกถึง 1 ล้านคน/ปี และในประเทศไทยมีคนติดเชื้อมากถึงร้อยละ 5/ปี (ราว 3.5ล้านคนทั่วประเทศ) จากสถิติปี 2552 พบว่าคนที่เสียชีวิตด้วยมะเร็งตับ 25,000 คนนั้นพัฒนาจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีถึง 70% รศ.นพ.ธีระ พัรัชวิสุทธิ์ นายกสมาคมโรคตับ(ประเทศไทย)กล่าว

ซึ่งกลุ่มเสี่ยงจะอยู่ในผู้ที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป จึงควรไปตรวจคัดกรอง เพราะการตรวจไม่ได้ใช้เวลานานอย่างที่คิด เพียง 15 นาทีเท่านั้น ด้วยการเจาะเลือด (HBsAg Positive) ซึ่งการตรวจวิธีนี้อาจต้องตามดูผลอีกครั้ง เพราะเชื้ออาจหายไปได้เอง แต่ถ้าผ่านมาแล้ว 6 เดือนยังตรวจพบเชื้อ อาจอยู่ในกลุ่มพาหะเรื้อรัง และถ้าต้องการตรวจละเอียดเพื่อประเมินระยะความรุนแรงและภาวะแทรกซ้อน สามารถตรวจ HBeAg และanti-HBe เพื่อดูการแบ่งตัวหรือการกลายพันธุ์ของเชื้อ ตรวจหาปริมาณเชื้อไวรัส (HBV DNA) เพื่อประกอบการรักษา ตรวจชิ้นเนื้อตับเพื่อบอกความรุนแรงของการอักเสบ และมะเร็งตับด้วยการตรวจอัลฟาฟีโตโปรตีน (AFP) ร่วมกับการอัลตราซาวนด์ เมื่อรู้ว่าตนเองอยู่ในกลุ่มเสี่ยงมีประวัติคนในครอบครัวเคยเป็น หรือมีอายุถึงเกณฑ์เสี่ยงก็มาตรวจ

จากมูลจาก Cosmopolitan –งาน Get Tested-Get Treated ไวรัสตับอักเสบบี ตรวจง่าย รักษาได้ทันท่วงที

6/13/2554

ผู้ใหญ่สมาธิสั้น

คุณเป็นแบบนี้หรือเปล่า?

- ขับรถหลงทาง โดยเฉพาะลงทางด่วนผิดบ่อย

- เมื่อมีการประชุม คุณมักจะนำออกนอกประเด็น จำข้อมูลผิด มองข้ามเนื้อหาหลักที่ประชุมกันอยู่

- ขณะทำกิจกรรมกับคนหมู่มากที่ต้องนั่งนานๆ เช่น การเรียนหนังสือ การดูคอนเสิร์ต คุณมักต้องเปลี่ยนที่นั่งอยู่บ่อยครั้งเพราะรู้สึกไม่สบาย

- เขินอายบ่อยๆ เมื่อสนทนากับผู้อื่นเพราะไม่ได้ใส่ใจคำพูดของอีกฝ่ายหนึ่ง

- ลืมของใช้ส่วนตัวไว้ตามสถานที่ต่างๆ เป็นต้น

หากสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นเกิดขึ้นกับคุณบ่อยครั้ง นอกจากจะส่งผลกระทบโดยตรงกับคุณ ยังทำให้ความสัมพันธ์กับบุคคลรอบข้างไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัวหรือเพื่อนร่วมงานแย่ลงไปด้วย นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวันของคุณโดยตรง ทำให้การทำงานไม่สำเร็จตามวัตถุประสงค์ ซึ่งส่งผลกระทบให้

- บางคนถูกมองว่าเป็นคนขาดความรับผิดชอบและผัดวันประกันพรุ่ง

- หัวหน้ามักต่อว่าเกี่ยวกับการทำงานว่าไม่มีประสิทธิภาพ

- เป็นผู้บริหารร้อยโครงการ คิดเร็ว เปลี่ยนแปลงเร็ว มีอารมณ์หงุดหงิดง่าย

- เป็นคนใจร้อน ไม่สามารถรอคอย เช่น การยืนต่อแถวยาวๆ ได้

- อ่านหนังสือมักผิดพลาด มักสะกดคำหรือคิดเลขผิดบ่อยๆ

- บางคนอาจมีอาการทำอะไรเชื่องช้าไปทุกอย่าง


ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นแค่ส่วนหนึ่งของโรคสมาธิสั้น อาการของโรคสมาธิสั้นจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ ส่วนการรักษาโรคสมาธิสั้นให้ได้ผลดีนั้นต้องเริ่มตั้งแต่วัยเด็กเล็กโดยเฉพาะเด็กก่อนวัยเรียนถึงวัยรุ่นตอนปลาย ทำได้โดยการสังเกตพฤติกรรม โดยที่พ่อแม่หรือครูจะเป็นคนที่สามารถสังเกตเห็นว่าเด็กซนอยู่ไม่นิ่งและมีผลการเรียนที่แย่ลง

อย่างไรก็ดีผู้ใหญ่ที่เป็นโรคสมาธิสั้นหากได้รับการวินิจฉัยที่เร็วและได้รับการรักษาก็จะทำให้ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้ไม่ยากลำบาก

ผู้ใหญ่ป่วยเป็นโรคสมาธิสั้นมากน้อยแค่ไหน

มีผู้กล่าวไว้ว่า ผู้ใหญ่ที่มีอาการสมาธิสั้นเริ่มต้นมาจากเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นมาก่อน โดยมีความชุกอยู่ที่ 1-2% ซึ่งพบว่าครึ่งหนึ่งของเด็กสมาธิสั้นมักมีอาการอยู่ไม่นิ่งจนกระทั่งโตเป็นผู้ใหญ่แล้วอาการก็ยังคงปรากฎอยู่ถึง 30-80%


รู้ได้อย่างไรว่าป่วยเป็นโรคสมาธิสั้น

แพทย์จะทำการวินิจฉัยว่าผู้ป่วยเป็นโรคสมาธิสั้นหรือไม่จากหลักเกณฑ์ดังนี้

1. DSM-IV และ ICD-10 ที่ใช้วินิจฉัยสมาธิสั้นในเด็กนั้น ต้องใช้การสังเกตอาการแสดงออก พฤติกรรมและการซักประวัติโดยแพทย์ ซึ่งประวัติจะได้จากพ่อแม่และครูตั้งแต่เด็กก่อนวัยเรียน อย่างไรก็ดีอาการที่เห็นได้ชัดเจนและทำให้คิดถึงโรคสมาธิสั้นมากขึ้น เช่น ความไม่เอาใจใส่ อาการหุนหันพลันแล่น ความไม่รอบคอบและการขาดสมาธิ เป็นต้น

2. เกณฑ์มาตรฐานยูท่า Paul Wender และทีมงานได้พัฒนาเกณฑ์การวินิจฉัยโรคสมาธิ สั้นเพื่อ เป็นประโยชน์ในการวางแผนการรักษาโรคสมาธิสั้นในผู้ใหญ่ โดยเกณฑ์นี้ได้มาจากการซักประวัติอาการแสดงของโรคสมาธิสั้นในเด็กและในผู้ใหญ่ ซึ่งโดยสรุปแล้วจะต้องพบลักษณะอาการแสดง 2 อาการดังต่อไปนี้

1) ความไวของกล้ามเนื้อต่อสิ่งกระตุ้นและความวิตกกังวลภายในใจ (hyperacitivity)

• ไม่สามารถผ่อนคลายและทำกิจกรรมที่อยู่กับที่ได้นานๆ เช่น การนั่งอ่านหนังสือหรือการดูโทรทัศน์

• มีอาการวิตกกังวลและความรู้สึกกังวลที่มีอยู่ในใจซึ่งไม่สามารถแสดงออกมาอย่างชัดเจนได้

2) การขาดความเอาใจใส่ (inattention) เช่น การไม่สนใจผู้ร่วมสนทนา การอ่านหนังสือแต่จับใจความไม่ได้ เป็นต้น และสิ่งที่เห็นได้ชัด ในชีวิตประจำวัน คือ มักขี้ลืม วางของผิดที่เสมอๆ นอกจากนี้ยังพบ อาการได้อย่างน้อยสองข้อ ได้แก่

• ความบกพร่องทางอารมณ์ มีอารมณ์แปรปรวนต่อกันหลายชั่วโมงในหลายวัน มีความรู้สึกเบื่อหน่ายและไม่พอใจอย่างไม่มีเหตุผล

• การทำงานไม่ประสบความสำเร็จ เช่น ขาดระเบียบวินัย ไม่สามารถแก้ไขปัญหาหรือจัดการเรื่องเวลาได้ และไม่สามารถจดจ่อกับหน้าที่นานๆ ได้

• มีปัญหาทางด้านอารมณ์ มักจะโมโหง่ายและระเบิดออกมา

• อารมณ์หุนหันพลันแล่น มักตอบสนองต่อสิ่งต่างๆ อย่างรวดเร็วและเปลี่ยนแปลงทันที มีพฤติกรรมต่อต้านความคิดและขาดความคิดไตร่ตรองอย่างรอบคอบ

• มีความอดทนอดกลั้นต่ำและไม่สามารถทนต่อความเครียดหรือแรงกดดันได้ รู้สึกวิตกกังวล สับสน หรือรู้สึกโกรธที่ไม่สามารถจัดการกับปัญหาและต้องเผชิญกับสิ่งที่เข้ามากระตุ้นในแต่ละวัน


ความผิดปกติอื่นๆ ที่อาจเกิดร่วมกันได้กับผู้ใหญ่ที่เป็นโรคสมาธิสั้น

Shokin และทีมงานได้สำรวจผู้ใหญ่อายุ 19-65 ปี จำนวน 56 คนพบว่า ผู้ใหญ่สมาธิสั้น มีความวิตกกังวลมากที่สุดถึง 53% และหันไปติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และติดยาเสพติดถึง 34% และ 30% ตามลำดับ นอกจากนี้ยังมีอารมณ์เก็บกดและรู้สึกหดหู่เท่าๆ กับอารมณ์ตื่นเต้นสลับกับอารมณ์ซึมเศร้าถึง 25% แต่จากผลการสำรวจก็พบว่ามี 14% เป็นโรคสมาธิสั้นอย่างเดียวโดยไม่มีโรคร่วมอื่นๆ แต่อย่างไรก้ดีการวินิจฉัยโรคสมาธิสั้นในผู้ใหญ่ต้องประเมินด้วยความระมัดระวังและต้องประเมินโดยจิตแพทย์เท่านั้น

ในการประเมินโรค แพทย์จะใช้การซักประวัติจากผู้ป่วยและญาติ โดยใช้คำถามเจาะลึก ตัวอย่างคำถามเช่น “เมื่อเป็นเด็ก อาการเริ่มเมื่อใด” โรคสมาธิสั้นในเด็กมักแสดงอาการเมื่ออายุน้อยกว่า 7 ปี

“มีระดับความรุนแรงของโรคมากน้อยแค่ไหน” “บ่อยแค่ไหนที่ไม่สามารถรับมือกับโรคหรือควบคุมพฤติกรรมได้” เกิดขึ้นอย่างน้อยสองสถานการณ์ในสถานที่อันได้แก่ บ้าน โรงเรียน สนามเด็กเล่น หรือที่ทำงาน “ประวัติครอบครัวว่ามีใครที่เป็นโรคสมาธิสั้นหรือไม่”

“การตรวจระดับสติปัญญา (IQ)” ซึ่งจะพบว่ามีระดับสติปัญญาปกติ การสังเกตและการบันทึกพฤติกรรมอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้การประเมินความรุนแรงของโรคและการวางแผนการรักษาทำหด้ดีมากยิ่งขึ้น

ผลกระทบของสมาธิสั้นต่อชีวิตของผู้ป่วย

• ในวัยเด็กถึงวัยรุ่นตอนปลาย จะมีปัญหาการขาดความเอาใจใส่ต่อการเรียน

• ส่วนในวัยผู้ใหญ่ก็จะมีผลต่อการทำงาน การดำรงชีวิตประจำวัน และความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นๆ

ผู้ใหญ่ที่เป็นโรคสมาธิสั้นจะถูกเบี่ยงเบนความสนใจได้ง่าย ชอบออกนอกเรื่องและมองข้ามในรายละเอียด การพูดโพล่งเมื่อฟังคำถามยังไม่จบ ไม่รู้จักการรอคอย และการทำอะไรรุนแรงก้าวร้าวต่อตนเองหรือบุคคลอื่น สิ่งเหล่านี้ย่อมส่งผลให้ผู้ที่เป็นโรคสมาธิสั้นไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม ซึ่งจะส่งผลให้กลายเป็นคนขาดความเชื่อมั่นในตนเอง ไม่ประสบความสำเร็จในงาน และมักเก็บตัวจนกลายเป็นผู้ที่มีโรคซึมเศร้า จนเกิดความรู้สึกอยากฆ่าตัวตายในที่สุด แต่การช่วยเหลือสามารถทำได้ถ้าพบภาวะสมาธิสั้นตั้งแต่เด็ก การรักษาต้องทำอย่างต่อเนื่องและอาศัยการร่วมมือจากหลายฝ่าย กล่าวโดยสรุปคือ สมาธิสั้นสามารถรักษาได้


ข้อมูลจาก คุณวงเดือน เดชะรินทร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาปฐมวัย HealthToday

5/14/2554

วัณโรค ภัยร้ายใกล้ตัว

วัณโรคคืออะไร

วัณโรค (tuberculosis) เป็นโรคติดเชื้อชนิดหนึ่งที่เกิดจากเชื้อ mycobacterium tuberculosis โดยส่วนใหญ่การติดเชื้อชนิดนี้จะเกิดจากการที่มีผู้ป่วยซึ่งเป็นวัณโรคปอดและมีเชื้อโรคอยู่ในเสมหะมีการไอ ทำให้เชื้อโรคฟุ้งกระจายในอากาศ และมีผู้อื่นหายในเอาเชื้อเข้าไป อย่างไรก็ตาม การติดเชื้อวัณโรคไม่ได้ติดต่อกันได้ง่ายและรวดเร็วเหมือนการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ แต่ผู้ที่จะได้รับเชื้อวัณโรคมักต้องมีการอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยเป็นวัณโรคในระยะแพร่เชื้อสักระยะหนึ่ง โดยที่เชื้อวัณโรคจะมีการแพร่กระจายทางการหายใจเป็นหลัก และไม่ติดต่อโดยการรับประทานอาหารหรือการสัมผัส

วัณโรคทำให้เกิดโรคได้อย่างไร

เมื่อมีการรับเชื้อวัณโรคเข้าไปในร่างกาย ผู้ที่รับเชื้อส่วนหนึ่งจะเกิดการติดเชื้อขึ้น ในระยะนี้ผู้ป่วยมักมีอาการไม่มาก อาจมีไข้และไอบ้าง ถ้าภูมิคุ้มกันของร่างกายเป็นปกติร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันวัณโรคขึ้นมา ซึ่งจะทำให้เชื้อวัณโรคเข้าไปหลบอยู่ตามต่อมน้ำเหลืองหรือที่อวัยวะอื่นๆ เราเรียกระยะการติดเชื้อนี้ว่า การติดเชื้อแบบปฐมภูมิ (primary infection) โดยหลังจากการติดเชื้อแบบปฐมภูมิ ผู้ป่วยจะยังไม่มีอาการ เพียงแต่ถ้าไปตรวจจะพบว่า มีภูมิต่อเชื้อวัณโรค หรือถ้าถ่ายภาพรังสีทรวงอกอาจพบรอยแผลเป็นเล็กๆ หรือภาวะหินปูนเกาะในปอด แต่จะไม่ปรากฎอาการอย่างอื่นเลย ซึ่งเราจะเรียกระยะนี้ว่าระยะการติดเชื้อแฝง (latent infection)

ในผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อในระยะแฝง ส่วนหนึ่งจะเกิดการเจริญเติบโตของเชื้อวัณโรคขึ้นมาได้เองในภายหลัง (reactivation of tuberculosis) เมื่อร่างกายอ่อนแอลง ประมาณว่าในผู้ติดเชื้อแฝง 100 คน จะมีโอกาสเกิดโรควัณโรคขึ้นมาใหม่ประมาณ 10 คนหรือร้อยละ 10 โดยเกิดขึ้นได้บ่อยในช่วง 2-3 ปีแรกภายหลังการรับเชื้อวัณโรคเข้าไป ซึ่งการเกิดโรคขึ้นใหม่มักจะเกิดขึ้นในปอด ทำให้ผู้ป่วยมีการอักเสบเรื้อรังในปอด มีอาการไอเรื้อรัง มีไข้ต่ำๆ อาจมีเหงื่อออกในตอนกลางคืน และน้ำหนักลดลง รวมถึงจะตรวจพบว่ามีภาพรังสีทรวงอกที่ผิดปกติ ซึ่งระยะนี้คือการป่วยเป็นวัณโรคที่เราเข้าใจกันทั่วๆไปนั่นเอง อย่างไรก็ตาม มีผู้ป่วยวัณโรคปอดส่วนหนึ่งที่อาจจะไม่มีอาการเลย เพียงแต่ตรวจพบว่ามีภาพรังสีปอดที่ผิดปกติแต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งถ้าไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม ผู้ป่วยเหล่านี้ก็จะมีอาการเกิดขึ้นได้ในระยะต่อไป

นอกจากเกิดโรคที่ปอดแล้ว เชื้อวัณโรคอาจทำให้เกิดโรคที่อวัยวะอื่นๆ นอกปอดได้เช่นกัน เช่นที่กระดูก เยื่อหุ้มสมอง ลำไส้ โดยจะมีอาการแสดงของโรคตามแต่ละอวัยวะที่เกิดการติดเชื้อขึ้น เช่น ต่อมน้ำเหลืองโต ปวดศีรษะ เป็นต้น


อุบัติการณ์วัณโรคในเมืองไทย

จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก ประเทศไทยมีสถานการณ์ความรุนแรงของวัณโรคอยู่ในอันดับที่ 18 ของโลก โดยมีการพบผู้ป่วยวัณโรครายใหม่ปีละประมาณ 90,000 ราย และมีผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากวัณโรคปีละ 5,000-7,000 คน โดยพบว่าวัณโรคสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย แต่ผู้ที่มีความเสี่ยงมากได้แก่ผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ติดเชื้อ HIV


วัณโรครักษาอย่างไร

การรักษาวัณโรคในปัจจุบันใช้หลักการใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน โดยต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือน แต่ในผู้ป่วยบางรายหรือสูตรยาบางชนิดอาจจะใช้เวลานานกว่านั้น ด้วยเหตุนี้สาเหตุที่ทำให้การรักาวัณโรคล้มเหลวบ่อยที่สุดที่พบก็คือ ผู้ป่วยรับประทานยาไม่ครบตามที่กำหนด ซึ่งอาจจะเกิดจากผลข้างเคียงของยาทำให้ไม่อยากรับประทานยาต่อ หรือบางครั้งเกิดจากการที่ผู้ป่วยหยุดยาเอง เพราะมีอาการดีขึ้นหลังจากรักษาไปได้ระยะหนึ่ง โดยเข้าใจว่าตัวเองหายแล้ว ซึ่งการรับประทานยาวัณโรคไม่ครบจะมีอันตรายมาก เพราะนอกจากจะรักษาไม่หายแล้ว ยังทำให้เชื้อที่เหลืออยู่มีโอกาสกลายเป็นเชื้อดื้อยามากขึ้น ดังนั้นการรักษาวัณโรคจึงจำเป็นต้องมีระบบการติดตามผู้ป่วยที่ดี คือถ้าผู้ป่วยไม่มารับยาต้องมีการติดตาม และผู้ป่วยควรเลือกสถานที่รักษาที่ไปรับยาได้สะดวก

เพราะปัจจุบันการรักษาวัณโรคจะใช้ยาสูตรมาตรฐานเหมือนกันทั่วประเทศ ฉะนั้นไม่ว่าจะรักษาที่ใดก็สามารถรักษาหายได้เหมือนกัน จึงขอแนะนำให้ผู้ป่วยไปรับการรักษาในสถานที่ที่สะดวกที่สุด เมื่อผู้ป่วยรักประทานยาต่อเนื่องไประยะหนึ่ง อาการจะดีขึ้นและเชื้อที่พบในเสมหะก็จะน้อยลง และจะไม่แพร่เชื้ออีกต่อไป จึงไม่จำเป็นต้องรักษาให้ครบก่อนถึงจะกลับไปทำงานได้ เพราะประมาณ 2-4 สัปดาห์หลังการรักษา ปริมาณเชื้อก็จะน้อยลงมากจนไม่น่าจะแพร่เชื้อได้แล้ว



ถ้าคนใกล้ชิดเป็นวัณโรค

สิ่งแรกที่แพทย์จะแนะนำให้กับผู้ที่มีประวัติสัมผัสกับผู้ป่วยวัณโรคอย่างใกล้ชิด คือ พยายามสืบค้นก่อนว่าผู้สัมผัสโรคดังกล่าวมีภาวะวัณโรคเกิดขึ้นหรือยัง ด้วยการซักประวัติว่ามีอาการบ่งชี้หรือไม่ เช่น ไอเรื้อรัง มีไข้ เหงื่อออกตอนกลางคืน หรือน้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุหรือเปล่า รวมถึงทำการตรวจเพิ่มเติมว่า มีภาพรังสีปอดที่ผิดปกติหรือไม่ ถ้าพบว่ามีวัณโรคก็จะให้การรักษาแบบผู้ป่วยวัณโรค ส่วนในกรณีที่ไม่พบว่าเป็นวัณโรค การจะบอกว่าผู้ป่วยมีการติดเชื้อแฝง (หรือเคยรับเชื้อเข้าไปหรือยัง) สามารถทำได้โดยวิธีอ้อมๆ คือ การทดสอบภูมิคุ้มกันต่อวัณโรค โดยหมอจะทำการฉีดสารสกัดจากเชื้อวัณโรคเข้าไปใต้ผิวหนัง และรอเป็นเวลา 48 ชั่วโมงแล้วจึงวัดในบริเวณที่ฉีดว่าเกิดปฏิกิริยาขึ้นหรือไม่ ถ้าเกิดปฏิกิริยาเป็นบวก (คือมีตุ่มแดงขนาดเกิน 10 มิลลิเมตร) แสดงว่าผู้ถูกทดสอบมีภูมิต่อเชื้อ ซึ่งหมายถึงว่าอาจเคยติดเชื้อมาก่อน

อย่างไรก็ตาม การทดสอบทางผิวหนังแล้วเกิดปฏิกิริยาเป็นบวกพบได้บ่อยในคนไทยทั่วๆไป ดังนั้นการที่มีผลการทดสอบทางผิวหนังเป็นบวก ไม่ได้หมายความว่าคนนั้นป่วยเป็นวัณโรคแล้ว แต่อาจจะเกิดจากการฉีดวัคซีนบีซีจีตั้งแต่เกิด หรือเคยมีการรับเชื้อมาก่อน ดังนั้นการทดสอบทางผิวหนังจึงไม่ค่อยมีประโยชน์มากนักในคนไทย แต่ในผู้ป่วยบางรายที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดวัณโรคสูง เช่น ในเด็กเล็ก ผู้ป่วยที่ภูมิคุ้มกันไม่ดี แพทย์อาจพิจารณาให้การรักษาโดยให้รับประทานยาต้านวัณโรค 1 ชนิดเป็นเวลา 6-9 เดือนเพื่อป้องกันโอกาสการเกิดโรคในอนาคต

วัณโรคดื้อยาคืออะไร

ยามาตรฐานที่ใช้ในการรักษาวัณโรค (first line drugs) มีอยู่ประมาณ 5 ชนิด โดยทั่วไปการใช้ยาสูตรมาตรฐาน รักษาวัณโรคที่ไม่ดื้อยา หากผู้ป่วยได้รับยาอย่างถูกต้องจะมีโอกาสรักษาหายขาดมากกว่าร้อยละ 90 แต่ปัจจุบันเริ่มพบว่าวัณโรคที่ดื้อต่อยามาตรฐาน โดยพบมากในผู้ป่วยที่มีประวัติการรักษาที่ไม่เหมาะสมหรือได้รับการรักษาที่ไม่ครบถ้วนมาก่อน ซึ่งปัยหาของเชื้อที่ดื้อยา คือ ถ้ามีเชื้อที่ดื้อต่อยาต้านวัณโรคหลายตัว การรักษาด้วยยามาตรฐานจะไม่ได้ผล จำเป็นต้องใช้ยาสำรอง (second line drugs) ซึ่งจะมีราคาแพงมาก และมีผลข้างเคียงสูง แต่ก็ยังสามารถรักษาให้หายขาดได้ โดยควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ ผู้ที่มีความชำนาญ ดังนั้นแนวทางการป้องกันเชื้อดื้อยาที่สำคัญ คือ ต้องให้ผู้ป่วยวัณโรคทุกรายได้รับการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมตั้งแต่แรก

วัคซีนป้องกันวัณโรคมีหรือไม่

จริงๆแล้วเด็กไทยเกือบทุกคนจะได้รับการฉีดวัคซีนบีซีจีตั้งแต่แรกเกิดอยู่แล้ว แต่พบว่าวัคซีนชนิดนี้อาจมีผลช่วยป้องกันการติดเชื้อวัณโรคชนิดที่รุนแรงในเด็กช่วงอายุขวบปีแรกเท่านั้น แต่ไม่มีผลในการป้องกันการเกิดโรคในผู้ใหญ่ ดังนั้นจึงถือว่าปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนที่ใช้ป้องกันวัณโรคที่ได้ผล

ดังนั้นวิธีการป้องกันการแพร่เชื้อวัณโรคที่ดีที่สุด คือ การให้การวินิจฉัยผู้ป่วยที่เป็นวัณโรคให้เร็วที่สุดและให้การรักษาที่เหมาะสม เพื่อลดโอกาสการแพร่กระจายเชื้อจากผู้ป่วย และผู้ป่วยวัณโรคในระยะแพร่เชื้อควรปฏิบัติตัวให้เหมาะสม เช่น ใช้หน้ากากอนามัย หลีกเลี่ยงการเข้าไปในที่ชุมชนจนกว่าจะได้รับการรักษาในระยะที่เหมาะสมและไม่มีการแพร่เชื้ออีกต่อไป

นอกจากนี้การรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ การออกกำลังกายบ่อยๆ รับประทานอาหารให้ครบหมู่ รวมถึงหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดวัณโรค เช่น ไม่สำส่อนทางเพศ ไม่ใช้ยาเสพติด และการตรวจภาพรังสีปอดปีละครั้ง ก็จะช่วยให้ทุกคนปลอดภัยจากวัณโรคได้มากขึ้นอีกด้วย



ข้อมูลจาก HealthToday

4/27/2554

ตรวจมะเร็งเต้านมจาก “เส้นผม”

ล่าสุดได้มีงานวิจัย ที่คิดค้นวิธีการตรวจหามะเร็งเต้านมแบบใหม่จากการตรวจสภาพเส้นผมด้วยรังสีเอกซ์ ซึ่งค้นพบโดยนักวิจัยจาก บริษัทเฟอร์มิสแคน (Fermiscan Ltd.) ซึ่งตั้งอยู่ในนครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย


นักวิจัยได้ทดสอบเทคนิคดังกล่าวกับกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยมะเร็งเต้านมจำนวน 13 ราย เปรียบเทียบกับผู้หญิงสุขภาพแข็งแรง 20 ราย พบว่า เส้นผมของผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านมต่างจากผมของผู้หญิงที่ไม่เป็นโรค โดยเลือกตัดเอาเส้นผมชิดกับผิวหนังให้มากที่สุด ซึ่งเป็นบริเวณที่เส้มผมล่าสุดเพิ่งงอก จากนั้นนำไปฉายด้วยรงสีเอกซ์ จะเห็นการกระเจิงของคลื่นรังสีเอกซ์ในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป

งานวิจัยดังกล่าวได้ตีพิมพ์ใน วารสาร International Journal of Cancer รายงานว่า เส้นผมของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมมีวงแหวนความหนาแน่นต่ำปรากฏอยู่ และเป็นเครื่งหมายที่ฟ้องว่าเป็นมะเร็งเต้านมอย่างชัดเจน

นักวิจัยยังลองศึกษาเส้นผมอายุ 6 เดือนของผู้ป่วยมะเร็งเต้านม เป็นผมที่ร่วงหลังจากเข้ารับการรักษาด้วยเคมีบำบัด พวกเขาพบตำแหน่งการกระเจิงของแสงที่แตกต่างไปจากเส้นผมของคนสุขภาพปกติ 3 ตำแหน่ง ได้แก่ ตำแหน่งที่อยู่ไกลสุดจากปลายผม กลางผม และรากผม บริเวณดังกล่าวมีความหนาแน่นลดน้อยลงตามลำดับ

ส่วนสาเหตุที่เส้นผมของผู้ป่วยมะเร็งกับคนสุขภาพปกติแตกต่างกัน เป็นเพราะใยของเส้นผมผู้ป่วยมะเร็งมีสารไลปิดน้อยลง อันเป็นผลมาจากภาวะเนื้องอก ทั้งนี้ นักวิจัยยังต้องทดสอบเพิ่มเติมเพื่อตรวจดูความแม่นยำของระเบียบวิธีวิจัย ก่อนจะนำมาใช้เป็นเทคนิคตรวจหามะเร็งเต้านมต่อไป

แต่ไม่ว่าเราจะมีเทคโนโลยีที่ทั้งทันสมัยและแม่นยำเพียงใด หากเรารู้จักดูแลสุขภาพตัวเองกันก่อนที่จะเจ็บป่วยย่อมเป็นการดีกว่า จริงไหมคะ

ข้อมูลจาก นิตยสารชีวจิต

2/13/2554

กรดไหลย้อน โรคฮิตของคนเมือง

โรคกรดไหลย้อน (Gastroesophageal Reflux Disease)

หรือ เรียกสั้นๆ ว่า GERD เป็นภาวะที่ของเหลวในกระเพาะอาหารไหลย้อนไปสู่หลอดอาหาร ทำให้หลอดอาหารอักเสบและเป็นแผล โดยของเหลวที่ไหลย้อนนี้ประกอบด้วยกรดและเปปซิน (pepsin) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ย่อยโปรตีนในกระเพาะอาหาร เชื่อกันว่ากรดเป็นส่วนประกอบที่อันตรายที่สุดของของเหลวที่ไหลย้อนนี้ การไหลย้อนของกรดเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งทั้งในคนปกติ และผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อน แต่ผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อนนั้นของเหลวที่ไหลย้อนจะมีกรดมากกว่าและไหลย้อนไปที่ระดับสูงกว่าในหลอดอาหาร รวมทั้งกรดคงอยู่ในหลอดอาหารนานกว่า

ผู้ที่เป็นกรดไหลย้อนจะมีอาการเจ็บหน้าอก ปวดแสบร้อนที่ตรงกลางหน้าอก หลังกระดูกหน้าอก เริ่มปวดจากบริเวณท้องส่วนบนและลามขึ้นไปที่คอ และมักจะมีอาการแย่ลงหลังรับประทานอาหาร และมีอาการต่อเนื่องนานประมาณ 2 ชั่วโมง รู้สึกขมในปาก และรู้สึกแน่นหรือมีอาหารจุกอยู่ที่คอค่ะ

คำแนะนำ

สำหรับผู้ที่เป็นโรคหรือเข้าข่ายอาการกรดไหลย้อนนะคะ

  • ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติและพยายามลดน้ำหนักส่วนเกิน ผู้ที่มีน้ำหนักเกินและผู้ที่เป็นโรคอ้วนมีโอกาสเป็นโรคกรดไหลย้อนมากกว่าผู้ที่มีน้ำหนักปกติ
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารมื้อใหญ่ เพราะจะทำให้เพิ่มปริมาณการหลั่งกรด
  • หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น เช่น อาหารที่มีไขมันมาก ช็อกโกแลต กาแฟ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาหารที่มีสะระแหน่ อาหารเผ็ด ผลไม้รสเปรี้ยว เช่น ส้ม มะนาวและอาหารที่มีมะเขือเทศเป็นส่วนประกอบหลัก เพราะอาหารเหล่านี้ลดประสิทธิภาพของกล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหารส่วนล่าง
  • หยุดสูบบุหรี่ เพราะการสูบบุหรี่ทำให้กล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหารส่วนล่างอ่อนแอลง และเพิ่มโอกาสในการเกิดกรดไหลย้อน
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารในช่วงระยะเวลา 3 ชั่วโมงก่อนนอน เพื่อให้ท้องว่างและการผลิตกรดลดลง ไม่ควรนอนหลังจากรับประทานอาหารทันที
  • ยกระดับศีรษะเวลานอนให้สูงกว่าส่วนอื่นๆ ของร่างกาย เพื่อป้องกันการเกิดกรดไหลย้อน
  • การยืนตัวตรงหรือนั่งหลังตรง ช่วยทำให้อาหารและกรดไม่ไหลย้อนกลับไปที่หลอดอาหาร
  • หลีกเลี่ยงการงอตัว ก้มตัว ในขณะที่กระเพาะอาหารเต็ม
  • หลีกเลี่ยงการใส่เสื้อผ้าหรือเข็มขัดที่รัดแน่น เพื่อป้องกันการเกิดแรงกดต่อกระเพาะอาหารและกล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหารส่วนล่าง

การรักษา : ทานยาลดกรด , การเคลือบกระเพาะอาหาร, Histamine-2 receptor blocker, Proton pump inhibitor (PPI)

ข้อมูลจาก HealthToday

1/24/2554

ไขมันพอกตับ Fatty Liver

ไขมันพอกตับ (fatty liver หรือ steatosis)
คือ ภาวะที่มีการสะสมไขมันมากเกินไปในเซลล์ตับ อันหมายถึงการมีไขมันในตับมากเกินกว่าร้อยละ 5 ของน้ำหนักตับ โดยมากกว่าครึ่งหนึ่งของไขมันที่มากเกินในตับจะเป็นไตรกลีเซอไรด์ หากมีการอักเสบและตับโตร่วมด้วยจะเรียกว่า Steatohepatitis โดยปกติแล้วภาวะไขมันพอกตับมักพบในผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์จัด แต่ก็อาจพบได้ในผู้ที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ เช่น ผู้ที่เป็นโรคอ้วนและโรคเบาหวาน นอกจากนี้ภาวะไขมันพอกพับยังอาจเป็นผลจากความผิดปกติอื่นๆ เช่น ตับอักเสบจากไวรัส โรคตับจากการดื่มแอลกอฮอล์จัด ภาวะทุพโภชนาการ และการใช้ยาบางชนิด ผู้ที่มีไขมันพอกตับอาจรู้สึกเครียดหรืออ่อนเพลีย และรู้สึกอึดอัดบริเวณตับ หากไม่รักษาอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ตับแข็ง

คำแนะนำ
- หากมีภาวะไขมันพอกตับเกิดจากการดื่มสุราจัด ควรหยุดดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากแอลกอฮอล์สามารถลดอัตราเร็วของกระบวนการเมทาบอลิซึมและการปลดปล่อยไขมัน ทำให้เกิดไขมันพอกใตับ

- หากภาวะไขมันพอกตับเกิดเนื่องจากการใช้ยา ควรหยุดใช้ยา และปรึกษาแพทย์ถึงการเลือกใช้ยาชนิดอื่นแทน

- หากผู้ป่วยอ้วน หรือมีน้ำหนักเกิน ควรปรับเปลี่ยนอาหารและออกกำลังกายให้มากขึ้น รับประทานอาหารให้น้อยลง หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง อาการอักเสบของตับมักทุเลาลงเมื่อน้ำหนักตัวลดลง โดยเฉพาะเมื่อลดจนน้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์ปกติ

- ขอคำแนะนำจากแพทย์เกี่ยวกับการรับประทานอาหารที่เหมาะสม การอดอาหาร และการขาดโปรตีนก็อาจทำให้มีไขมันเพิ่มขึ้นในตับ

- หากภาวะไขมันพอกตับเกิดจากความผิดปกติทางเมทาบอลิซึมต้องรักษาโรคนั้นๆ ด้วย เช่น ผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด โดยการควบคุมปริมาณน้ำตาลและอาหารจำพวกแป้งที่รับประทานตามที่แพทย์หรือนักโภชนากรแนะนำ

ข้อมูลจาก HealthToday

1/06/2554

สาเหตุของ Office Syndrome

Office syndrome เป็นปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยในสังคมเมืองตามรูปแบบ lifestyle ของคนที่เปลี่ยนมาเป็นมนุษย์เงินเดือนทำงานอยู่ในออฟฟิศ อาการหลักคือ อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อไม่ว่าจะปวดหัว ปวดคอ ปวดสะบัก ปวดหลัง รวมถึงอาการอ่อนเพลียในรายที่เป็นมานาน จนบางคนพูดว่า เป็นอาการปวดก่อนถึงวัยอันสมควรหรือวัยเสื่อม เพราะเกิดขึ้นกับหนุ่มสาววัยทำงาน

สาเหตุหลักของ Office syndrome มีเพียงสองอย่าง คือ หนึ่ง ความเครียดทางร่างกายโดยเฉพาะกล้ามเนื้อที่ถูกใช้งานในรูปแบบเดิมๆ แม้จะเป็นงานนั่งโต๊ะที่ดูเบาๆ สบายๆ ส่วนสาเหตุที่สอง คือ ความเครียดทางด้านจิตใจที่ค่อยๆ สั่งสมทีละน้อยมาเป็นแรมเดือนแรมปี เพราะคนเมืองสมัยนี้ความเครียดมักอยู่แค่เอื้อม แต่อาจจะนึกไม่ถึงเพราะเป็นความเครียดแบบผ่อนส่ง จึงอยากนำเสนอวิธีการสำรวจตนเองสำหรับผู้ที่มีปัญหา Office syndrome ว่า มีสาเหตุหลักมาจากร่างกายหรือจิตใจ เพราะบางครั้งดูผิวเผินอาจแยกลำบากเหมือนหมอกและควัน แต่คงไม่เกินความสามารถที่เราจะค้นหาได้ด้วยตัวเองค่ะ

สำหรับเคล็ดลับในการค้นหาสาเหตุที่แท้จริงนั้น คงต้องขอหยิบยกเรื่องราวที่ชาวออฟฟิศคุ้นเคยมาเป็นกรณีศึกษา สองกรณี คือ หนึ่ง ให้สังเกตจากกาานอนหลับ เพราะถ้าสาเหตุของอาการมาจากความเครียดของจิตใจ มักจะทำให้นอนไม่ค่อยหลับ หรือหลับๆตื่นๆ หรือฝันเยอะเพราะหลับไม่สนิท แต่ถ้าร่างกายเครียดจากความตรากตรำมากเกินไป พวกนี้จะหลับเป็นตาย ไม่อยากตื่น กรณีที่สอง ทำไมบางคนมีอาการปวดมากขึ้นเวลางานเข้า แต่บางคนกลับไม่สะทกสะท้าน ประโยคแรกตรงไปตรงมาเข้าใจง่ายและค้นหาสาเหตุได้ไม่ยาก และเมื่องานกลับเข้าสู่ภาวะปกติอาการก็มักจะทุเลาลง ส่วนประโยคหลังฟังแล้วอาจรู้สึกแปลกๆ ฉะนั้นก่อนอื่นจึงต้องขอขยายความคำว่า "ไม่สะทกสะท้าน" ว่าในที่นี้ไม่ได้หมายความถึงไม่มีอาการนะคะ ที่จริงมีอาการและอาจมีมากกว่าภาวะปกติด้วย แต่ประเด็นสำคัญที่ทำให้ไม่สะทกสะท้านอาจเกิดจากสาเหตุมากมายแตกต่างกันไปตามพื้นฐานตัวบุคคล แต่ทำให้ลืมปวด เพราะมัวใจจดจ่ออยู่ที่งานจนไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องปวด ซึ่งพบได้ในคนที่สนุกกับการทำงาน หรืออาจมีรางวัลตอบแทนมาชดเชย ไม่ว่าจะเป็นเงินนอกเวลา หรือการก้าวสู่ตำแหน่งที่ดีกว่าเดิม แต่ปัญหาที่ตามมา คือ แล้วทำไมบางคนจึงไม่มีอาการลืมปวด ถ้าเข้าถึงกลไกของจิตใจในการตอบสนองกับปัญหาสุขภาพของมนุษย์ที่เรียกว่า fight or flight ที่แปลเป็นไทยให้เข้าใจง่าย คือ กล้าหรือกลัว ก็จะพบคำตอบได้อย่างง่ายๆ คือ ถ้าไม่กลัวก็กล้าที่จะลุยและลืมปวดได้ชั่วคราว จึงเป็นเรื่องธรรมดาของ Offic syndrome ที่อธิบายได้ในช่วงงานเข้า แต่ถ้ากลัวก็ยิ่งกังวลแล้วยังต้องลุยงานต่อก็จะตรงกับประโยคแรกที่มีอาการปวดกำเริบจนอาจเก็บอาการไม่อยู่ เพราะเครียดทั้งกายและใจ บางคนถึงกับต้องไปหาหมอหรือลาป่วยกันทีเดียว

คนยุคใหม่ควรรู้และเข้าใจเรื่องสาเหตุและอาการหลักของ office syndrome เนื่องจากเป็นเรื่องใกล้ตัว หากอยากห่างไกลภาวะนี้ก็ต้องกายพร้อมใจพร้อม รับรองไม่ต้องถึงมือหมอ

ข้อมูลจาก รศ.นพ.ประดิษฐ์ ประทีปะวณิช

8/25/2553

มะเร็งจิสต์ โรคใหม่ใกล้ตัว

มะเร็งเนื้อเยื่อระบบทางเดินอาหาร หรือ "มะเร็งจิสต์" (Gastrointestinal Stromal Tumor: GIST) เป็นมะเร็งระบบทางเดินอาหารที่เพิ่งเป็นที่รู้จักเมื่อ 6 ปีก่อน และคนไทยมีแนวโน้มจะเป็นกันมากขึ้นทั้งผู้ชายและผู้หญิง ในอดีตมะเร็งจิสต์มักถูกวินิจฉัยผิดเป็นมะเร็ง "กล้ามเนื้อเรียบ" เพราะเกิดในระบบทางเดินอาหารและมีอาการของโรคคล้ายกัน แต่สาเหตุของมะเร็งจิสต์เกิดจากความผิดปกติของยีน c-kit และพบที่กระเพาะอาหารและลำไส้เล็กบ่อยที่สุด ไม่เกี่ยวกับอาหารหรือสารพิษที่เข้าสู่ร่างกายอย่างที่เคยเข้าใจ

อาการแสดงของมะเร็งจิสต์ขึ้นอยู่กับขนาด ตำแหน่ง และการแพร่กระจายของก้อนมะเร็ง อาการที่พบบ่อย เช่น ปวดท้อง มีก้อนในท้อง และเลือดออกในทางเดินอาหาร แต่ผู้ป่วยบางรายอาจไม่แสดงอาการใดๆ ให้รู้เลยก็ได้ การวินิจฉัยต้องตรวจโดยนำชิ้นเนื้อไปย้อมพิเศษ เรียกว่า IHC ซึ่งจะย้อมติด CD117

การผ่าตัดเป็นวิธีหลักในการรักษามะเร็งจิสต์ในกรณีโรคอยู่เฉพาะที่ ในกรณีที่โรคมีการแพร่กระจายหรือผ่าตัดไม่ได้อาจใช้ยาช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง ซึ่งได้ผลดีถึงร้อยละ 70 แต่ข้อเสียคือค่าใช้จ่ายในการรักษาสูง เนื่องจากยามีราคาแพงมาก

หากคุณมีอาการปวดท้องรุนแรง คลำเจอก้อนเนื้อที่ท้อง มีเลือดออกในระบบทางเดินอาหาร อาเจียนเป็นเลือด หรือตัวซีด ให้รีบไปพบแพทย์ทันที เพราะนี่อาจเป็นสัญญาณเบื้องต้นของมะเร็งจิสต์ค่ะ

ข้อมูลจาก นพ.วิเชียร ศรีมุนินทร์นิมิต คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล

ที่มา นิตยสาร Health&Cuisine

1/20/2553

โรคอ้วนลงพุง...มฤตยูร้ายทำลายสุขภาพ


คนส่วนใหญ่มักมีน้ำหนักเพิ่มมากขึ้นอย่างมากเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น การมีน้ำหนักเกินจากเกณฑ์มาตรฐาน อาจเป็นที่มาของ โรคอ้วนลงพุง หรือ Metabolic Syndrome ซึ่งโรคนี้เป็นกลุ่มปัจจัยเสี่ยงทาง เมตาบอลิก ประกอบด้วย อ้วนลงพุง (ไขมันในช่องท้องมากเกิน) ภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ (ไตรกลีเซอไรด์สูง, เอชดีแอลคอเลสเตอรอลต่ำ และ แอลดีแอลคอเลสเตอรอลสูง) ความดันโลหิตสูง ระดับน้ำตาลในเลือดผิดปกติ

สำหรับเกณฑ์ในการวินิจฉัยนั้น The National Cholesteral Education Program (NCEP) Adult Treatment Panel II (ATP III), American Heart association (AHA) และ The National Heart, Lung, and Blood Institute เสนอแนะว่าหากมีปัจจัยเสี่ยง 3 ใน 5 อย่างต่อไปนี้จัดเป็น metabolic Syndrome ได้แก่ เส้นรอบวงเอวสำหรับคนเอเชีย ผู้ชายเท่ากับหรือ มากกว่า 90 เซนติเมตร ผู้หญิงเท่ากับหรือมากกว่า 80 เซนติเมตร ระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือด เท่ากับหรือมากกว่า 150 มก./ดล. เอชดีแอลคอเลสเตอรอล (ผู้ชาย- น้อยกว่า 40 มก./ดล, ผู้หญิง - น้อยกว่า 50 มก/ดล) ความดันโลหิต เท่ากับหรือมากกว่า 130/85 มม.ปรอท ระดับน้ำตาลในเลือด เท่ากับหรือมากกว่า 100 มก/ดล.พญ.รัชดา เกษมทรัพย์ ชมรมโภชนวิทยามหิดล เปิดเผยว่า โรคอ้วนลงพุง หรือ Metabolic Syndrome เป็นฆาตกรเงียบที่หลายคนคาดไม่ถึง ส่วนใหญ่เกิดจากพฤติกรรมการบริโภค กรรมพันธุ์ และการไม่ออกกำลังกาย คนที่อ้วนลงพุงจะมีไขมันสะสมในช่องท้องมากเกินไป ซึ่งไขมันที่สะสมนี้จะแตกตัวเป็นกรดไขมันอิสระเข้าสู่ตับ มีผลให้อินซูลินออกฤทธิ์ได้ไม่ดี เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน จนเกิดเป็นภาวะอ้วนลงพุง ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคเรื้อรังต่างๆ ตามมา เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน เป็นต้น ซึ่งเราสามารถวางแผนการรับประทานอาหารด้วยการควบคุมน้ำหนัก ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินให้ถูกชนิด ปริมาณ และถูกเวลา รวมทั้งเคลื่อนไหวร่างกายให้มากขึ้น

แม้ว่าไขมันจะเป็นสาเหตุของการเกิดโรคร้ายต่างๆ แต่ไขมันเป็นสารอาหารสำคัญที่ร่างกายขาดไม่ได้ ทั้งยังเป็นส่วนประกอบในอาหารทุกมื้อจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก อ.ศัลยา คงสมบูรณ์เวช นักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้ให้การปรึกษาด้านโภชนบำบัด ได้แนะนำว่า ในสมัยก่อนนักโภชนาการส่วนใหญ่จะแนะนำให้ผู้บริโภคทานอาหารที่มีไขมันต่ำ จนทำให้หลายคนกลัวการกินไขมัน แต่กลับบริโภคอาหารคาร์โบไฮเดรตมากขึ้น บางคนไม่กินไขมันหรือกินน้อยมากจนทำให้ขาดกรดไขมันจำเป็นไปเลยก็ว่าได้ แต่ในปัจจุบันมีข้อมูลการวิจัยใหม่ๆ แนะการเลือกชนิดของไขมันหรือน้ำมันที่ดี ในปริมาณที่เหมาะสมกับพลังงานที่ใช้ไปในชีวิตประจำวัน เพื่อลดความเสี่ยงโรคได้ น้ำมันที่ดีที่ควรรับประทาน ควรมีองค์ประกอบของกรดไขมันอิ่มตัวต่ำและไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียวสูง ได้แก่ น้ำมันมะกอก น้ำมันเมล็ดชา น้ำมันคาโนลา เป็นต้น ซึ่งจะช่วยลดระดับคอเลส เทอรอลโดยไม่ลดเอชดีแอล ช่วยลดไตรกลีเซอไรด์ได้ และสามารถนำไปใช้แทนคาร์โบไฮเดรตได้ด้วย

“น้ำมันเมล็ดชา” มีใช้ในราชวงศ์ซ้องของจีนมากว่า 2,300 ปี โดยได้มีการบันทึกคุณสมบัติด้านสุขภาพไว้ว่าช่วยลดคอเลสเทอรอล ปัจจุบันมีกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และการวิจัยถึงคุณสมบัติที่ดีของน้ำมันเมล็ดชา พบว่าน้ำมันเมล็ดชามีสัดส่วนกรดไขมันชนิดต่างๆ ในปริมาณที่ดีไม่ด้อยไปกว่าน้ำมันมะกอก คือ มีกรดไขมันอิ่มตัวต่ำ มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียวในรูปของกรดโอเลอิกสูงถึง 88% มีกรดไขในไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่งในรูปของโอเมกา 6, 3 เป็นต้น นอกจากนี้ ยังอุดมด้วยวิตามินเอ บี ดีและอีสูง ซึ่งวิตามินอีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระจึงช่วยยืดอายุการใช้งานของน้ำมันให้นานขึ้น และมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง คือสารแคททีชิน ซึ่งเป็นสารโพลีฟีนอลที่ช่วยลดการออกซิเดชั่นของแอลดีแอล จึงช่วยป้องกันหลอดเลือดตีบตัน และป้องกันการอักเสบของเนื้อเยื่อ ลดอนุมูลอิสระ จึงช่วยลดความเสี่ยงปัญหาสุขภาพ และน้ำมันเมล็ดชา สามารถนำไปประกอบอาหารได้หลากหลายชนิด เช่น น้ำสลัด ผัด ทอด หรือการหมัก เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การใช้น้ำมันจะต้องเลือกชนิดและอ่านฉลากข้อมูลโภชนาการให้ละเอียด รวมทั้งรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ในสัดส่วนที่เหมาะสม เน้นผักผลไม้ที่มีกากใยมากๆ และต้องออกกำลังกายควบคู่ไปด้วยจึงจะช่วยส่งเสริมสุขภาพ ลดความเสี่ยงโรคร้าย และห่างไกลภาวะอ้วนลงพุง


ที่มา : ดร. อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์ ประธานมูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

1/06/2553

รู้จักกับไข้เลือดออก

สาเหตุของไข้เลือดออกมาจากเชื้อไวรัส ซึ่งเป็นพี่น้องกับเชื้อไวรัสที่ทำให้เป็นไข้หวัดทั่วไป อาการหลังรับเชื้อ 2-3 วันแรกจึงเหมือนกับไข้หวัดทุกอย่าง โดยมียุงลายเป็นพาหะนำโรค ซึ่งหากินตอนกลางวันเท่านั้น จะไข่และแพร่พันธุ์ตามน้ำขัง เช่น ตามกระถางต้นไม้ ร่องน้ำ แจกันดอกไม้ น้ำเน่า น้ำคลอง เมื่อกลายเป็นยุงก็นำเชื้อไวรัสมาสู่คน แต่ไม่ติดจากคนสู่คน ติดจากยุงเท่านั้น เมื่อร่างกายรับเชื้อแล้วจะมีไข้ ปวดเมื่อยตามตัว อาจคลื่นไส้ มีน้ำมูก ไอ เจ็บคอได้ สิ่งที่สำคัญอันดับแรกในการวินิจฉัยโรค คือ การเช็คประวัติว่าถูกยุงกัดหรือไม่ บริเวณบ้านมีน้ำเน่าหรือน้ำขังที่เป็นแหล่งอาศัยของยุงหรือเปล่า

สิ่งที่พิสูจน์ได้ชัดเจนและน่าเชื่อถือที่สุดของการตรวจพบเชื้อไข้เลือดออกคือ การตรวจเลือด โดยถ้ามีไข้ต่อเนื่องกันเกิน 48 ชั่วโมง ควรเข้ารับการตรวจเลือดทันที ส่วนอาการมักรุนแรงกว่าไข้หวัดทั่วไป คือ มีอาการคลื่นไส้อาเจียน ไม่อยากอาหาร ปวดเมื่อยตามตัวมาก ไข้ขึ้นสูง ถ้าเป็นเด็กจะมีอาการซึม ไม่ค่อยเล่น รวมทั้งอาจมีอาการปวดบริเวณใต้ลิ้นปี่ ปวดเสียดท้องจากเลือดออกในกระเพาะอาหารร่วมด้วยได้

อาการแทรกซ้อน

ทางการแพทย์เชื่อว่าผู้ป่วยมีโอกาสเลือดออกในกระเพาะอาหารอยู่แล้ว แต่อาจออกไปเยอะ แค่อาการปวดท้องใต้ลิ้นปี่ธรรมดาก็เตือนเราแล้วว่าอาจมีปัญหาแทรกซ้อนจากโรคไข้เลือดออก แต่หากถึงขั้นอาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายเป็นยางมะตอย (มูกสีดำ) แสดงว่ามีเลือดออกในกระเพาะอาหารมาก อาการถึงขั้นรุนแรงแล้ว ต้องรีบพบแพทย์ด่วน อาการรุนแรงที่สุดของไข้เลือดออก คือ มีอาการแทรกซ้อน เช่น เลือดออกในกระเพาะอาหาร เลือดออกในสมอง เลือกออกไม่หยุด เลือดออกจากทวารทั้งเจ็ด ซึ่งถึงขั้นเสียชีวิตได้ในที่สุด

การรักษา

การรักษาไข้เลือดออก ไม่สามารถรักษาเองที่บ้านได้ ต้องไปพบแพทย์เท่านั้น ไข้เลือดออกมีหลายระดับ หากเป็นระดับธรรมดา ตามทฤษฎีแล้วหายได้เอง เพียงผู้ป่วยกินยาลดไข้ พักฟื้นดูอาการที่บ้านได้ แต่ต้องให้แพทย์วินิจฉัยและตัดสินใจ ไม่ควรปล่อยให้ติดเชื้อนานกว่า 3-4 วัน เพราะจะเริ่มมีผลแทรกซ้อน เกล็ดเลือดต่ำ ถึงขั้นภาวะช็อคได้ซึ่งเป็นอันตรายมาก

ระยะอันตรายของโรคนี้ตรงข้ามกับโรคอื่นตรงที่ โรคอื่นช่วงที่มีไข้เป็นช่วงที่อันตราย พอไข้ลงก็หาย แต่ไข้เลือดออกช่วงที่มีไข้ ผู้ป่วยอาจดูซึม ย่ำแย่ แต่ยังปลอดภัย เพราะจุดที่อันตรายของไข้เลือดออกอยู่ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ไข้ลง เนื่องจากช่วงที่ไข้ลงจะมีภาวะการตีบกลับของน้ำของเลือดในร่างกาย ทำให้อาจเกิดภาวะช็อคได้ ดังนั้น จึงมีหลักการรักษาด้วยน้ำเกลือ ซึ่งต้องอยู่ในดุลพินิจของแพทย์ ส่วนการรักษาอื่นๆ เหมือนการรักษาโรคไข้หวัดทั่วไป เป็นการรักษาตามอาการ เป็นไข้กินยาลดไข้ มีน้ำมูกกินยาลดน้ำมูก ไอ หรือเจ็บคอก็กินยาแก้ตามนั้น

ข้อมูลจาก นพ. วชิระ คุณาธาทร
นิตยสารสุขภาพดี

12/15/2552

โรคเก๊าท์ ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ


ทำไมต้องปวดข้อนิ้วเท้า

การที่กรดเก๊าท์มักมาทักทายข้อนิ้วเท้าบ่อยเป็นด้วยเหตุผลหลักคือ ข้อนิ้วเท้าเย็นกว่าร่างกายทำให้การขับกรดเก๊าท์เป็นไปอย่างเอื่อยเฉื่อยจึงคับคั่งกันอยู่ตามข้อนิ้วมากที่สุด ดังนั้นอาการเก๊าท์เริ่มแรกคือ ปวด บวม แดง ร้อน ที่ข้อนิ้วเท้าหรือข้อนิ้วมือก็ได้ ท่านที่เริ่มปวดจากข้อใหญ่อย่างข้อเข่าก่อนก็ค่อนข้างนอนใจได้มากครับเพราะหลักของเก๊าท์ “ข้อเล็กๆ ใช่ ข้อใหญ่ๆ ไม่เอา”

วิธีการเลือกของกินง่ายๆ 2 ประการดังนี้คือ

1) เลี่ยงกินเนื้อสัตว์มากรวมถึงน้ำต้มเนื้อสัตว์ เช่น ซุปหมู ซุปไก่
2) อย่ากินส่วนยอด ส่วนเม็ด เช่น ถ้าจะกินแตงกวาก็ให้คว้านเม็ดออก หรือถ้าจะกินหน่อไม้ก็ให้ต้มนานและต้มกับใบย่านางด้วยก็จะยิ่งดี และถ้าดื่มแอลกอฮอลก็ขอให้เลี่ยงชนิดที่ทำจากเมล็ด เช่น เบียร์ เป็นตัวปวด
เก๊าท์อย่างดีทีเดียว

เท่ากับว่า ท่านยังคงกินเป็ดไก่ได้ เพียงแต่ให้เลือกกินในส่วนเนื้อและไม่มากเกินวันละครึ่งฝ่ามือ (ครึ่งขีด) อย่าไปหนักซดน้ำซุปไก่ซุปหมูให้หนักจนเกินไป ถ้าวันนี้กินเนื้อสัตว์ไปมากแล้วก็อย่าไปเติมด้วยน้ำซุปก๋วยเตี๋ยว


วิธีปฏิบัติตัวสำหรับผู้ที่เป็นเก๊าท์

1) ลดน้ำหนักตัวลง เพราะยิ่งอ้วนยิ่งขับเก๊าท์ยาก
2) ดื่มน้ำให้มากถึงวันละ 3 ลิตร
3) อย่าซดน้ำซุปเนื้อสัตว์หรือดื่มเบียร์แต่ให้ดื่มกาแฟได้เพราะมีงานวิจัยว่าช่วยลดกรด
เก๊าท์
4) รับประทานเต้าหู้วันละ 1 แผ่นจะช่วยขับกรดเก๊าท์ออกได้
สำหรับท่านที่มีอาการเก๊าท์ทักทายแบบรุนแรงเฉียบพลันอย่าเพิ่งลุกขยับนิ้วเท้าไปไหน ไม่ต้องหาอะไรมาประคบ และไม่ต้องเอายาหม่องมาถูนวดเพราะจะยิ่งปวดทรมาน แต่ขอให้อยู่เฉยๆ และหยิบเอายาแก้ปวดธรรมดาอย่างพาราฯ มากินสักสองเม็ดแล้วก็ดื่มน้ำตามให้มากเป็นลิตร จะช่วยพิชิตปลิดอาการปวดเก๊าท์ได้ชะงัดดีนักแล


อ้างอิงจาก : กรุงเทพธุรกิจ

12/03/2552

ท้องเดินเรื้อรัง - โรคธาตุอ่อน


ข้อน่ารู้

1. บางคนอาจมีอาการถ่ายเหลวหรือถ่ายเป็นน้ำบ่อยครั้ง เป็นๆหายๆเป็นประจำ โดยที่สุขภาพทั่วไปแข็งแรงดี คนพวกนี้มักไม่มีความผิดปกติทางร่างกายแต่อย่างไร แต่เกิดเพราะกระเพาะลำไส้มีความไวต่อสิ่งเร้าต่างๆ ภาษาหมอเรียกว่า “กลุ่มอาการลำไส้ไวต่อสิ่งเร้า” (irritable bowel syndrome) ในที่นี้ขอเรียกว่า “โรคธาตุอ่อน” แทน เพื่อแสดงว่าโรคนี้เกิดกับบุคคลบางคนเป็นเฉพาะ ดังที่ชาวบ้านพูดกันว่าเป็นเพราะ “ธาตุ(การย่อย) ของคนๆนั้นอ่อน (แอ)”
2. คนที่เป็นโรคนี้จะมีอาการท้องเดินเป็นๆหายๆเป็นประจำ นานนับสิบปี หรือตลอดชีวิต โดยไม่มีโทษหรือเกิดอันตรายแทรกซ้อนแต่อย่างไรทั้งสิ้น เพียงแต่สร้างความรำคาญและมีความลำบากในการต้องคอยวิ่งหาห้องสุขาอยู่เป็นนิตย์

3. สิ่งเร้าที่ทำให้เกิดอาการท้องเดิน ได้แก่ ความเครียดทางอารมณ์ (เช่น วิตกกังวล คิดมาก เศร้า กลัว ตื่นเต้น โกรธ) หรืออาหาร (เช่น ของเผ็ด ของเปรี้ยว น้ำส้มสายชู ของมัน กะทิ เหล้า เบียร์ นมสด ชา กาแฟ) ทำให้ลำไส้มีการบีบตัวผิดปกติ เกิดอาการปวดท้อง ท้องเดินขึ้นทันทีที่ถูกกับสิ่งเร้า ดังนั้นคนที่มีอาการนี้ควรต้องสังเกตดูว่าเกิดจากอะไร หากสามารถหลีกเลี่ยงได้ ก็จะทำให้อาการท้องเดินทุเลาลงไป

4. โรคนี้ไม่จำเป็นต้องใช้ยารักษา การออกกำลังกาย การฝึกผ่อนคลายความเครียด และการกินอาหารที่มีกากมาก (เช่น ผัก ผลไม้ เป็นประจำ จะมีส่วนช่วยให้อาการดีขึ้น)รู้ได้อย่างไรว่าไม่ได้เป็นอื่น
คนที่เป็นโรคธาตุอ่อน จะมีอาการปวดท้อง และถ่ายท้องทันทีที่กระทบถูกสิ่งเร้า เช่น เวลาเครียด หรือหลังกินอาหารบางชนิด คนไข้มักถ่ายวันละ 2-7 ครั้ง หลังตื่นนอนตอนเช้ามักถ่ายเป็นก้อนเหมือนปกติ แล้วหลังอาหารเช้าประมาณ 10-30 นาทีจะมีอาการปวดบิดในท้องต้องเข้าส้วมถ่าย 2-3 ครั้ง ซึ่งมักถ่ายเหลวหรือเป็นน้ำ บางคนอาจถ่ายอีกหลายครั้ง โดยเฉพาะหลังอาหารแต่ละมื้อ คนไข้มักมีอาการปวดบิดในท้องก่อนถ่าย พอถ่ายแล้วก็หายปวดดังปลิดทิ้ง แต่เมื่อเข้านอนแล้ว จะไม่มีอาการถ่ายท้องเลยจนกระทั่งเช้า (ถ้ามีอาการท้องเดินหลังเข้านอนแล้ว มักมีสาเหตุอย่างอื่นมากกว่าโรคธาตุอ่อน)อาการท้องเดินแบบนี้อาจเป็นสัปดาห์ละ 1-2 หน หรือเดือนละหลายๆ หน ขึ้นกับอาหารและความเครียด

จะเป็นๆหายๆ นับเป็นสิบๆปี หรือตลอดชีวิต โดยที่คนไข้แข็งแรงดี กินอาหารได้ น้ำหนักไม่ลด ไม่มีไข้บางครั้งอาจถ่ายมีมูกปน ซึ่งไม่มีกลิ่น และไม่มีเลือดปน (ถ้าถ่ายเป็นเลือดปนต้องคิดถึงสาเหตุอื่น) แต่อย่างไรก็ตาม คนที่มีอาการท้องเดินเรื้อรัง อาจมีสาเหตุจากความผิดปกติทางร่างกายก็ได้ เช่น

1. โรคบิดเรื้อรัง เกิดจากเชื้อบิดอะมีบา ทำให้มีอาการถ่ายเป็นมูกปนเลือดเรื้อรัง อาจมีน้ำหนกลด อ่อนเพลียร่วมด้วย
2. โรคพยาธิเรื้อรัง พยาธิบางชนิดเมื่อเข้าสู่ร่างกายอาจทำให้คนไข้มีอาการท้องเดิน ถ่ายเหลว หรือเป็นน้ำหรือมีมูกปน แต่มักมีอาการอ่อนเพลีย น้ำหนักลดร่วมด้วย
3. วัณโรคลำไส้ มีอาการถ่ายเหลว เรื้อรัง อาจมีไข้ เบื่ออาหาร น้ำหนักลดร่วมด้วย
4. คอพอกเป็นพิษ มีอาการถ่ายเหลวเรื้อรังร่วมกับอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ใจสั่น น้ำหนักลด
5. มะเร็งของลำไส้ จะมีอาการท้องเดินสลับท้องผูกเรื้อรัง อาจถ่ายเป็นเลือดสด หรือมีมูกปนเลือด ระยะท้ายจะมีอาการอ่อนเพลีย น้ำหนักลด

เมื่อไรควรไปหาหมอ
1. มีไข้ อ่อนเพลีย หรือน้ำหนักลดร่วมด้วย
2. ถ่ายมีเลือดปน
3. ถ่ายกลางดึกหลังเข้านอนแล้ว
4. มีอาการครั้งแรกเมื่ออายุมากกว่า 4o ปี (โดยก่อนหน้านี้ไม่เคยมีอาการท้องเดินบ่อยๆ)
5. มีความวิตกกังวลว่าจะเป็นโรคร้ายแรง

แพทย์จะทำอะไรให้

ถ้าซักถามและตรวจร่างกายแล้วแน่ใจว่าเป็นโรคธาตุอ่อนจริง ก็จะแนะนำให้คนไข้ปฏิบัติตัวดังกล่าว ในรายที่มีความเครียดมากๆ อาจให้กินยากล่อมประสาท-ไดอะซีแพม ซึ่งจะช่วยให้อาการถ่ายท้องทุเลาไปได้ ในรายที่ไม่แน่ใจจริงๆ แพทย์อาจทำการตรวจหาสาเหตุ เช่น ตรวจอุจจาระ (ดูว่ามีตัวพยาธิหรือไม่ มีเลือดออกหรือไม่) ตรวจเลือด เอกซเรย์โดยการสวนแป้งแบเรียมทางลำไส้ใหญ่ หรือใช้กล้องส่องตรวจทางทวารหนัก (ดูว่ามีความผิดปกติอะไรหรือไม่) ถ้าพบโรคที่เป็นสาเหตุ ก็จะให้การรักษาตามสาเหตุที่พบ

โดยสรุป โรคธาตุอ่อนจะเกิดกับคนบางคนเป็นเฉพาะ เนื่องจากลำไส้ไวต่อสิ่งเร้า ได้แก่ ความเครียด และ อาหารบางชนิด เป็นโรคที่ไม่มีอันตรายร้ายแรง แต่จะเป็นประจำตัวไปตลอดชีวิต ควรหาทางปฏิบัติดูแลตัวเองให้เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้องหลีกเลี่ยงอาหารที่เป็นสาเหตุกระตุ้น ฝึกผ่อนคลายความเครียด และออกกำลังกายเป็นประจำ
การดูแลรักษาตนเอง

คนที่มีอาการท้องเดินเป็นประจำ เป็นๆหายๆ มาเป็นแรมปี ถ้าสุขภาพทั่วไปยังแข็งแรงดี ก็มักมีสาเหตุมาจาก “โรคธาตุอ่อน” ควรปฏิบัติตัว ดังนี้

1. สังเกตดูว่า เกิดจากการกินอาหารประเภทใด เช่นรสเผ็ด รสเปรี้ยว น้ำส้มสายชู (ใส่ในก๋วยเตี๋ยว) กะทิ เหล้า นมสด ชา กาแฟ ฯลฯ แล้วพยายามหลีกเลี่ยงเสีย ก็จะทำให้อาการดีขึ้นได้
2. หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำเพื่อคลายเครียด
3. กินผักและผลไม้ให้มากๆ อาจกินเมล็ดแมงลัก (2-3 ช้อนชา ผสมในน้ำหวาน 1 แก้ว) ก่อนนอนทุกคืนก็ได้
4. ถ้าจำเป็นต้องเดินทางไกล หรือมีกิจธุระจำเป็น (เช่น สอบ) หากกลัวจะมีอาการท้องเดิน ให้กินยาแก้ท้องเดิน ได้แก่ โลโมติล (Lomotil) หรืออิโมเดียม (Imodium) 1 เม็ด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการท้องเดิน (ยานี้ไม่ควรกินเป็นประจำ)


ข้อมูลจาก : นิตยสารหมอชาวบ้าน
รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ

11/22/2552

หลากหลายโรคภัยเรื่องไทรอยด์



ต่อมไทรอยด์ อาจฟังคุ้นหูแต่ไม่ค่อยรู้ว่าสำคัญอย่างไร ผู้ป่วยจำนวนมากที่มีโรคไทรอยด์แฝงอยู่ แต่ไม่เคยทราบว่าสาเหตุของอาการผิดปกติเหล่านั้น มาจากต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติ...

ต่อมไทรอยด์เป็นเสมือนหน่วยสร้างความสมดุลให้กับร่างกายหลายระบบ หากต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติจะส่งผลให้ร่างกายหลายส่วนเกิดปัญหาตามมา ผู้ที่มีภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติอาจมีอาการแสดงได้หลายรูปแบบ เช่น เฉื่อยชา ง่วงเหงาหาวนอนบ่อย เหนื่อยง่าย ใจสั่น มือสั่น ขี้ร้อน สมาธิสั้น อยู่ไม่ค่อยสุข กระวนกระวาย หิวบ่อย น้ำหนักลดถึงแม้รับประทานมาก เป็นตะคริวง่าย ในผู้หญิงประจำเดือนอาจมาน้อยลง บางกรณีอาจมามากผิดปกติ หรืออาจขาดหายไป

ต่อมไทรอยด์เป็นต่อมที่ใหญ่ที่สุดในระบบต่อมไร้ท่อ ทำหน้าที่สร้าง “ฮอร์โมนไทรอยด์” และปล่อยเข้าสู่กระแสเลือด ซึ่งมีอยู่ 2 ชนิด คือ ฮอร์โมนไทร็อกซินหรือที่เรียกว่า ที4 (T4) และ ฮอร์โมนไตรไอโอโดไทโรนีนหรือที่เรียกว่า ที3 (T3) ซึ่งฮอร์โมนที่ถูกปล่อยออกไปจะออกฤทธิ์ต่อเซลล์หรืออวัยวะเป้าหมาย

หน้าที่ของฮอร์โมนไทรอยด์

ฮอร์โมนไทรอยด์ทำหน้าที่หลายอย่างในร่างกายและครอบคลุมเซลล์เป้าหมายที่หลากหลาย โดยไม่สามารถระบุอวัยวะใดอวัยวะหนึ่งโดยเฉพาะ รวมทั้งประสานการทำงานกับระบบน้ำย่อยและฮอร์โมนอื่นๆ อาจพอสรุปได้ว่าฮอร์โมนไทรอยด์เกี่ยวข้องกับระบบและหน้าที่ในร่างกายดังนี้ เกี่ยวข้องกับวิวัฒนาการ การเจริญเติบโตของร่างกายและอวัยวะต่างๆระบบการเผาผลาญอาหาร ทั้งคาร์โบไฮเดรต โปรตีนและ ไขมัน มีทั้งการสังเคราะห์และการสลาย เพื่อให้การดำเนินงานของอวัยวะต่างๆ เป็นไปตามปกติผลิตความร้อน รักษาอุณหภูมิในร่างกายกระตุ้นการทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือด ส่วนหนึ่งผ่านระบบประสาทอัตโนมัติสัมพันธ์กับการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น ระบบทางเดินอาหาร ระบบหัวใจ และหลอดเลือด ระบบประสาทสมอง เป็นต้นประสานการทำงานของระบบฮอร์โมนอื่นๆ อีกหลายชนิดในร่างกาย

ไอโอดีนกับต่อมไทรอยด์

ต่อมไทรอยด์นำไอโอดีนมาเป็นส่วนสำคัญในการสังเคราะห์ฮอร์โมน ความต้องการไอโอดีนต่อวันที่แนะนำคือ 150 ไมโครกรัมต่อวันในผู้ใหญ่ และ 200 ไมโครกรัมต่อวันในผู้หญิงที่ตั้งครรภ์และให้นมบุตร คอพอกจากการขาดไอโอดีนทำให้เกิดปัญหาต่อไปนี้ ฮอร์โมนกระตุ้นต่อมไทรอยด์หลั่งออกมามาก ต่อมไทรอยด์โตมากขึ้นตามระยะเวลาและความรุนแรงของการขาดอาจมีภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยเกินไป เด็กแรกคลอดมีโอกาสเป็นโรคเอ๋อ หรือขาดฮอร์โมนต่อมไทรอยด์แต่กำเนิดมากขึ้น

คอพอก หมายถึง ภาวะต่อมไทรอยด์โตกว่าปกติ ในความรู้สึกของชาวบ้านคอพอกอาจจะสื่อความหมายที่ค่อนข้างรุนแรง มองเห็นภาพคอที่โตยื่นออกมาเป็นก้อนตะปุ่มตะป่ำ และนึกถึงการขาดไอโอดีน หรือ อาหารทะเล ในทางการแพทย์ต่อมไทรอยด์ที่มีขนาดโตขึ้นเรียกรวมกันว่า Goiter (กอยเตอร์) ซึ่งอาจมีก้อนหลายลักษณะ เช่น โตทั้งต่อมมีผิวเรียบไม่ขรุขระ โตเป็นก้อนเดียวโดดๆ ข้างซ้ายหรือขวาข้างใดข้างหนึ่ง โตเป็นก้อนมากกว่า 1 ก้อนและมีหลายขนาด เป็นต้น

ความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ แบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม คือ

ต่อมไทรอยด์โตแต่ทำหน้าที่ปกติ ต่อมไทรอยด์เป็นพิษคือทำงานมากเกินไป ต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยเกินไป ต่อมไทรอยด์โต แต่สร้างฮอร์โมนตามปกติ หลายคนไม่ทราบว่าต่อมไทรอยด์ตัวเองโตจนกระทั่งมีคนทัก หมอตรวจพบ หรือคลำได้เอง นั่นแสดงว่าต่อมไทรอยด์ที่โตขึ้นไม่ทำให้เกิดอาการ ยกเว้นบางภาวะ เช่น ก้อนเกิดจากการอักเสบ หรือมีเลือดออกในต่อมไทรอยด์อย่างกะทันหัน ทำให้มีอาการเจ็บบริเวณที่เป็นก้อน ในบางกรณีต่อมไทรอยด์อาจโตมากและดันไปด้านหลัง กดต่อหลอดคอหรือหลอดอาหาร ทำให้มีอาการหายใจลำบากโดยเฉพาะเวลานอน หรือกลืนลำบาก

ต่อมไทรอยด์โตร่วมกับการสร้างฮอร์โมนผิดปกติ ไม่ว่าจะสร้างมากเกินไป หรือน้อยเกินไป ผู้ที่เป็นก็จะมีอาการแสดงของโรคไทรอยด์ได้ ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ เป็นภาวะที่ต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไป จนระดับฮอร์โมนในเลือดสูงกว่าปกติ

อาการที่พบได้- เหนื่อยง่าย ใจสั่น มือสั่น ขี้ร้อน เหงื่ออกมาก- หิวบ่อย น้ำหนักลดถึงแม้รับประทานมาก- สมาธิสั้น อยู่ไม่ค่อยสุข กระวนกระวาย- เครียด นอนไม่ค่อยหลับมีอาการทางด้านประสาทหรือด้านจิตใจได้ง่าย- บางรายถ่ายอุจจาระบ่อยขึ้นวันละ 2 – 3 ครั้ง ในผู้หญิง ประจำเดือนอาจมาน้อยลง ในผู้ชายอาจพบอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อขา และแขนส่วนต้น ในบางรายอาจพบตับโต และตัวเหลืองตาเหลือง ในรายที่ ต่อมไทรอยด์เป็นพิษรุนแรงอาจมาด้วยอาการของภาวะหัวใจล้มเหลวได้

การรักษาต่อมไทรอยด์เป็นพิษไม่ว่าจากสาเหตุใดก็ตามจะมี 3 วิธี คือ

1. การให้ยายับยั้งการสร้างฮอร์โมนต่อมไทรอยด์
2. การให้ไอโอดีนเคลือบสารกัมมันตภาพรังสี คือ Iodine 131
3. การผ่าตัด

ต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยกว่าปกติ

ต่อมไทรอยด์ ทำงานน้อย เป็นภาวะที่ตรงข้ามกับต่อมไทรอยด์ทำงานมาก กล่าวคือ ฮอร์โมไทรอยด์ในเลือดอยู่ในระดับน้อยเกินไป และทำให้เกิดอาการเนื่องจากมีฮอร์โมนไทรอยด์น้อย อาการที่พบได้เฉื่อยชา ขี้เกียจ ง่วงเหงาหาวนอนบ่อย น้ำหนักเพิ่มขึ้นบวมแบบกดไม่บุ๋ม ผิวหนังแห้ง หยาบ ผมหยาบหนา เปราะ ร่วงง่ายเหนื่อยง่าย รู้สึกหายใจไม่เต็มที่ ท้องผูกคิดช้า พูดช้า ซึมเศร้า ไม่มีสมาธิกล้ามเนื้ออ่อนแรง ไม่ค่อยมีแรง เป็นตะคริวง่ายในผู้หญิงประจำเดือนอาจมามากกว่าปกติ หรือประจำเดือนขาดหายไปในรายที่เป็นมากอาการรุนแรงอาจพบน้ำอยู่ช่องต่างๆ ของร่างกาย เช่น ช่องปอด ช่องหัวใจการรักษา

ต่อมไทรอยด์ทำงานน้อย คือการให้ฮอร์โมนไทรอยด์เพื่อชดเชยที่ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นมาได้ จึงต้องรักษาไปตลอดชีวิต เมื่อชดเชยฮอร์โมนได้เพียงพอ ร่างกายก็จะกลับสู่ภาวะปกติ สิ่งสำคัญคือต้องชดเชยให้ฮอร์โมน อยู่ในระดับปกติตลอดไป

ภาวะการทำงานของต่อมไทรอยด์ผิดปกติ จะส่งผลให้เกิดอาการต่างๆ หลากหลาย จนบางครั้งยากที่จะสังเกตได้ด้วยตัวเอง หากสงสัยหรือพบอาการผิดปกติใดๆ ควรเข้ารับการตรวจเพื่อหาสาเหตุให้แน่ชัด ก่อนโรคจะเป็นมากจนมีอาการรุนแรง



ที่มา ศูนย์เบาหวาน ไทรอยด์และต่อมไร้ท่อ โรงพยาบาลเวชธานี