1/24/2554

ไขมันพอกตับ Fatty Liver

ไขมันพอกตับ (fatty liver หรือ steatosis)
คือ ภาวะที่มีการสะสมไขมันมากเกินไปในเซลล์ตับ อันหมายถึงการมีไขมันในตับมากเกินกว่าร้อยละ 5 ของน้ำหนักตับ โดยมากกว่าครึ่งหนึ่งของไขมันที่มากเกินในตับจะเป็นไตรกลีเซอไรด์ หากมีการอักเสบและตับโตร่วมด้วยจะเรียกว่า Steatohepatitis โดยปกติแล้วภาวะไขมันพอกตับมักพบในผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์จัด แต่ก็อาจพบได้ในผู้ที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ เช่น ผู้ที่เป็นโรคอ้วนและโรคเบาหวาน นอกจากนี้ภาวะไขมันพอกพับยังอาจเป็นผลจากความผิดปกติอื่นๆ เช่น ตับอักเสบจากไวรัส โรคตับจากการดื่มแอลกอฮอล์จัด ภาวะทุพโภชนาการ และการใช้ยาบางชนิด ผู้ที่มีไขมันพอกตับอาจรู้สึกเครียดหรืออ่อนเพลีย และรู้สึกอึดอัดบริเวณตับ หากไม่รักษาอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ตับแข็ง

คำแนะนำ
- หากมีภาวะไขมันพอกตับเกิดจากการดื่มสุราจัด ควรหยุดดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากแอลกอฮอล์สามารถลดอัตราเร็วของกระบวนการเมทาบอลิซึมและการปลดปล่อยไขมัน ทำให้เกิดไขมันพอกใตับ

- หากภาวะไขมันพอกตับเกิดเนื่องจากการใช้ยา ควรหยุดใช้ยา และปรึกษาแพทย์ถึงการเลือกใช้ยาชนิดอื่นแทน

- หากผู้ป่วยอ้วน หรือมีน้ำหนักเกิน ควรปรับเปลี่ยนอาหารและออกกำลังกายให้มากขึ้น รับประทานอาหารให้น้อยลง หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง อาการอักเสบของตับมักทุเลาลงเมื่อน้ำหนักตัวลดลง โดยเฉพาะเมื่อลดจนน้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์ปกติ

- ขอคำแนะนำจากแพทย์เกี่ยวกับการรับประทานอาหารที่เหมาะสม การอดอาหาร และการขาดโปรตีนก็อาจทำให้มีไขมันเพิ่มขึ้นในตับ

- หากภาวะไขมันพอกตับเกิดจากความผิดปกติทางเมทาบอลิซึมต้องรักษาโรคนั้นๆ ด้วย เช่น ผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด โดยการควบคุมปริมาณน้ำตาลและอาหารจำพวกแป้งที่รับประทานตามที่แพทย์หรือนักโภชนากรแนะนำ

ข้อมูลจาก HealthToday

1/06/2554

สาเหตุของ Office Syndrome

Office syndrome เป็นปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยในสังคมเมืองตามรูปแบบ lifestyle ของคนที่เปลี่ยนมาเป็นมนุษย์เงินเดือนทำงานอยู่ในออฟฟิศ อาการหลักคือ อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อไม่ว่าจะปวดหัว ปวดคอ ปวดสะบัก ปวดหลัง รวมถึงอาการอ่อนเพลียในรายที่เป็นมานาน จนบางคนพูดว่า เป็นอาการปวดก่อนถึงวัยอันสมควรหรือวัยเสื่อม เพราะเกิดขึ้นกับหนุ่มสาววัยทำงาน

สาเหตุหลักของ Office syndrome มีเพียงสองอย่าง คือ หนึ่ง ความเครียดทางร่างกายโดยเฉพาะกล้ามเนื้อที่ถูกใช้งานในรูปแบบเดิมๆ แม้จะเป็นงานนั่งโต๊ะที่ดูเบาๆ สบายๆ ส่วนสาเหตุที่สอง คือ ความเครียดทางด้านจิตใจที่ค่อยๆ สั่งสมทีละน้อยมาเป็นแรมเดือนแรมปี เพราะคนเมืองสมัยนี้ความเครียดมักอยู่แค่เอื้อม แต่อาจจะนึกไม่ถึงเพราะเป็นความเครียดแบบผ่อนส่ง จึงอยากนำเสนอวิธีการสำรวจตนเองสำหรับผู้ที่มีปัญหา Office syndrome ว่า มีสาเหตุหลักมาจากร่างกายหรือจิตใจ เพราะบางครั้งดูผิวเผินอาจแยกลำบากเหมือนหมอกและควัน แต่คงไม่เกินความสามารถที่เราจะค้นหาได้ด้วยตัวเองค่ะ

สำหรับเคล็ดลับในการค้นหาสาเหตุที่แท้จริงนั้น คงต้องขอหยิบยกเรื่องราวที่ชาวออฟฟิศคุ้นเคยมาเป็นกรณีศึกษา สองกรณี คือ หนึ่ง ให้สังเกตจากกาานอนหลับ เพราะถ้าสาเหตุของอาการมาจากความเครียดของจิตใจ มักจะทำให้นอนไม่ค่อยหลับ หรือหลับๆตื่นๆ หรือฝันเยอะเพราะหลับไม่สนิท แต่ถ้าร่างกายเครียดจากความตรากตรำมากเกินไป พวกนี้จะหลับเป็นตาย ไม่อยากตื่น กรณีที่สอง ทำไมบางคนมีอาการปวดมากขึ้นเวลางานเข้า แต่บางคนกลับไม่สะทกสะท้าน ประโยคแรกตรงไปตรงมาเข้าใจง่ายและค้นหาสาเหตุได้ไม่ยาก และเมื่องานกลับเข้าสู่ภาวะปกติอาการก็มักจะทุเลาลง ส่วนประโยคหลังฟังแล้วอาจรู้สึกแปลกๆ ฉะนั้นก่อนอื่นจึงต้องขอขยายความคำว่า "ไม่สะทกสะท้าน" ว่าในที่นี้ไม่ได้หมายความถึงไม่มีอาการนะคะ ที่จริงมีอาการและอาจมีมากกว่าภาวะปกติด้วย แต่ประเด็นสำคัญที่ทำให้ไม่สะทกสะท้านอาจเกิดจากสาเหตุมากมายแตกต่างกันไปตามพื้นฐานตัวบุคคล แต่ทำให้ลืมปวด เพราะมัวใจจดจ่ออยู่ที่งานจนไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องปวด ซึ่งพบได้ในคนที่สนุกกับการทำงาน หรืออาจมีรางวัลตอบแทนมาชดเชย ไม่ว่าจะเป็นเงินนอกเวลา หรือการก้าวสู่ตำแหน่งที่ดีกว่าเดิม แต่ปัญหาที่ตามมา คือ แล้วทำไมบางคนจึงไม่มีอาการลืมปวด ถ้าเข้าถึงกลไกของจิตใจในการตอบสนองกับปัญหาสุขภาพของมนุษย์ที่เรียกว่า fight or flight ที่แปลเป็นไทยให้เข้าใจง่าย คือ กล้าหรือกลัว ก็จะพบคำตอบได้อย่างง่ายๆ คือ ถ้าไม่กลัวก็กล้าที่จะลุยและลืมปวดได้ชั่วคราว จึงเป็นเรื่องธรรมดาของ Offic syndrome ที่อธิบายได้ในช่วงงานเข้า แต่ถ้ากลัวก็ยิ่งกังวลแล้วยังต้องลุยงานต่อก็จะตรงกับประโยคแรกที่มีอาการปวดกำเริบจนอาจเก็บอาการไม่อยู่ เพราะเครียดทั้งกายและใจ บางคนถึงกับต้องไปหาหมอหรือลาป่วยกันทีเดียว

คนยุคใหม่ควรรู้และเข้าใจเรื่องสาเหตุและอาการหลักของ office syndrome เนื่องจากเป็นเรื่องใกล้ตัว หากอยากห่างไกลภาวะนี้ก็ต้องกายพร้อมใจพร้อม รับรองไม่ต้องถึงมือหมอ

ข้อมูลจาก รศ.นพ.ประดิษฐ์ ประทีปะวณิช

1/04/2554

เสริมวิตามินดีในผู้สูงอายุ

มูลนิธิโรคกระดูกพรุนนานาชาติได้ให้คำแนะนำในการเสริมวิตามินดีสำหรับผู้สูงอายุ เนื่องจากวิตามินดีมีความสำคัญต่อการพัฒนากระดูกและกล้ามเนื้อ และเป็นสิ่งจำเป็นในการคงความแข็งแรงของกระดูกและป้องกันการแตกหักของกระดูกอันเนื่องมาจากการหกล้มและกระดูกพรุน ซึ่งผู้สูงอายุเป็นกลุ่มที่พบภาวะกระดูกพรุนได้บ่อย

สำหรับการวัดระดับวิตามินดีในร่างกายจะใช้ค่าที่เรียกว่า "25(OH)D" หรือ 25 ไฮดรอกซีวิตามินดี ซึ่งเมื่ออายุมากขึ้น ระดับ 25(OH)D ในเลือดก็จะลดลง โดยพบว่าภาวะขาดวิตามินดีจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับกล้ามเนื้ออ่อนแรงในผู้สูงอายุทั้งหญิงและชาย ดังนั้นการเสริมวิตามินดีจะช่วยให้แขนขามีกำลังดีขึ้นและลดความเสี่ยงต่อการหกล้มได้

ข้อแนะนำ
1. ปริมาณวิตามินดีที่ผู้สูงอายุต้องการโดยเฉลี่ยเพื่อให้ได้ระดับของ 25(OH)D อยู่ที่ 75 นาโนโมลต่อลิตร หรือ 30 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร คือ 20-25 ไมโครกรัมต่อวัน หรือเท่ากับ 800-1,000 IU ต่อวัน

2. สำหรับผู้ที่เป็นโรคอ้วน กระดูกพรุน ไม่ค่อยโดนแสงแดด (เช่นอยู่แต่ในบ้าน หรือต้องนอนโรงพยาบาล) หรือมีการดูดซึมไม่ดี อาจต้องเพิ่มปริมาณวิตามินดีเป็น 50 ไมโครกรัมหรือ 2,000 IU ต่อวัน

3. สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูง แนะนำให้วัดระดับ 25(OH)D ก่อน ถ้าพบว่าขาดวิตามินดีจึงค่อยทำการเสริม

ข้อมูลจาก HealthToDay

12/28/2553

สารสกัดใบหม่อน ช่วยเพิ่มสมรรถภาพของร่างกาย

จากการศึกษาล่าสุด ของสถาบันวิจัยสมุนไพรร่วมกับคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น พบว่า สารสกัดจากใบหม่อนช่วยให้ร่างกายมีสมรรถภาพดีขึ้น ดังนี้

- สมรรถภาพทางกายและจิตดีขึ้น

- มีการทรงตัวได้ดีขึ้น

- กล้ามเนื้อต้นขามีความแข็งแรงมากขึ้น จึงช่วยลดความเสี่ยงในการหกล้ม

- มีการเรียนรู้และความจำใช้งาน (working memory) เพิ่มขึ้น ทำให้มีความสนใจต่อสิ่งเร้าและนำข้อมูลมาประมวลผลในกระบวนการระยะต่างๆ ของความจำได้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น รวมถึงยังมีผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการบูรณาการข้อมูลในกระบวนการเรียนรู้และจดจำ (congnitive processing)

นอกจากนี้สารสกัดใบหม่อนยังมีฤทธิ์ลดอาการซึมเศร้า และกลุ่มอาการวิตกกังวล จึงมีศักยภาพในการนำไปประยุกต์ใช้ในรูปผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพผู้สูงอายุทั้งในภาวะปกติ และนำไปใช้เสริมการรักษา (adjuvant therapy) ได้ด้วย ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการแพทย์และสาธารณสุข รวมถึงเป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรมสมุนไพรไทยอีกด้วย

ข้อมูลจาก Health Today

12/22/2553

"อึ" ตัวบ่งชี้สุขภาพ

ตรวจดู "อึ" ของคุณเดี๋ยวนี้ จริงอยู่แม้จะไม่ใช่เรื่องพิสมัยที่ใครๆ อยากพูดถึง แต่รายละเอียดในอุจจาระคือตัวชี้วัดที่มีค่าต่อสุขภาพ ลองตรวจดูอุจจาระที่ติดอยู่บนกระดาษชำระ หรือในโถชักโครกอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง และต้องจำให้ได้ว่าคุณกินอะไรเมื่อ 2-3 วันก่อนหน้านี้

อุจจาระที่ดีควรมีลักษณะนุ่ม สีน้ำตาลปานกลาง มีปริมาณมาก ถ่ายคล่อง แยกออกเป็นท่อนๆ เมื่อตกถึงน้ำ ลอยหรือจมช้า ชำระล้างได้ง่ายเมื่อกดชักโครก แต่หากอุจจาระผิดแปลกไปจากที่กล่าวมานี้ นั่นบ่งชี้ว่า

- อุจจาระสีดำหรือสีคล้ำ เกิดจากการมีเลือดไหลออกในกระเพาะ หรือ อาจเกิดจากการกินชะเอมเมื่อเร็วๆนี้ หรือกินอาหารเสริมจำพวกธาตุเหล็ก นอกจากนี้บีทรูทหรือบลูเบอร์รี่ก็ทำให้อุจจาระมีสีม่วงปน

- อุจจาระสีเหลืองหรือเขียว แสดงว่ามีความผิดปกติเกี่ยวกับตับหรือถุงน้ำดี ท้องเสีย หรือเกิดจากผลข้างเคียงของยาปฏิชีวนะ หรือกินแกงกะหรี่เมื่อวานนี้

- อุจจาระสีน้ำตาลไหม้ สีเทา หรือสีอ่อนๆ ชี้ว่าท่อน้ำดีอุดตัน การดูดซึมไขมันไม่ดีหรือมีปัญหาที่ตับอ่อน

- อุจจาระสีแดงเข้ม ชี้ว่ามีเลือดออกในลำไส้ใหญ่ หรือเป็นสัญญาณเตือนว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่

- อุจจาระเป็นมูกหรือเป็นหนอง บ่งชี้ว่าอาจเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคติ่งถุงเนื้ออักเสบในลำไส้ใหญ่ โรคลำไส้แปรปรวน หรือ กินอาหารจำพวกผลิตภัณฑ์นมมากเกินไป

- อุจจาระมีเลือดสดๆ แสดงว่าเป็นริดสีดวงทวาร หรือแผลปริที่ทวารหนัก

อุจจาระทุกชนิดมีกลิ่นเหม็น แต่ถ้าอุจจาระของคุณแข็งและใช้เวลาเบ่งนานเป็นประจำ นั่นแสดงว่ามีอาหารตกค้างอยู่ในส่วนปลายของระบบย่อยอาหารนานเกินไป หรือร่างกายของคุณขาดแบคทีเรียที่เป็นมิตร

ข้อมูลจาก Health plus