แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Child Health แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Child Health แสดงบทความทั้งหมด

8/28/2555

เมื่อลูกเริ่มแปรงฟันด้วยตัวเอง

เด็กอายุ 6-7 ปี สามารถแปรงฟันด้วยตัวเองได้แล้ว พ่อแม่ควรปล่อยให้เด็กแปรงฟันเอง แต่ต้องอย่าลืมดูความสะอาดหลังการแปรงฟันด้วย เพราะเด็กอาจแปรงไม่ทั่วถึง  สำหรับแปรงสีฟันในเด็กเล็ก พ่อแม่ควรเลือกแปรงที่มีหัวตรง ขนาดเหมาะสมกับช่องปากของเด็ก ขนแปรงนุ่มและหน้าตัดเรียบ และมีด้ามจับขนาดพอเหมาะเพื่อให้เด็กจับได้ถนัดมือ

การเลือกยาสีฟันที่เหมาะสมเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ทันตแพทย์มักแนะนำให้เลือกใช้ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ เนื่องจากมีประสิทธิภาพในการป้องกันฟันผุได้ดี สำหรับเด็กที่อายุน้อยกว่า 6 ปี ซึ่งมีโอกาสที่เด็กจะกลืนยาสีฟันได้สูง ควรเลือกซื้อยาสีฟันที่มีปริมาณของฟลูออไรด์ประมาณ 500ppm.

ปัจจุบันยาสีฟันสำหรับเด็กที่มีจำหน่ายในท้องตลาดมักจะมีสี กลิ่นและรสหอมหวาน เพื่่อดึงดูดให้เด็กๆ ชอบ แต่หากเด็กชอบกลืนยาสีฟันจะส่งผลให้ฟันแท้ที่ขึ้นภายหลังมีรอยขุ่นขาวไม่สวยงาม เป็นรอยด่างที่เรียกว่าฟันตกกระได้ ดังนั้นในเด็กที่ยังเล็กพ่อแม่ควรบีบยาสีฟันให้เพียงเล็กน้อย ขนาดเท่าเม็ดถั่วเขียวหรือน้อยกว่า แต่ถ้าเด็กยังควบคุมการกลืนยาสีฟันไม่ได้ ก็ยังไม่ควรให้ใช้ยาสีฟัน

ขอบคุณข้อมูลจาก Health plus@city
ภาพประกอบ จากอินเทอร์เน็ต

8/21/2554

ทารกคลอดก่อนกำหนด เสี่ยงสมาธิสั้น

วารสารทางกุมารเวชศาสต์ (Pediatrics) เผยว่า ทารกที่คลอดก่อนกำหนดตั้งแต่ 3 สัปดาห์ขึ้นไปเสี่ยงต่อการเป็นโรคสมาธิสั้น (ADHD) โดยยิ่งทารกคลอดก่อนกำหนดเป็นเวลามากขึ้นเท่าไร ก็เสี่ยงต่อโรคสมาธิสั้นมากขึ้นเท่านั้น

ปัจจุบันมีเด็กและผู้ใหญ่ในอเมริกาประมาณ 3-5% ที่เป็นโรคสมาธิสั้น ซึ่งมีอาการไม่มีสมาธิจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นาน อยู่ไม่สุก หุนหันพลันแล่น

นักวิจัยชาวสวีเดนได้ศึกษาเด็กๆ กว่าหนึ่งล้านคนที่เกิดระหว่างปี 1987 และปี 2000 โดยพบว่าเด็กจำนวน 7,506 คน อายุระหว่าง 6 ถึง 19 ปี ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคสมาธิสั้น และผลวิจัยชี้ว่าเด็กที่คลอดก่อนกำหนดเสี่ยงต่อการเป็นโรคสมาธิสั้น โดยเด็กที่อยู่ในครรภ์ 37-38 สัปดาห์ จะเสี่ยงเป็นโรคสมาธิสั้นมากกว่าเด็กปกติ 10-20% และความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถึง 60% ในเด็กที่อยู่ในครรภ์ 23-28 สัปดาห์

ดังนั้นเพื่อลดความเสี่ยงโรคสมาธิสั้น นักวิจัยแนะว่า ถ้าเป็นไปได้ควรวางแผนคลอดทารกในอายุครรภ์ 40 สัปดาห์จะดีที่สุดค่ะ

ข้อมูลจาก Mother&Care

เคล็ดลับ เลือกแว่นกันแดดเด็ก

ในเด็กเล็กอาจมีโอกาสเล่นซุกซนจนทำให้แว่นตาเสียหายได้ จึงควรเลือกแว่นตาที่ใช้เลนส์พลาสติก ส่วนกรอบควรเลือกที่คุณภาพ ราคาเหมาะสม ขนาดเท่ากับตาลูก หรือถ้าอยากให้ลูกใส่แว่นที่ดูมีสีสันควรเลือกโทนสีเทา น้ำตาลหรือเขียว เพื่อให้มองเห็นสีได้เป็นธรรมชาติ ไม่ผิดเพี้ยน อย่าเลือกสีแดง น้ำเงิน เพราะอาจทำให้แสงความยาวคลื่นที่อันตรายผ่านเข้าดวงตาได้ ส่วนรูปทรงของแว่นควรเลือกให้เข้ากับใบหน้าลูก เช่น ถ้าใบหน้ารูปสามเหลี่ยมควรใช้กรอบแว่นทรงกลมหรือทรงรี ใบหน้ากลมควรใช้แว่นทรงรีหรือทรงสี่เหลี่ยน หรืออื่นๆเป็นต้น

ข้อมูลจาก Mother&Care

8/03/2554

เพิ่มสารอาหาร 13 ชนิด เพื่อลูกวัยเตาะแตะ


ลูกวัย 1-3 ปีมีความต้องการสารอาหารเพื่อการเจริญเติบโตของร่างกายและสมองหลายชนิด สารอาหารที่สำคัญมีดังนี้ค่ะ

• วิตามินเอ ช่วยบำรุงสายตา รักษาสุขภาพผิว ช่วยให้เส้นผม เหงือกแข็งแรง ส่งเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน พบในผักผลไม้สีเหลือง ส้ม แดง เขียว เช่น ฟังทอง มะละกอ มะเขือเทศ แครอท ตำลึง ผักโขม

• วิตามินดี ช่วยดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัส ช่วยสร้างกระดูกและฟัน ช่วยให้เติบโตได้ดี ร่างกายสร้างวิตามินดีได้เมื่อผิวได้รับแสงแดดอ่อนๆ ถ้าไม่ถูกแสงแดดควรได้รับจากสารอาหาร เช่น น้ำมันตับปลา นม เนย ตับ ปลา ไข่แดง

• วิตามินซี ช่วยดูดซึมธาตุเหล็ก สร้างคอลลาเจนช่วยเชื่อมเนื้อเยื่อต่างๆ ทำให้เหงือก ฟัน กระดูก ผิวแข็งแรง ป้องกันเลือดออกตามไรฟัน พบมากในหน่อไม้ฝรั่ง พริกหวาน บร๊อกโคลี กะหล่ำปลี แคนตาลูป ผลไม้รสเปรี้ยว

• วิตามินบี 1 จำเป็นต่อการทำงานของระบบประสาท ระบบหายใจ หัวใจ กล้ามเนื้อ ช่วยให้เจริญอาหาร ช่วยในการเติบโต ร่างกายไม่อาจสังเคราะห์ได้ต้องกินจากอาหาร เช่น เนื้อหมู ข้าวกล้อง ถั่ว งา ธัญพืช ไข่ นม ตับ

• วิตามินบี 2 ช่วยในการเจริญเติบโต เมื่อขาดร่างกายจะแคระแกร็น ช่วยในการเผาผลาญอาหารอย่างแป้งและไขมัน ช่วยบำรุงประสาทและสายตา ทำให้ลูกเติบโตดี พบมากในนม เนย ไข่ ยีสต์ เนื้อสัตว์ ตับ ผักใบเขียว

• วิตามินบี 12 ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง ช่วยในการเติบโตและเจริญอาหาร ช่วยให้ระบบประสาททำงานได้ดี ช่วยให้สมองมีความจำดี มีสมาธิดี พบมากในตับ เนื้อสัตว์ ไข่แดง นม เนย กะปิ น้ำปลา เต้าเจี้ยว

• แคลเซียม จำเป็นต่อการสร้างและรักษากระดูกและฟันให้แข็งแรง ช่วยให้ระบบประสาทและกล้ามเนื้อทำงานได้ดี ช่วยให้เลือดแข็งตัวดี พบในนม ปลาตัวเล็กตัวน้อยที่กินได้ทั้งก้าง ถั่ว กุ้งแห้ง คะน้า เต้าหู้

• ฟอสฟอรัส ช่วยในกระบวนการเผาผลาญอาหารให้ร่างกายนำแคลเซียมไปเพิ่มความแข็งแรงของกระดูกและฟัน พบในเนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ ปลาทูสด ปู นมไข่แดง ผักและผลไม้ เช่น เมล็ดทานตะวัน งา

• เหล็ก เป็นส่วนประกอบของฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง ซึ่งทำหน้าที่นำออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ มีความสำคัญต่อการพัฒนาสมอง ทำให้สมองจดจำดี พบมากในเนื้อแดง เครื่องในสัตว์ ตับ เลือดหมู ถั่ว ผักใบเขียว

• สังกะสี กระบวนการทำงานเกือบทุกระบบในร่างกายล้วนต้องการสังกะสีเป็นส่วนประกอบ สังกะสีจึงเป็นแร่ธาตุที่ร่างการต้องการ ซึ่งต้องได้รับจากอาหารที่มีสังกะสี เช่น เนื้อสัตว์ ไข่แดง นม ธัญพืช ถั่ว

• ไอโอดีน จำเป็นต่อการสร้างฮอร์โมนของต่อมไทรอยด์ที่เข้าสู่กระแสเลือด ทำหน้าที่ควบคุมอวัยวะต่างๆ ของร่างกายให้ทำงาน พัฒนาระบบสมองและประสาท พบในเกลือหรือผลิตภัณฑ์ที่เสริมไอโอดีน อาหารทะเล

• กรดไขมัน เนื้อสมองประมาณ 60% ประกอบด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัวหรือดีเอชเอ ซึ่งมีความสำคัญต่อ การพัฒนาสมองและสายตา ซึ่งร่างกายควรได้รับจากอาหาร เช่น ปลาทูน่า ปลาแซลมอน สาหร่ายทะเล และนม



ข้อมูลจาก Mother&Care

5/23/2554

การฝึกแรงต้านทานในเด็ก

ถึงแม้ว่าการฝึกแรงต้านทานจะได้รับการยอมรับว่าเป็นรูปแบบการออกกำลังกายที่มีประโยชน์สำหรับเด็กๆ แต่เนื่องจากร่างกายของเด็กยังมีข้อจำกัดหลายอย่าง การกำหนดรูปแบบหรือโปรแกรมการออกกำลังกายให้เหมาะสมจึงเป็นเรื่องสำคัญ


การฝึกแรงต้านทาน คือ การอาศัยแรงจากภายนอกมาต้านทานเคลื่อนไหวหรือการทำงานของกล้ามเนื้อ โดยอาจจะใช้อุปกรณ์ที่หาได้ง่าย เช่น ดัมเบลล์ ยางยืดสำหรับออกกำลังกาย ลูกเมดิซีนบอล หรือแม้แต่การใช้น้ำหนักตัวของเด็กเองเป็นแรงต้านทานในการออกกำลังกาย หรือการทำกิจกรรมต่างๆ เป็นต้น

แต่เนื่องจากเด็กแต่ละวัยหรือเด็กแต่ละคนจะมีความสามารถ รวมถึงยังมีความก้าวหน้าและพัฒนาการในระดับที่แตกต่างกัน จึงไม่สามารถออกกำลังกายด้วยรูปแบบที่เหมือนกันได้ทั้งหมด นอกจากนี้ร่างกายของเด็กยังมีความสามารถไม่เท่าผู้ใหญ่ รวมถึงร่างกายยังไม่แข็งแกร่ง เพราะกล้ามเนื้อยังไม่แข็งแรง และกระดูกยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ ฉะนั้นจึงควรให้ผู้เชี่ยวชาญ เช่น แพทย์หรือครูฝึกวัดระดับความแข็งแรงและความสามารถทางร่างกาย เพื่อกำหนดเป้าหมายและดโปรแกรมการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับเด็กในแต่ละช่วงอายุ ทั้งนี้เพื่อป้องกันการบาดเจ็บ

โดยหากมีการฝึกตามโปรแกรมที่ออกแบบไว้อย่างเหมาะสมจะสามารถเห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่น เห็นพัฒนาการของกระดูกที่เหมาะสมหลังจากผ่านการฝึกไปเพียง 2-3 ครั้ง อย่างไรก็ดี กระบวนการเปลี่ยนแปลงนี้ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในระยะยาวหลังจากมีการฝึกอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาประมาณ 6 เดือน หรืออาจจะนานกว่านั้นขึ้นอยู่กับลักษณะของโปรแกรมในการฝึก




รูปแบบการออกกำลังกายที่เหมาะสม

• เลือกรูปแบบการออกกำลังกายให้เหมาะสมกับส่วนของร่างกายที่ต้องการฝึก เช่น การวิ่งจะช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกระดูกต้นขา แต่ไม่ได้เพิ่มความแข็งแรงให้กับกระดูกแขนหรือข้อมือ ฉะนั้นถ้าต้องการเพิ่มความแข็งแรงความทนทานของกล้ามเนื้อและกระดูกช่วงแขน ควรให้เด็กฝึกยกน้ำหนัก โดยใช้น้ำหนักที่ไม่มากจนเกินไป คือ สามารถยกได้เชตละประมาณ 12-15 ครั้ง และยกประมาณ 1-3 เซ็ต หรือ อาจจะใช้น้ำหนักตัวเป็นแรงต้านทานก็ได้ เช่น การวิดพื้น หรือดึงข้อ เป็นต้น

• การฝึกในลักษณะใช้แรงกระแทกสูงสำหรับส่วนล่างของร่างกาย อย่างเช่น ยิมนาสติก วอลเล่ย์บอล และบาสเกตบอล จะช่วยเพิ่มความแข็งแรง ความทนทานของกล้ามเนื้อ รวมถึงเสริมสร้างการเจริญเติบโต (ช่วยพัฒนาความสูง) และความหนาแน่นของกระดูกที่ขา ข้อสะโพก และหลังได้มากกว่าการฝึกในลักษณะที่ใช้แรงกระแทกต่ำอย่างการเดิน

• การนั่งปั่นจักรยาน การว่ายน้ำ หรือเครื่องกรรเชียงบก แม้จะถือว่าเป็นการออกกำลังกายแบบไม่มีแรงกระแทก จึงอาจจะไม่ได้ช่วยให้กระดูกแข็งแรงหรือเจริญเติบโต แต่ละช่วยในการสร้างความทนทานให้กับกล้ามเนื้อ ทำให้ระบบต่างๆ ในร่างกายแข็งแรงโดยเฉพาะระบบการทำงานของหัวใจและปอด รวมถึงช่วยพัฒนาให้ส่วนต่างๆของร่างกายทำงานสัมพันธ์กันมากขึ้น

• ควรฝึกที่จะใช้ข้อต่อหลายข้อและกล้ามเนื้อหลายมัด มากกว่าการฝึกที่ใช้เพียงข้อต่อหรือกล้ามเนื้อมัดเดียว เช่น การฝึกในท่ากระโดดต่างๆ การฝึกท่าลุกนั่ง ซึ่งเหมาะสำหรับกระดูกสันหลัง กระดูกขา กระดูกสะโพกและการฝึกแบบวิดพื้น ดึงข้อ หรือแม้แต่การใช้ดัมเบลล์ที่ไม่หนักจนเกินไป โดยฝึกในท่าที่ดันขึ้น หรือดึง/ผลัก เพื่อช่วยกระตุ้นสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและกระดูกส่วนบนของร่างกาย

• แนวหรือทิศทางของแรงกระแทกต้องผ่านลงกระดูกสันหลังและกระดูกสะโพก เช่น การกระโดดต่างๆ ทั้งการกระโดดที่เป็นการเล่น เช่น กระโดดตบ กระโดดฮ็อบ กระโดดกระต่างขาเดียว หรือการกระโดดที่ใช้ในการฝึกเพิ่มประสิทธิภาพการเล่นกีฬา เช่น การกระโดดสูงหรือกระโดดไกล เป็นต้น

• ควรมีการฝึกที่หลากหลาย ทั้งนี้เพื่อเปลี่ยนการกระจายของแรงกระแทกและกระตุ้นให้มีการสร้างกระดูกขึ้นมาใหม่ รวมถึงเป็นการลดความน่าเบื่อ และสร้างความสนุกในการฝึกให้กับเด็กๆ เช่น วันจันทร์ พุธ ศุกร์ อาจจะมีการฝึกที่เน้นการใช้ส่วนล่างของร่างกายเป็นหลัก เช่น วิ่ง กระโดด รวมถึงการเล่นเกมส์ต่างๆ อย่างวิ่งไล่จับ กระโดดกระต่ายขาเดียว เป็นต้น หรือมีการฝึกโดยใช้น้ำหนักตัวในการทำให้เกิดแรงต้าน เช่น ท่าลุกนั่ง(squat) ท่าก้าวย่าง (lunges) เป็นต้น ส่วนวันอังคาร และพฤหัส ให้เน้นการออกกำลังกายที่ใช้ส่วนบนของร่างกายเป็นหลัก เช่น การวิดพื้น การดึงข้อ หรือแม้แต่ใช้การเล่นเป็นวิธีการฝึก เช่น การปีนป่ายต้นไม้ หรือเครื่องเล่นเด็กในสนาม การออกแรงผลักกัน หรือแข่งชักคะเย่อ เป็นต้น โดยเด็กๆ สามารถฝึกการทำกิจกรรมต่างๆ เหล่านี้ได้นานถึง 60 นาทีหรือมากกว่านั้นในแต่ละวันและฝึกหรือเล่นได้ทุกวัน


สาเหตุการบาดเจ็บ

ดังที่กล่าวมาแล้วว่าร่างกายของเด็กหรือผู้ที่อยู่ในช่วงวัยรุ่นยังเติบโตไม่เต็มที่ จึงอาจจะได้รับบาดเจ็บจากการฝึกแรงต้านทานได้ หากรูปแบบของการออกกำลังกายที่ทำไม่มีความเหมาะสม เช่น

• การยกน้ำหนักที่มากจนเกินไป อาจทำให้กระดูกเกิดการบาดเจ็บ หรือเกิดการแตกหักที่บริเวณปลายกระดูกของแขน-ขา ซึ่งจะส่งผลต่อการเจริญเติบโต คือ อาจทำให้เด็กเติบโตได้ไม่เต็มที่ หรือทำให้รูปร่างไม่สูงอย่างที่ควรจะเป็น รวมถึงอาจจะหยุดการเจริญเติบโตไว้ก่อนวัยอันควร

• ท่าทางหรือรูปแบบการเคลื่อนไหวที่ไม่ถูกต้อง ก็อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บได้

• ฝึกหนักจนเกินไป โดยเฉพาะสำหรับเด็กช่วงอายุ 12-14 ปี ซึ่งกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นต่างๆ ยังมีการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องและยังแข็งแรงไม่เพียงพอ จึงควรเริ่มฝึกแบบเบาๆ จนกระทั้งกล้ามเนื้อมีความแข็งแรงมากขึ้นค่อยปรับเปลี่ยนน้ำหนักให้มากขึ้น

• การพักฟื้นไม่เพียงพอ ก็อาจส่งผลให้เกิดการหักหรือแตกร้าวของกระดูก รวมถึงการเจ็บกล้ามเนื้อที่มีการใช้งานมากๆได้ ดังนั้นจึงควรมีการสลับส่วนของร่างกายที่ใช้ในการฝึกดังที่ยกตัวอย่างมาข้างต้น

• การใช้อุปกรณ์มีข้อผิดพลาด เช่น ใช้อุปกรณ์ที่ไม่เหมาะสมกับขนาดและความสามารถของร่างกาย โดยเด็กไม่ควรใช้อุปกรณ์ที่มีขนาดใหญ่เกินกว่าร่างกาย หรือมีน้ำหนักมากเกินไปจนไม่สามารถควบคุมจังหวะการเคลื่อนไหวที่เหมาะสมได้

• ได้รับโภชนาการที่ไม่ดีพอ เพราะถ้ามีการออกกำลังกาย ร่างกายจะต้องการสารอาหารสำหรับนำไปซ่อมแซมส่วนที่สึกเหรอ รวมถึงเสริมสร้างการเจริญเติบโตมากขึ้น ดังนั้นถ้าร่างกายได้รับสารอาหารที่ไม่เพียงพอจะทำให้เกิดการบาดเจ็บที่เรื้อรังและทำให้ร่างกายมีการเจริญเติบโตอย่างไม่เหมาะสม แม้จะออกกำลังกายเป็นประจำก็ตาม

ประโยชน์ที่จะได้รับ

สำหรับประโยชน์ที่เด็กๆ จะได้รับจากการฝึกแรงต้านทานที่เหมาะสมจะประกอบไปด้วย

• เพิ่มความเข็งแรงของกล้ามเนื้อ

• เพิ่มความทนทานให้กับกล้ามเนื้อ

• เพิ่มความหนาแน่นของมวลกระดูก

• เสริมสร้างพัฒนาการต่างๆ ทั้งด้านร่างกายและสติปัญญาให้ดีขึ้น

• เสริมสร้างทักษะและการเรียนรู้ที่ดี

• เพิ่มความสามารถทางด้านการกีฬา

• ช่วยปรับปรุงในเรื่องของอารมณ์และจิตใจ

• เพิ่มความทนทานต่อการบาดเจ็บ



ข้อมูลจาก HealthToday

คุณสมพัฒน์ จำรัสโรมรัน ที่ปรึกษาด้านการออกกำลังกาย

4/27/2554

การฝึกแรงต้านทานในเด็ก

ถึงแม้ว่าการฝึกแรงต้านทานจะได้รับการยอมรับว่าเป็นรูปแบบการออกกำลังกายที่มีประโยชน์สำหรับเด็กๆ แต่เนื่องจากร่างกายของเด็กยังมีข้อจำกัดหลายอย่าง การกำหนดรูปแบบหรือโปรแกรมการออกกำลังกายให้เหมาะสมจึงเป็นเรื่องสำคัญ


การฝึกแรงต้านทาน คือ การอาศัยแรงจากภายนอกมาต้านทานเคลื่อนไหวหรือการทำงานของกล้ามเนื้อ โดยอาจจะใช้อุปกรณ์ที่หาได้ง่าย เช่น ดัมเบลล์ ยางยืดสำหรับออกกำลังกาย ลูกเมดิซีนบอล หรือแม้แต่การใช้น้ำหนักตัวของเด็กเองเป็นแรงต้านทานในการออกกำลังกาย หรือการทำกิจกรรมต่างๆ เป็นต้น

แต่เนื่องจากเด็กแต่ละวัยหรือเด็กแต่ละคนจะมีความสามารถ รวมถึงยังมีความก้าวหน้าและพัฒนาการในระดับที่แตกต่างกัน จึงไม่สามารถออกกำลังกายด้วยรูปแบบที่เหมือนกันได้ทั้งหมด นอกจากนี้ร่างกายของเด็กยังมีความสามารถไม่เท่าผู้ใหญ่ รวมถึงร่างกายยังไม่แข็งแกร่ง เพราะกล้ามเนื้อยังไม่แข็งแรง และกระดูกยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ ฉะนั้นจึงควรให้ผู้เชี่ยวชาญ เช่น แพทย์หรือครูฝึกวัดระดับความแข็งแรงและความสามารถทางร่างกาย เพื่อกำหนดเป้าหมายและดโปรแกรมการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับเด็กในแต่ละช่วงอายุ ทั้งนี้เพื่อป้องกันการบาดเจ็บ

โดยหากมีการฝึกตามโปรแกรมที่ออกแบบไว้อย่างเหมาะสมจะสามารถเห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่น เห็นพัฒนาการของกระดูกที่เหมาะสมหลังจากผ่านการฝึกไปเพียง 2-3 ครั้ง อย่างไรก็ดี กระบวนการเปลี่ยนแปลงนี้ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในระยะยาวหลังจากมีการฝึกอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาประมาณ 6 เดือน หรืออาจจะนานกว่านั้นขึ้นอยู่กับลักษณะของโปรแกรมในการฝึก



รูปแบบการออกกำลังกายที่เหมาะสม

• เลือกรูปแบบการออกกำลังกายให้เหมาะสมกับส่วนของร่างกายที่ต้องการฝึก เช่น การวิ่งจะช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกระดูกต้นขา แต่ไม่ได้เพิ่มความแข็งแรงให้กับกระดูกแขนหรือข้อมือ ฉะนั้นถ้าต้องการเพิ่มความแข็งแรงความทนทานของกล้ามเนื้อและกระดูกช่วงแขน ควรให้เด็กฝึกยกน้ำหนัก โดยใช้น้ำหนักที่ไม่มากจนเกินไป คือ สามารถยกได้เชตละประมาณ 12-15 ครั้ง และยกประมาณ 1-3 เซ็ต หรือ อาจจะใช้น้ำหนักตัวเป็นแรงต้านทานก็ได้ เช่น การวิดพื้น หรือดึงข้อ เป็นต้น

• การฝึกในลักษณะใช้แรงกระแทกสูงสำหรับส่วนล่างของร่างกาย อย่างเช่น ยิมนาสติก วอลเล่ย์บอล และบาสเกตบอล จะช่วยเพิ่มความแข็งแรง ความทนทานของกล้ามเนื้อ รวมถึงเสริมสร้างการเจริญเติบโต (ช่วยพัฒนาความสูง) และความหนาแน่นของกระดูกที่ขา ข้อสะโพก และหลังได้มากกว่าการฝึกในลักษณะที่ใช้แรงกระแทกต่ำอย่างการเดิน

• การนั่งปั่นจักรยาน การว่ายน้ำ หรือเครื่องกรรเชียงบก แม้จะถือว่าเป็นการออกกำลังกายแบบไม่มีแรงกระแทก จึงอาจจะไม่ได้ช่วยให้กระดูกแข็งแรงหรือเจริญเติบโต แต่ละช่วยในการสร้างความทนทานให้กับกล้ามเนื้อ ทำให้ระบบต่างๆ ในร่างกายแข็งแรงโดยเฉพาะระบบการทำงานของหัวใจและปอด รวมถึงช่วยพัฒนาให้ส่วนต่างๆของร่างกายทำงานสัมพันธ์กันมากขึ้น

• ควรฝึกที่จะใช้ข้อต่อหลายข้อและกล้ามเนื้อหลายมัด มากกว่าการฝึกที่ใช้เพียงข้อต่อหรือกล้ามเนื้อมัดเดียว เช่น การฝึกในท่ากระโดดต่างๆ การฝึกท่าลุกนั่ง ซึ่งเหมาะสำหรับกระดูกสันหลัง กระดูกขา กระดูกสะโพกและการฝึกแบบวิดพื้น ดึงข้อ หรือแม้แต่การใช้ดัมเบลล์ที่ไม่หนักจนเกินไป โดยฝึกในท่าที่ดันขึ้น หรือดึง/ผลัก เพื่อช่วยกระตุ้นสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและกระดูกส่วนบนของร่างกาย

• แนวหรือทิศทางของแรงกระแทกต้องผ่านลงกระดูกสันหลังและกระดูกสะโพก เช่น การกระโดดต่างๆ ทั้งการกระโดดที่เป็นการเล่น เช่น กระโดดตบ กระโดดฮ็อบ กระโดดกระต่างขาเดียว หรือการกระโดดที่ใช้ในการฝึกเพิ่มประสิทธิภาพการเล่นกีฬา เช่น การกระโดดสูงหรือกระโดดไกล เป็นต้น

• ควรมีการฝึกที่หลากหลาย ทั้งนี้เพื่อเปลี่ยนการกระจายของแรงกระแทกและกระตุ้นให้มีการสร้างกระดูกขึ้นมาใหม่ รวมถึงเป็นการลดความน่าเบื่อ และสร้างความสนุกในการฝึกให้กับเด็กๆ เช่น วันจันทร์ พุธ ศุกร์ อาจจะมีการฝึกที่เน้นการใช้ส่วนล่างของร่างกายเป็นหลัก เช่น วิ่ง กระโดด รวมถึงการเล่นเกมส์ต่างๆ อย่างวิ่งไล่จับ กระโดดกระต่ายขาเดียว เป็นต้น หรือมีการฝึกโดยใช้น้ำหนักตัวในการทำให้เกิดแรงต้าน เช่น ท่าลุกนั่ง(squat) ท่าก้าวย่าง (lunges) เป็นต้น ส่วนวันอังคาร และพฤหัส ให้เน้นการออกกำลังกายที่ใช้ส่วนบนของร่างกายเป็นหลัก เช่น การวิดพื้น การดึงข้อ หรือแม้แต่ใช้การเล่นเป็นวิธีการฝึก เช่น การปีนป่ายต้นไม้ หรือเครื่องเล่นเด็กในสนาม การออกแรงผลักกัน หรือแข่งชักคะเย่อ เป็นต้น โดยเด็กๆ สามารถฝึกการทำกิจกรรมต่างๆ เหล่านี้ได้นานถึง 60 นาทีหรือมากกว่านั้นในแต่ละวันและฝึกหรือเล่นได้ทุกวัน

สาเหตุการบาดเจ็บ

ดังที่กล่าวมาแล้วว่าร่างกายของเด็กหรือผู้ที่อยู่ในช่วงวัยรุ่นยังเติบโตไม่เต็มที่ จึงอาจจะได้รับบาดเจ็บจากการฝึกแรงต้านทานได้ หากรูปแบบของการออกกำลังกายที่ทำไม่มีความเหมาะสม เช่น

• การยกน้ำหนักที่มากจนเกินไป อาจทำให้กระดูกเกิดการบาดเจ็บ หรือเกิดการแตกหักที่บริเวณปลายกระดูกของแขน-ขา ซึ่งจะส่งผลต่อการเจริญเติบโต คือ อาจทำให้เด็กเติบโตได้ไม่เต็มที่ หรือทำให้รูปร่างไม่สูงอย่างที่ควรจะเป็น รวมถึงอาจจะหยุดการเจริญเติบโตไว้ก่อนวัยอันควร

• ท่าทางหรือรูปแบบการเคลื่อนไหวที่ไม่ถูกต้อง ก็อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บได้

• ฝึกหนักจนเกินไป โดยเฉพาะสำหรับเด็กช่วงอายุ 12-14 ปี ซึ่งกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นต่างๆ ยังมีการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องและยังแข็งแรงไม่เพียงพอ จึงควรเริ่มฝึกแบบเบาๆ จนกระทั้งกล้ามเนื้อมีความแข็งแรงมากขึ้นค่อยปรับเปลี่ยนน้ำหนักให้มากขึ้น

• การพักฟื้นไม่เพียงพอ ก็อาจส่งผลให้เกิดการหักหรือแตกร้าวของกระดูก รวมถึงการเจ็บกล้ามเนื้อที่มีการใช้งานมากๆได้ ดังนั้นจึงควรมีการสลับส่วนของร่างกายที่ใช้ในการฝึกดังที่ยกตัวอย่างมาข้างต้น

• การใช้อุปกรณ์มีข้อผิดพลาด เช่น ใช้อุปกรณ์ที่ไม่เหมาะสมกับขนาดและความสามารถของร่างกาย โดยเด็กไม่ควรใช้อุปกรณ์ที่มีขนาดใหญ่เกินกว่าร่างกาย หรือมีน้ำหนักมากเกินไปจนไม่สามารถควบคุมจังหวะการเคลื่อนไหวที่เหมาะสมได้

• ได้รับโภชนาการที่ไม่ดีพอ เพราะถ้ามีการออกกำลังกาย ร่างกายจะต้องการสารอาหารสำหรับนำไปซ่อมแซมส่วนที่สึกเหรอ รวมถึงเสริมสร้างการเจริญเติบโตมากขึ้น ดังนั้นถ้าร่างกายได้รับสารอาหารที่ไม่เพียงพอจะทำให้เกิดการบาดเจ็บที่เรื้อรังและทำให้ร่างกายมีการเจริญเติบโตอย่างไม่เหมาะสม แม้จะออกกำลังกายเป็นประจำก็ตาม

ประโยชน์ที่จะได้รับ

สำหรับประโยชน์ที่เด็กๆ จะได้รับจากการฝึกแรงต้านทานที่เหมาะสมจะประกอบไปด้วย

• เพิ่มความเข็งแรงของกล้ามเนื้อ

• เพิ่มความทนทานให้กับกล้ามเนื้อ

• เพิ่มความหนาแน่นของมวลกระดูก

• เสริมสร้างพัฒนาการต่างๆ ทั้งด้านร่างกายและสติปัญญาให้ดีขึ้น

• เสริมสร้างทักษะและการเรียนรู้ที่ดี

• เพิ่มความสามารถทางด้านการกีฬา

• ช่วยปรับปรุงในเรื่องของอารมณ์และจิตใจ

• เพิ่มความทนทานต่อการบาดเจ็บ

ข้อมูลจาก HealthToday


คุณสมพัฒน์ จำรัสโรมรัน ที่ปรึกษาด้านการออกกำลังกาย

2/09/2554

แพ้นมวัว รับมือได้...แค่รู้วิธี

            • ทำไมเด็กไทยแพ้นมวัวมากขึ้น

            การแพ้นมวัว เป็นปัญหาที่พบได้มากขึ้นในเด็กไทย ประมาณ 20,000 คนต่อปี เนื่องจากปัจจุบันนี้คุณแม่มีแนวโน้มที่จะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่น้อยลงอย่างมาก และเริ่มให้ลูกดื่มนมผสมเร็วขึ้น เพราะต้องไปทำงานนอกบ้าน จึงเป็นการเพิ่มโอกาสให้เด็กได้รับโปรตีนจากนมวัวตั้งแต่แรกเกิด ประกอบกับปัจจัยที่ระบบการย่อยอาหารของเด็กทารกยังไม่สมบูรณ์ ทำให้โปรตีนจากนมวัวไปกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของเด็กทารก จนก่อให้เกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ตามมาได้

            • ถ้าลูกแพ้นมวัวจะมีอาการอย่างไร

            ปฏิกิริยาแพ้โปรตีนจากนมวัวสามารถก่อให้เกิดความผิดปกติในเด็กได้หลายรูปแบบ ซึ่งอาการผิดปกติที่แสดงออกมาอาจจะแยกได้ยากจากการเจ็บป่วยด้วยสาเหตุอื่นๆ อาการที่พบบ่อยได้แก่ ผื่นผิวหนังอักเสบ ภูมิแพ้ ผื่นลมพิษ จาม น้ำมูกไหล ไอ มีเสมหะมากในคอและหลอดลม หอบ เหนื่อยเป็นประจำ ท้องร่วงเป็นๆหายๆ หรือเรื้อรัง ปวดท้องร้องกวนเป็นๆ หายๆ ท้องผูก ร้องกวนงอแง ไม่ค่อยยอมกินนมโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือน้ำหนักไม่ขึ้น เลี้ยงไม่โต เป็นต้น อาการต่างๆดังกล่าว อาจพบได้พร้อมๆกันหรืออาจจะมีอาการเพียงอย่างเดียวก็ได้ ด้วยความที่มีปัญหาไม่เฉพาะเจาะจึงทำให้ปัญหานี้มักถูกมองข้ามหรือได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคต่างกันไปได้

            • ลูกแพ้นมวัวจะรักษาอย่างไร

            การรักษาที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงนมวัว และผลิตภัณฑ์ที่มีนมวัวเป็นส่วนผสม เช่น ขนมเค้ก เนย ชีส ช็อกโกแลต เป็นต้น คุณพ่อคุณแม่ต้องให้ลูกหยุดกินนมวัว แล้วให้นมชนิดที่ใช้รักษาโรคแพ้นมวัวได้ เช่น นมวัวที่ผ่านกระบวนการย่อยพิเศษจนไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ หรือนมถั่วเหลืองที่ปรับสูตรแล้ว ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นนมที่ใช้ทดแทนนมวัวได้ดีมีสารอาหารครบถ้วนเหมาะแก่การเจริญเติบโตของเด็ก สำหรับเด็กที่อายุน้อยกว่า 1 ปี ไม่แนะนำให้กินน้ำเต้าหู้ เป็นอาหารหลัก เพราะมีสารอาหารไม่ครบถ้วน และไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโต และพัฒนาการของเด็ก

            • เด็กที่แพ้นมวัวจะมีโอกาสกลับมากินนมวัวได้อีกหรือไม่

            เด็กที่แพ้นมวัว เมื่อหยุดกินนมวัวอย่างจริงจังแล้วจะมีโอกาสหายขาดจากการแพ้นมวัว และสามารถกลับมากินนมวัวได้เหมือนเด็กปกติ โดยทั่วไปเด็กที่แพ้นมวัวประมาณร้อยละ 90 จะหายเมื่ออายุมากกว่า 3 ปีขึ้นไป

            ข้อมูลจาก โรงพยาบาลนครธน