1/05/2555
จัดการเสียงกัดฟันตอนนอน
1. สวมใส่ฟันยางระหว่างนอน ซึ่งสามารถซื้อได้ที่คลินิกทันตกรรม แม้ว่าฟันยางจะไม่ทำให้หยุดการกัดฟัน แต่ก็ช่วยลดแรงกัดที่จะมาทำร้ายฟัน และควรไปพบแพทย์เป็นประจำเพื่อตรวจว่ามีฟันผุ หรือการเคลื่อนที่ของฟัน อันเกิดจากการใส่ฟันยางหรือไม่
2. อาบน้ำอุ่นก่อนนอน เพราะอุณหภูมิอุ่นๆของน้ำช่วยให้กล้ามเนื้อขากรรไกรผ่อนคลาย
3. ออกกำลังกาย ไม่ใช่เฉพาะแค่กล้ามเนื้อขากรรไกร อาจจะเดิน หรือการออกกำลังเบาๆ เพราะจะช่วยลดความเครียด ซึ่งเป็นสาเหตุของการนอนกัดฟัน
4. พยายามเตือนตัวเองว่าอย่ากัดฟัน โดยอาจทำสัญลักษณ์ติดไว้ในที่ต่างๆ ที่สามารถเห็นได้อย่างชัดเจนและเห็นบ่อยๆ เช่น ติดสติ๊กเกอร์สีแดงไว้หน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือแปะแผ่นโพสต์อิทไว้บนโต๊ะทำงาน
5. พยายามไม่เครียด หรือหากมีอาการเครียดก็หาอะไรทำ เพื่อคลายเครียด เช่น ฟังเพลงหรือหากเครียดมากๆอาจไปพบจิตแพทย์เพื่อหาทางบำบัด
6. นำผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นมาวางที่กล้ามเนื้อขากรรไกร เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อขากรรไกรคลายตัว
7. การนวดก็ช่วยได้ โดยคลึงบริเวณขากรรไกรเบาๆ
8. ให้ขากรรไกรได้พัก ด้วยการไม่รับประทานอาหารที่ต้องเคี้ยวมากๆ เพราะหากขากรรไกรทำงานหนัก โอกาสที่จะเกิดการนอนกัดฟันก็จะตามมา
เนื่องจากสาเหตุการนอนกัดฟันส่วนใหญ่มักจะสัมพันธ์กับจิตใจ ดังนั้นหากจะให้อาการกัดฟันหายไป ก็ควรเริ่มจากการทำใจให้สบาย ลด ละ เลิกสิ่งที่ทำให้เครียดเป็นอย่างแรก
ขอบคุณข้อมูลจาก Health Today
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
6/09/2554
ลบรอยฟกช้ำด้วยสมุนไพรไทย
รู้จักสังเกตอาการฟกช้ำ
เมื่อคุณประสบอุบัติเหตุเล็กๆน้อยๆ เช่น หกล้ม ชนโต๊ะ หรือตกบันได้ หรือบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา เหล่านี้อาจทำให้เกิดอาการฟกช้ำ ซึ่งจะมีลักษณะดังนี้
• รอยฟกช้ำมีสีคล้ำดำและม่วง แล้วค่อยๆจางเป็นสีเหลือง รอยฟกช้ำถือเป็นการเปลี่ยนแปลงสีผิวของผิวหนัง เกิดจากการมีเลือดออกจากเส้นเลือดฝอยใต้ผิวหนังที่ได้รับบาดเจ็บ แล้วรวมตัวกันบริเวณใกล้ผิวหนังชั้นบนสุด ทำให้มองเห็นเป็นรอยสีคล้ำดำและม่วง โดยทั่วไปรอยฟกช้ำนี้จะจางหายไปเองประมาณสองสัปดาห์
• แผลฟกช้ำ ต่างจากแผลถลอกและแผลฉีกขาดตรงที่บริเวณผิวหนังของรอยฟกช้ำจำไม่มีรอยแยกเป็นแผลให้เห็น จึงทำให้ไม่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อ
• อาจมีอาการปวดบวมอักเสบร่วมด้วย หรืออาจมี อาการช้ำในได้ เนื่องจากได้รับการกระแทกอย่างแรงจนอวัยวะที่อยู่ภายในร่างกายบอบช้ำ
• เจ็บหรือไม่เจ็บก็ได้ แต่ถ้ามีอาการเจ็บมาก มักเกิดอาการฟกช้ำบริเวณเหนือกระดูก เพราะเป็นเนื้อเยื่อที่มีโอกาสเกิดเลือดคั่งมาก
ปฏิบัติการฉุกเฉินด้วยความเย็น-ร้อน
การใช้ความเย็น ความร้อน ถือเป็นวิธีการรักษาแผลฟกช้ำที่ดีที่สุด แต่ต้องทำทันทีที่เกิดอาการ ลองมาดูกันค่ะว่าทำอย่างไร
• ก่อนอื่นให้รีบประคบด้วยความเย็น โดยใช้ถุงประคบเย็นที่มีขายตามร้านขายยา หรืออาจทำถุงประคบเย็นไว้ใช้เอง โดยใช้ถั่วแระญี่ปุ่นแช่เย็นใส่ถุงพลาสติกแล้วห่อด้วยผ้าขนหนู นำมาวางประคบบนรอยช้ำนานประมาณ 10 นาที ไม่ควรทิ้งนอนเกินกว่านั้น รอเวลาอีก 20 นาที จึงประคบใหม่อีกครั้ง ทำเช่นนี้ต่อเนื่องกัน 2-3 ครั้ง
นอกจากใช้ถั่วแระญี่ปุ่นแล้ว ยังใช้ผ้าสำลีแช่น้ำเย็นบิดพอหมาดวางประคบแทนได้ การประคบด้วยความเย็นนี้ลดการไหลเวียนของเลือด จะช่วงให้รอยช้ำไม่เข้มมากนัก
• เมื่อทำให้รอยฟกช้ำเย็นตัวลงครบ 24 ชั่วโมงแล้ว ให้เริ่มประคบด้วยความร้อน โดยใช้ผ้าจุ่มน้ำอุ่นๆบิดหมาด หรือใช้ถุงประคบร้อนที่สามารถนำเข้าอุ่นในเตาไมโครเวฟให้ร้อน แล้วนำมาประคบรอยฟกช้ำครั้งละ 20 นาที วันละ 2-3 ครั้ง เพื่อช่วยกระตุ้นให้เกิดการไหลเวียนของเลือดและกำจัดเลือดที่คั่งอยู่ออกไป จะทำให้รอยฟกช้ำค่อยๆจางลง
นอกจากนี้ยังมีสูตรสมุนไพร ช่วยรักษาอาการฟกช้ำมาฝากกันด้วยค่ะ
สูตรลูกประคบลบรอยฟกช้ำ
ลูกประคบของไทยมีหลายสูตร ซึ่งมีสรรพคุณแตกต่างกันไป เช่น คลายเมื่อยเนื้อตัว รวมถึงแก้อาการฟกช้ำและปวดบวมได้ด้วย
• ใบรางจืด ใช้ใบรางจืดสด 1 กำมือ ล้างน้ำให้สะอาดแล้วตำให้ละเอียด ผสมการบูรประมาณ 1 หยิบมือ คลุกเคล้าให้ทั่วแล้วห่อด้วยผ้าขาวบางทำเป็นลูกประคบ ก่อนนำมาใช้ควรนึ่งให้อุ่น ใช้ประคบบริเวณที่ฟกช้ำนานประมาณ 10 นาที ทุกวัน เช้าและเย็นจนกว่าจะหาย ลูกประคบใบรางจืดมีสรรพคุณเป็นยาเย็น จึงใช้แก้อาการฟกช้ำที่มีอาการปวดบวมอักเสบหรือฟกช้ำภายในได้ดี
สมัยโบราณจะใช้ลูกประคบที่นึ่งแล้วจุ่มในเหล้าขาวก่อนนำมาประคบ เพราะเหล้าขาวเป็นตัวนำยา (หรือกษัยยา) ช่วยทำให้สมุนไพรซึมเข้าสู่ผิวหนังได้ดี และช่วยลบรอยฟกช้ำได้เร็วขึ้น
• ใบขิง ลูกประคบใบขิง วิธีการทำเหมือนใบรางจืด แต่แตกต่างกันที่การนำไปใช้ เพราะลูกประคบใบขิงจะมีสรรพคุณเป็นยาร้อน ช่วยกระจายเลือด ใช้แก้อาการฟกช้ำที่ไม่มีอาการปวดบวมอักเสบร่วมด้วย
• หัวไพล ใช้ไพลประมาณ 1 หัว ตำแล้วคั้นเอาเฉพาะน้ำทาถูบริเวณที่มีอาการ หรือนำมาทำเป็นลูกประคบด้วยวิธีเดียวกับใบรางจืด เพื่อช่วยบรรเทาปวดและลดรอยฟกช้ำได้เช่นกัน
สมุนไพรลดการอักเสบ
• ใบพลับพลึง ใช้ใบพลับพลึงลนไฟอ่อนๆจนใบนิ่ม แล้วนำมาพันบริเวณที่ฟกช้ำ ทำเช่นนี้ทุกวัน เช้าและเย็น จนกว่าจะหาย ช่วยลดอาการปวดบวมได้
• น้ำมะนาว ก็มีสรรพคุณลดการอักสบ ลดปวด และทำให้รอยช้ำจางเร็วขึ้น โดยใช้น้ำมะนาวคั้นสด 1 ลูก ผสมกับดินสอพอง 2-3 เม็ด นำมาพอกบริเวณที่ฟกช้ำ ทุกวัน เช้าและเย็น
เคล็ด (ไม่) ลับเร่งลดรอยช้ำ
ถึงแม้รอยช้ำนี้จะจางไปเองได้ก็จริง แต่เคล็ดลับเหล่านี้จะช่วยลดรอยฟกช้ำดำเขียวได้อย่างรวดเร็ว เพื่อไม่ให้สาวๆต้องกังวลกันอีกต่อไป
• ถ้าเกิดรอยช้ำบริเวณแขนหรือขา ให้รีบพันด้วยผ้ายืดพันแผล ผ้ายืดจะช่วยบีบเนื้อเยื่อไว้ จึงป้องกันไม่ให้เลือดไหลกระจายออกไปในเนื้อเยื่ออื่นๆ รอยฟกช้ำจึงไม่รุนแรงนัก
• นอกจากนี้ยังมีวิธีลดการไหลเวียนเลือดมายังรอยฟกช้ำ เพื่อไม่ให้รอยฟกช้ำเข้มมาก หลักการคือ พยายามยกอวัยวะนั้นให้สูง เช่น ถ้าฟกช้ำที่ขา ควรนั่งพักบนโซฟาหรือเก้าอี้นุ่น ถ้าอยู่ในห้องนอน อาจนอนพาดขาบนหมอน เพื่อยกขาให้สูงกว่าระดับหัวใจ และถ้าเป็นแขน เวลานั่งให้พยายามยกแขนสูงเหนือระดับหัวใจ
วิธีง่ายๆเพียงเท่านี้ ก็จะทำให้รอยฟกช้ำหายทันใจค่ะ
ข้อมูลจาก นิตยสารชีวจิต
4/27/2554
ตรวจมะเร็งเต้านมจาก “เส้นผม”
นักวิจัยได้ทดสอบเทคนิคดังกล่าวกับกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยมะเร็งเต้านมจำนวน 13 ราย เปรียบเทียบกับผู้หญิงสุขภาพแข็งแรง 20 ราย พบว่า เส้นผมของผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านมต่างจากผมของผู้หญิงที่ไม่เป็นโรค โดยเลือกตัดเอาเส้นผมชิดกับผิวหนังให้มากที่สุด ซึ่งเป็นบริเวณที่เส้มผมล่าสุดเพิ่งงอก จากนั้นนำไปฉายด้วยรงสีเอกซ์ จะเห็นการกระเจิงของคลื่นรังสีเอกซ์ในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป
งานวิจัยดังกล่าวได้ตีพิมพ์ใน วารสาร International Journal of Cancer รายงานว่า เส้นผมของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมมีวงแหวนความหนาแน่นต่ำปรากฏอยู่ และเป็นเครื่งหมายที่ฟ้องว่าเป็นมะเร็งเต้านมอย่างชัดเจน
นักวิจัยยังลองศึกษาเส้นผมอายุ 6 เดือนของผู้ป่วยมะเร็งเต้านม เป็นผมที่ร่วงหลังจากเข้ารับการรักษาด้วยเคมีบำบัด พวกเขาพบตำแหน่งการกระเจิงของแสงที่แตกต่างไปจากเส้นผมของคนสุขภาพปกติ 3 ตำแหน่ง ได้แก่ ตำแหน่งที่อยู่ไกลสุดจากปลายผม กลางผม และรากผม บริเวณดังกล่าวมีความหนาแน่นลดน้อยลงตามลำดับ
ส่วนสาเหตุที่เส้นผมของผู้ป่วยมะเร็งกับคนสุขภาพปกติแตกต่างกัน เป็นเพราะใยของเส้นผมผู้ป่วยมะเร็งมีสารไลปิดน้อยลง อันเป็นผลมาจากภาวะเนื้องอก ทั้งนี้ นักวิจัยยังต้องทดสอบเพิ่มเติมเพื่อตรวจดูความแม่นยำของระเบียบวิธีวิจัย ก่อนจะนำมาใช้เป็นเทคนิคตรวจหามะเร็งเต้านมต่อไป
แต่ไม่ว่าเราจะมีเทคโนโลยีที่ทั้งทันสมัยและแม่นยำเพียงใด หากเรารู้จักดูแลสุขภาพตัวเองกันก่อนที่จะเจ็บป่วยย่อมเป็นการดีกว่า จริงไหมคะ
ข้อมูลจาก นิตยสารชีวจิต
3/08/2554
สูตรสร้างสุข

12/28/2553
สารสกัดใบหม่อน ช่วยเพิ่มสมรรถภาพของร่างกาย
จากการศึกษาล่าสุด ของสถาบันวิจัยสมุนไพรร่วมกับคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น พบว่า สารสกัดจากใบหม่อนช่วยให้ร่างกายมีสมรรถภาพดีขึ้น ดังนี้- สมรรถภาพทางกายและจิตดีขึ้น
- มีการทรงตัวได้ดีขึ้น
- กล้ามเนื้อต้นขามีความแข็งแรงมากขึ้น จึงช่วยลดความเสี่ยงในการหกล้ม
- มีการเรียนรู้และความจำใช้งาน (working memory) เพิ่มขึ้น ทำให้มีความสนใจต่อสิ่งเร้าและนำข้อมูลมาประมวลผลในกระบวนการระยะต่างๆ ของความจำได้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น รวมถึงยังมีผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการบูรณาการข้อมูลในกระบวนการเรียนรู้และจดจำ (congnitive processing)
นอกจากนี้สารสกัดใบหม่อนยังมีฤทธิ์ลดอาการซึมเศร้า และกลุ่มอาการวิตกกังวล จึงมีศักยภาพในการนำไปประยุกต์ใช้ในรูปผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพผู้สูงอายุทั้งในภาวะปกติ และนำไปใช้เสริมการรักษา (adjuvant therapy) ได้ด้วย ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการแพทย์และสาธารณสุข รวมถึงเป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรมสมุนไพรไทยอีกด้วย
ข้อมูลจาก Health Today
12/22/2553
"อึ" ตัวบ่งชี้สุขภาพ
ตรวจดู "อึ" ของคุณเดี๋ยวนี้ จริงอยู่แม้จะไม่ใช่เรื่องพิสมัยที่ใครๆ อยากพูดถึง แต่รายละเอียดในอุจจาระคือตัวชี้วัดที่มีค่าต่อสุขภาพ ลองตรวจดูอุจจาระที่ติดอยู่บนกระดาษชำระ หรือในโถชักโครกอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง และต้องจำให้ได้ว่าคุณกินอะไรเมื่อ 2-3 วันก่อนหน้านี้อุจจาระที่ดีควรมีลักษณะนุ่ม สีน้ำตาลปานกลาง มีปริมาณมาก ถ่ายคล่อง แยกออกเป็นท่อนๆ เมื่อตกถึงน้ำ ลอยหรือจมช้า ชำระล้างได้ง่ายเมื่อกดชักโครก แต่หากอุจจาระผิดแปลกไปจากที่กล่าวมานี้ นั่นบ่งชี้ว่า
- อุจจาระสีดำหรือสีคล้ำ เกิดจากการมีเลือดไหลออกในกระเพาะ หรือ อาจเกิดจากการกินชะเอมเมื่อเร็วๆนี้ หรือกินอาหารเสริมจำพวกธาตุเหล็ก นอกจากนี้บีทรูทหรือบลูเบอร์รี่ก็ทำให้อุจจาระมีสีม่วงปน
- อุจจาระสีเหลืองหรือเขียว แสดงว่ามีความผิดปกติเกี่ยวกับตับหรือถุงน้ำดี ท้องเสีย หรือเกิดจากผลข้างเคียงของยาปฏิชีวนะ หรือกินแกงกะหรี่เมื่อวานนี้
- อุจจาระสีน้ำตาลไหม้ สีเทา หรือสีอ่อนๆ ชี้ว่าท่อน้ำดีอุดตัน การดูดซึมไขมันไม่ดีหรือมีปัญหาที่ตับอ่อน
- อุจจาระสีแดงเข้ม ชี้ว่ามีเลือดออกในลำไส้ใหญ่ หรือเป็นสัญญาณเตือนว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่
- อุจจาระเป็นมูกหรือเป็นหนอง บ่งชี้ว่าอาจเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคติ่งถุงเนื้ออักเสบในลำไส้ใหญ่ โรคลำไส้แปรปรวน หรือ กินอาหารจำพวกผลิตภัณฑ์นมมากเกินไป
- อุจจาระมีเลือดสดๆ แสดงว่าเป็นริดสีดวงทวาร หรือแผลปริที่ทวารหนัก
อุจจาระทุกชนิดมีกลิ่นเหม็น แต่ถ้าอุจจาระของคุณแข็งและใช้เวลาเบ่งนานเป็นประจำ นั่นแสดงว่ามีอาหารตกค้างอยู่ในส่วนปลายของระบบย่อยอาหารนานเกินไป หรือร่างกายของคุณขาดแบคทีเรียที่เป็นมิตร
ข้อมูลจาก Health plus
7/29/2553
เป็นโรคเหงือก เสี่ยงมะเร็ง
ปากและฟันก็เป็นอีกระบบหนึ่งที่สัมพันธ์กับระบบอื่นๆ จากการศึกษาของแพทย์หญิงมายน์ ทีซัล จากสถาบันมะเร็งรอสเวลส์ ปาร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า อาการเยื่อหุ้มฟันอักเสบเรื้อรังและโรคเหงือกและฟันสามารถนำไปสู่การเกิดมะเร็งได้เนื่องจากโรคเหงือกและฟันอาจมีความเชื่อมโยงกับการกลายของเนื้อเยื่อในช่องปาก ไปเป็นเนื้องอก และการเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วของเซลล์ระหว่างการอักเสบเรื้อรังส่งผลต่อลักษณะทางจุลกายวิภาคศาสตร์ของเนื้อเยื่อ
ทั้งนี้ การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าเมื่อเป็นโรคเหงือกและฟันจะส่งผลต่อการเกิดมะเร็งที่บริเวณลำคอและศีรษะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปากและลำคอ โดยพบว่าความเสี่ยงโรคมะเร็งดังกล่าวจะสูงขึ้นเมื่อเป็นโรคเหงือกอักเสบเรื้อรังมาก่อน ไม่ว่าผู้ป่วยจะมีประวัติสูบบุหรี่หรือไม่ก็ตาม
อย่างไรก็ตามแพทย์หญิงมายน์ ทีซับแนะนำว่า หากกำลังเป็นโรคเกี่ยวกับเหงือกและฟันควรดูแลสุขภาพอนามัยในช่องปากให้ดี จะสามารถช่วยลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็งบริเวณดังกล่าวได้
ข้อมูลจาก http://www.nlm.nih.gov/
7/28/2553
รู้ไม๊ว่า...การนอนหลับสำคัญแค่ไหน
ระหว่างที่เรานอนหลับนั้น จะเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายได้ขจัดของเสียออกจากเซลล์ มีการสร้างโปรตีนใหม่ๆ เพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ มีการหลั่งฮอร์โมนที่สำคัญต่อร่างกายคือโกรทฮอร์โมน ธัยรอยด์ฮอร์โมนและเมลาโทนินเราควรหลับอย่างมีคุณภาพให้ได้อย่างน้อย 7 ชั่วโมงต่อวัน
การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมได้เช่น ความก้าวร้าว ซึมเศร้า การนอนน้อยมีผลต่อความจำ
มีการวิจัยพบว่าการนอนน้อยอาจนำไปสู่โรคอ้วนได้ พบว่าในเด็กมัธยมที่นอนน้อยจะกินบ่อยและกินจุบกินจิบกว่าในเด็กที่ได้นอนเต็มอิ่ม เพราะการนอนน้อยทำให้ระดับฮอร์โมนที่ชื่อเลปตินลดลง ซึ่งเลปตินเป็นฮอร์โมนที่ควบคุมความอยากรับประทานอาหาร โดยเป็นตัวส่งสัญญาณไปยังสมองว่าอิ่มแล้ว
ผู้ที่นอนไม่หลับก็พยายามหลีกเลี่ยงการใช้ยานอนหลับเพราะทำให้สมองเสื่อมได้ ลองใช้วิธีต่างๆ เหล่านี้ดูนะคะ เช่น การออกไปรับแสงแดดยามเช้าสัก 30 นาทีทุกวัน การปรับแสงในห้องนอนให้มืดเพราะจะทำให้ฮอร์โมนที่ชื่อเมลาโทนินหลั่งออกมา ทำให้รู้สึกอยากนอน ปรับอุณหภูมิในห้องนอนให้เย็นหน่อย อย่าให้มีเสียงรบกวนในห้องนอน หลีกเลี่ยงเรื่องเครียดก่อนนอน งดเครื่องดื่มผสมคาเฟอีน ส่วนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และโทรศัพท์มือถือให้ปิดเสียหรืออย่าวางไว้ใกล้ตัว รวมทั้งอย่ารับประทานอาหารใกล้เวลานอนเพราะจะทำให้อาหารไม่ย่อยและทำให้ท้องอืด รบกวนการนอน
ข้อมูลจาก แพทย์หญิง ขวัญทิชา วงศ์วิชิตกุล
3/24/2553
Functional Drink ดื่มแล้วฉลาด ชะลอแก่ได้จริงหรือ?
สารอาหารทั้ง 5 นี้พบได้มากขึ้นในเครื่องดื่มที่มีขายตามท้องตลาด ซึ่งผู้ผลิตพากันแข่งขันเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคปัจจุบันที่เน้นกระแสรักสุขภาพ เครื่องดื่มทั่วไปที่คุ้นตาจึงพัฒนามาเป็น Functional drink หรือเครื่องดื่มทางเลือก และเพื่อให้เข้าใจว่าสารอาหารทั้ง 5 มีประโยชน์อย่างไร มารู้จักความหมาย หน้าที่ และกลไกการทำงาน รวมทั้งแหล่งอาหารตามธรรมชาติของสารอาหารเหล่านี้กันดีกว่า
แอลกลูตาไธโอน (L-glutathione) หรือกลูตาไธโอน
ช่วยขจัดสารพิษหรือขับของเสียโดยเฉพาะอย่างยิ่งในตับ และยังทำหน้าที่เปลี่ยนสารพิษกลุ่มที่ไม่ละลายน้ำ เช่น สารพิษในอาหารปิ้ง ย่าง รมควัน สารพิษจากเชื้อราต่างๆ หรือยาบางชนิดให้เป็นสารที่ละลายน้ำได้เพื่อให้ร่างกายกำจัดออกได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นผู้ช่วยของเอนไซม์ที่ทำลายอนุมูลอิสระ ซึ่งเสริมการทำงานของวิตามินซีและอี ช่วยป้องกันตับจากการถูกทำลายโดยแอลกอฮอล์และบุหรี่ จึงเป็นจุดเด่นที่ผู้ผลิตเครื่องดื่มบางชนิดนำมาใช้ชูโรง ซึ่งก็ได้ผลตอบรับอย่างดีจากคอแอลกอฮอล์ที่ยังห่วงใยสุขภาพ
กลูตาไธโอนพบได้ทั่วไปในเนื้อสัตว์ ผลไม้และผัก โดยเฉพาะหน่อไม้ฝรั่ง โดยปกติร่างกาย ผลิตสารนี้ได้เอง นอกจากคนที่เป็นโรคบางชนิด เช่น โรคตับ เบาหวาน ความดัน รวมถึงผู้สูบบุหรี่จัด อย่างไรก็ดีจากรายงานวิจัยของสถาบันวิจัยโภชนาการพบว่า กลูตาไธโอนที่อยู่ในอาหารเสริมหรือเครื่องดื่มนั้นจะถูกดูดซึมเข้าสู่ระบบทางเดินอาหารได้ไม่ดีนัก และไม่ควรรับประทานเกิน 250 มิลลิกรัมต่อวัน ฉะนั้นการโฆษณาว่าเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของกลูตาไธโอนแก้เมาค้างและบำรุงตับได้นั้น จึงเป็นการกล่าวอ้างที่ยังไม่ได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาหรือ อย.
แอลคาร์นิทีน (L-carnitine)
อีกหนึ่งสารที่ร่างกายสร้างได้เองภายในตับและไต ทำหน้าที่เปลี่ยนกรดไขมันให้เป็นพลังงาน เพื่อให้กล้ามเนื้อทั่วร่างกายนำไปใช้ ไม่ว่าจะเป็นแขน ขา กล้ามเนื้อหัวใจ สมอง และช่วยระบบเผาผลาญ ในเพศชาย แอลคาร์เนทีนยังมีส่วนเพิ่มการผลิตและควบคุมการเคลื่อนที่ของสเปิร์มด้วย ข้อดีของแอลคาร์เนทีนที่ถูกยกมาเป็นจุดขายของผลิตภัณฑ์ คือ ให้พลังงานมากขึ้นจึงเหมาะสำหรับผู้รักการออกกำลังกาย พร้อมทั้งช่วยเผาผลาญไขมัน
ประโยชน์อื่นๆ ของแอลคาร์เนทีน
แอลคาร์เนทีนทำให้เราแก่ช้าลง เพราะเมื่ออวัยวะต่างๆ ได้รับพลังงานเพียงพอ เซลล์ของอวัยวะนั้นๆ ก็จะมีอายุยืนยาวขึ้น ทำให้ค่าไตรกลีเซอไรด์อยู่ในระดับต่ำ พร้อมกันนั้นยังช่วยเพิ่มคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) ในเส้นเลือด และช่วยป้องกันโรคหัวใจ ช่วยให้น้ำหนักลดเมื่อเราลดการรับประทานแป้ง ลดความเสียหายของเซลล์ประสาทจากความเครียด ช่วยป้องกันอัลไซเมอร์ในคนอายุน้อย ช่วยในการทำงานของตับและภูมิคุ้มกันของร่างกาย
สารแอลคาร์เนทีน พบมากในเนื้อแดง นม ผลิตภัณฑ์จากนม ธัญพืช ผักใบเขียว อะโวคาโด ถั่วรับประทานทั้งฝัก อัลฟาฟ่า และผลิตภัณฑ์จากถั่วหมัก ภาวะขาดแอลคาร์เนทีนอาจเกิดได้กับผู้ที่รับประทานมังสวิรัติ รวมทั้งผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อยและดูดซึมอาหาร เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรได้รับแอลคาร์เนทีนในรูปของผลิตภัณฑ์หรือเครื่องดื่มที่เสริมสารอาหาร
โคเอนไซม์คิวเท็น (Co-enzyme Q10)
เป็นสารอาหารทำหน้าที่คล้ายวิตามินที่ร่างกายสามารถผลิตได้เอง ทำหน้าที่ดักจับอิเลคตรอนเพื่อส่งให้ไมโตคอนเดรียผลิตพลังงานแก่เซลล์ คิวเทนถูกพบมากในอวัยวะที่ต้องการพลังงานสูง เช่น หัวใจ ตับ กล้ามเนื้อ และสมอง เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งแหล่งพลังงานสำคัญของร่างกาย ที่ช่วยให้อวัยวะสำคัญต่างๆ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และด้วยคุณสมบัติในการดักจับอิเลคตรอนนี่เอง จึงเชื่อกันว่าคิวเทนเป็นสารแอนติออกซิแดนท์ จนถูกนำมาทำเสริมอาหารในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งเครื่องดื่ม
ในความเป็นจริง การทำงานของโคเอนไซม์คิวเทนไม่ได้เพียงแค่จับอิเลคตรอนไว้กับตัว แต่ยังส่งผ่านหน้าที่ไปยังส่วนอื่นเพื่อให้เกิดการทำงานครบกระบวน ดังนั้นในทางทฤษฎีแทนที่จะเป็นสารต้านอนุมูลอิสระเพียงอย่างเดียว โคเอนไซม์คิวเทนอาจกลายเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอนุมูลอิสระเสียเองได้ ดังนั้นการบริโภคเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคิวเทน จึงไม่ช่วยต้านอนุมูลอิสระแต่จะไปเพิ่มปริมาณโคเอนไซม์คิวเทน ให้ร่างกายนำไปใช้ได้เลยโดยไม่ต้องสร้างเอง
นอกจากร่างกายของเราจะสร้างคิวเทนได้เองแล้ว ในสัตว์และพืชบางชนิดยังเป็นแหล่งอุดมโคเอนไซม์คิวเทนเช่นกัน อาทิ ปลาซาร์ดีน แมคเคอเรล แซลมอน อาหารทะเลต่างๆ เครื่องในสัตว์โดยเฉพาะหัวใจ ตับ และไต เนื้อสัตว์ รำข้าว ผลิตภัณฑ์จากถั่ว น้ำมันถั่วเหลือง และบรอคโคลี่ ส่วนแหล่งอุดมสารต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติคือ ถั่วงอก โดยเฉพาะถั่วงอกหัวโตที่งอกจากเมล็ดถั่วเหลือง จะมีปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าถั่วชนิดอื่น และไม่ถูกทำลายเมื่อโดนความร้อน จึงรับประทานได้ทั้งแบบสดและสุก
คอลลาเจน (Callagen)
เป็นโปรตีนชนิดหนึ่ง (scleroprotien) ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของ เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน อยู่ในรูปของไฟเบอร์ที่ประกอบด้วยสายไขมัน (peptide chain) 3 สาย ทำให้ผิวหนังมีความชุ่มชื้น ยืดหยุ่น แต่เมื่อเวลาผ่านไปความยืดหยุ่นที่เคยมีก็เสื่อมลง คงไว้แต่ความเหนียวที่เพิ่มมากขึ้น แต่อุ้มน้ำได้น้อยลง ผิวจึงแห้งเหี่ยวยับย่น และด้วยคุณสมบัติเพิ่มความยืดหยุ่นแก่ผิวหนังนี่เอง เครื่องดื่มเสริมคอลลาเจนจึงถือกำเนิดขึ้นมา พร้อมคำบรรยายสรรพคุณที่ว่าช่วยให้ผิวพรรณสวยงาม เต่งตึง แลดูอ่อนกว่าวัย
แท้จริงแล้วคอลลาเจนในเครื่องดื่มนั้นไม่สามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้โดยตรง ต้องผ่านกระบวนการย่อยเป็นโปรตีนก่อนนำไปใช้ประโยชน์ ฉะนั้นสิ่งที่จะได้รับจากเครื่องดื่มผสมคอลลาเจนจึงเป็นโปรตีนไม่ใช่คอลลาเจนอย่างที่เข้าใจ
หากอยากเพิ่มคอลลาเจนแก่ผิวแนะนำให้กินอาหารจำพวกหนังสัตว์ เช่น ขาหมู หมูพะโล้ หมูหนาว อาหารเหล่านี้หากนำไปแช่แข็งให้แยกตัวจะเห็นส่วนที่เป็นหนัง ไขมัน และชั้นวุ้นใสๆ ชัดเจน และชั้นวุ้นใสนี่เองที่เรียกว่าคอลลาเจน นอกจากนี้ควรรับประทานผักผลไม้ที่อุดมด้วยวิตามินซีซึ่งเป็นสารตั้งต้นการสังเคราะห์คอลลาเจน เช่น ฝรั่ง ส้ม เบอร์รี่และผลไม้รสเปรี้ยวทั้งหลาย เพียงเท่านี้ผิวพรรณร่างกายก็ดูสดใสสมวัยแล้ว
ซอย เปปไทด์ (Soy Peptide)
คือ โมเลกุลขนาดเล็กที่สุดของโปรตีนจากถั่วเหลือง ที่พร้อมดูดซึมเพื่อให้ร่างกายนำไปใช้งานได้อย่างเต็มที่ มีผลการทดลองเรื่องซอย เปปไทด์กับการทำงานของสมองโดยทีมวิจัยมหาวิทยาลัยโทโฮคุ ฟุกุชิ เมืองเซนได ประเทศญี่ปุ่นพบว่า กลุ่มตัวอย่างที่ได้รับซอย เปปไทด์ 4,000 มิลลิกรัม จะมีปริมาณออกซิเจนในสมองส่วนหน้าเพิ่มขึ้นและฮีโมโกลบินในเลือดเข้มข้นขึ้นด้วย อาจส่งผลดีต่อสมองส่วนหน้าที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับความรู้หรือการจดจำ
ด้วยคุณสมบัตินี้ จึงเป็นที่มาของเครื่องดื่มสกัดจากถั่วเหลืองเข้มข้นเพื่อบำรุงสมองและเพิ่มความฉลาด หากดื่มเพื่อบำรุงสมองนั้นดูจะมีความเป็นไปได้ แต่ดื่มแล้วจะฉลาดจริงหรือไม่ ยังไม่มีคำยืนยันแน่นอน เพราะสมองมนุษย์จะพัฒนาได้ดีที่สุดขณะอยู่ในครรภ์มารดา และเสริมความฉลาดเพิ่มได้ในช่วงขวบปีแรกๆ ฉะนั้น การดื่มซอย เปปไทด์ จึงไม่น่าจะช่วยให้สมองฉลาดขึ้นได้
ข้อพึงระวังคือ เครื่องดื่มที่ผสมซอย เปปไทด์มีความเข้มข้น อาจทำให้ผู้สูงอายุท้องอืด ลองดื่มน้ำนมถั่วเหลืองแทน ได้ประโยชน์พอกัน แต่ความเข้มข้นน้อยกว่า ร่างกายจึงไม่ต้องใช้พลังงานในการย่อยและดูดซึมมาก ที่สำคัญน้ำนมถั่วเหลืองนอกจากหาซื้อง่าย ราคาไม่แพงแล้ว ยังจัดเป็นสุดยอดเครื่องดื่มธัญพืชปราบมะเร็ง เพราะถั่วเหลืองมีไฟโตเอสโตรเจน ที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการเกิดมะเร็ง ทั้งมะเร็งปากมดลูก และมะเร็งเต้านมในทั้งหญิงและชาย
ข้อมูลจาก นิตยสาร Health & Cuisine
2/21/2553
คุณรู้จักคอเลสเตอรอลดีแค่ไหน???
คนส่วนใหญ่อาจรู้จักคอเลสเตอรอลว่าเป็นตัวการที่ก่อให้เกิดโรคไขมันในเลือดสูงและโรคหัวใจ แต่รู้หรือไม่ว่าคอเลสเตอรอลสามารถสร้างคุณและโทษได้ในเวลาเดียวกัน… · คอเลสเตอรอล คือ สารไขมันคล้ายขี้ผึ้งที่อยู่ในหลอดเลือด และมีอยู่ในทุกเซลล์ของร่างกาย ทำหน้าที่เป็นส่วนประกอบของผนังเซลล์ในร่างกาย และเป็นส่วนประกอบสำคัญของฮอร์โมนบางชนิดที่จำเป็นต่อร่างกาย
· ตับสามารถผลิตคอเลสเตอรอลได้เองตามธรรมชาติ
· คอเลสเตอรอลมี 2 ชนิดที่สำคัญ คือ แอลดีแอล คอเลสเตอรอล (LDL cholesterol) เป็นไขมันตัวร้ายที่ทำให้หลอดเลือดตีบตัน มีผลทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง และเอชดีแอล คอเลสเตอรอล (HDL cholesterol) เป็นไขมันตัวดีที่จะนำไขมันชนิด LDL cholesterol ออกจากกระแสเลือดและนำกลับเข้าสู่ตับเพื่อกำจัดทิ้ง ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ
· คอเลสเตอรอลก็มีข้อดีเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็น ทำให้เยื่อหุ้นเซลล์ต่างๆไม่แห้ง ไม่ฉีกขาดง่ายและไม่ตาย ช่วยสังเคราะห์ฮอร์โมนจากต่อมไร้ท่อต่างๆ ควบคุมการทำงานของสมองและช่วยให้ร่างกายผลิตน้ำดีสำหรับการย่อย ทั้งยังช่วยดูดซึมวิตามินที่ไม่สามารละลายในน้ำ คือ วิตามิน A, D, E และK แต่ถ้าร่างกายมีคอเลสเตอรอลน้อยเกินไป ตับก็สร้างน้ำดีได้ไม่พอเพียงกับการนำไปใช้ย่อยและดูดซึมไขมัน มีผลต่อทุกๆระบบของร่างกาย ผนังเซลล์ของเราจะค่อยๆบางลงจนอ่อนแอ ไม่สามารต้านทานเชื้อโรคต่างๆได้
· คอเลสเตอรอลสูงเกิดจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมการบริโภคอาหาร ขาดการออกกำลังกาย ความเครียด กรรมพันธุ์ โรคที่เกี่ยวข้องกับการเผาผลาญพลังงาน เช่น โรคเบาหวาน โรคต่อมไทรอยด์ทำงานน้อย และการใช้ยาบางชนิดอย่างสเตียรอยด์
· การควบคุมคอเลสเตอรอลในเลือด สามารถทำได้หลายวิธี เช่น การควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย การลดความเครียด การใช้ยาลดคอเลสเตอรอล และการทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
2/17/2553
สูดควันบุหรี่ แค่ 30 นาที ระวังเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ
ทีมนักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยแห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ศึกษาวิจัยกลุ่มตัวอย่างผู้ไม่สูบบุหรี่แต่ได้รับควันบุหรี่เข้าไป พบว่าเพียงแค่ 30 นาที ควันมรณะจากบุหรี่ที่ผู้อื่นสูบก็สามารถสร้างความเสียหายใหญ่หลวงให้กับเซลล์และหลอดเลือดหัวใจได้จากการทดลองในอาสาสมัครจำนวน 10 คน ที่ไม่สูบบุหรี่และมีอายุตั้งแต่ 29-31 ปี โดยได้ทดลองปล่อยควันบุหรี่เข้าไปให้ห้องทดลองที่มีอาสาสมัครอยู่ในนั้นเป็นเวลา 30 นาที ในอัตราที่ควบคุมไว้ให้มีปริมาณควันบุหรี่อบอวลอยู่ในห้องดังกล่าวเทียบเท่ากับปริมาณควันบุหรี่ที่พบได้ทั่วไปตามผับหรือบาร์ ผลการทดลองพบว่าควันบุหรี่ไปรบกวนการทำงานของสารเคมีในร่างกายที่ทำหน้าที่ส่งสัญญาณให้เอนโดธีเลียล โปรเจนิเตอร์เซลล์ ซึ่งเซลล์ต้นกำเนิดเอนโดธีเลียลเซลล์ที่สร้างจากไขกระดูก ให้ไปซ่อมแซมเส้นเลือดตรงบริเวณที่ได้รับความเสียหายและแม้จะได้รับควันบุหรี่เพียง 30 นาที แต่ 24 ชั่วโมงผ่านไปแล้วก็ยังมีผลอยู่ ที่สำคัญเมื่อเซลล์หลอดเลือดถูกทำลายและไม่สามารถซ่อมแซมตัวเองได้ ก็จะนำไปสู่โรคหลอดเลือดหัวใจได้
ข้อมูลจาก นิตยสารสุขภาพดี


