10/12/2553

บุหรี่...ภัยร้ายของผู้หญิง



ผู้หญิงสูบบุหรี่ อันตรายยิ่งกว่าผู้ชาย

บุหรี่ นอกจากจะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ เช่น โรคมะเร็งปอด โรคถุงลมโป่งพอง โรคหัวใจ ได้เช่นเดียวกับเพศชายแล้วยังมีโอกาสเสียชีวิตในวัยกลางคนถึงร้อยละ 50 และอายุเฉลี่ยจะสั้นลงประมาณ 10 ปี มีอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้นสูงกว่าผู้หญิงทั่วไปที่ไม่ได้สูบบุหรี่ถึง 4 เท่า

นอกจากนี้ผู้หญิงที่สูบบุหรี่พบว่าจะมีโอกาสตั้งครรภ์ช้าหรือไม่มีบุตรมากกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ถึง 3 เท่าและถ้าสูบบุหรี่พร้อมกับกินยาคุมกำเนิดเป็นประจำจะมีโอกาสเกิดอาการหลอดเลือดหัวใจตีบเฉียบพลันหรือหัวใจวายสูงขึ้น 39 เท่า และมีอัตราการตายมากกว่าผู้ไม่สูบบุหรี่ที่กินยาคุมกำเนิดถึง 3 เท่าตัว เพราะการสูบบุหรี่จะทำให้ร่างกายได้รับสารพิษที่ทำปฏิกิริยากับยาคุมกำเนิดมีผลให้เลือดแข็งตัวง่ายและเกิดการอุดตันของหลอดเลือดโดยเฉพาะหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจและสมอง

ยิ่งไปกว่านั้นควันบุหรี่ยังมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อทารกในครรภ์ โดยในมารดาที่สูบบุหรี่หรือได้รับควันบุหรี่ พบว่าจะมีโอกาสแท้งบุตรเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า มีโอกาสเกิดภาวะรกเกาะต่ำคลอดก่อนกำหนด เด็กในครรภ์มีการเติบโตช้าและทารกมีโอกาสเสียชีวิตในขณะแรกคลอดสูงขึ้นมากจากการได้รับสารพิษจากบุหรี่ที่จะถ่ายทอดจากกระแสเลือดของแม่ผ่านมายังทารกโดยตรง

บุหรี่ทำลายความงาน

การสูบบุหรี่นอกจากจะก่อให้เกิดโรคภัยต่างๆ แล้วยังเป็นตัวการทำลายความสวยความงามได้เช่นกัน เมื่อผู้หญิงที่สูบบุหรี่เป็นประจำจะทำให้ใบหน้าดูแก่ก่อนวัยให้เกิดริ้วรอยตีนกาที่หางตาและเป็นรอยเหี่ยวย่นที่มุมปากรวมถึงอาจมีเส้นลึกที่โหนกแก้มอีกด้วย เพราะผู้ที่สูบบุหรี่มักจะต้องหรี่ตาเวลาพ่นควันออกมาเพื่อกันไม่ให้ควันบุหรี่เข้าตา เมื่อทำลักษณะเช่นนี้นานๆ เข้าจึงทำให้เกิดรอยตีนกาขึ้นได้ และริมฝีปากของผู้สูบบุหรี่มีสีคล้ำกว่าปกติเพราะนิโคตินในบุหรี่จะทำให้หลอดเลือดฝอยทั่วร่างกายหดตัวตลอดเวลาและมีผลให้เลือดไปเลี้ยงผิวหนังลดน้อยลงอีก ทั้งก่อให้เกิดความรำคาญทำให้เสื้อผ้าและผมมีกลิ่นบุหรี่ติดอีกด้วย
บุหรี่เป็นตัวการทำให้อ้วน
เนื่องจากสารพิษหลายชนิดในควันบุหรี่จะทำให้ต่อมรับรสตามลิ้นไม่สามารรับรู้รสชาติอาหารได้เหมือนปกติแต่เมื่อหยุดสูบเมื่อไหร่ การทำงานของต่อมรับรสอาหารจะกลับคืนสู่ปกติทำให้กินอาหารอร่อย กินได้มากขึ้นและถูกเผาผลาญในอัตราปกติ เมื่อหยุดสูบบุหรี่จึงมีแนวโน้มจะมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะผู้ที่ไม่ควบคุมอาหาร จึงเกิดความกังวลใจกลัวน้ำหนักตัวจะเพิ่มขึ้นก็เลยหันกลับไปสูบบุหรี่อีกครั้ง
วิธีเลิกบุหรี่สำหรับผู้หญิง
1. รวบรวมความตั้งใจให้เข้มแข็งเข้า และกำหนดวันที่จะเลิกอย่างเด็ดขาด
2. เมื่อถึงวันนั้น ทิ้งบุหรี่และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องให้หมด ลดความดึงดูดความสนใจและพร้อมให้สัญญากับตัวเองว่าจะไม่หันมาสูบอีก
3. หากหงุดหงิดอยากสูบบุหรี่ ให้ดื่มน้ำ สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ หรือหากิจกรรมที่สร้างสรรค์ทำเช่น เล่นกีฬา ออกกำลังกาย เต้นรำ เป็นต้น
4. เมื่อหยุดสูบบุหรี่อย่าไปกังวลเรื่องน้ำหนักตัวให้ระวังอย่ากินอาหารมากเกินไปโดยเฉพาะของจุบจิบประเภทขนมหรือของหวาน เพิ่มการออกกำลังกายให้สม่ำเสมอเพื่อให้รางกายได้เผาผลาญพลังงาน
5. งดชา กาแฟ และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
6. อย่าหวั่นไหว คิดว่าสูบเพียงนิดหน่อยไม่เป็นไร
7. หากไปกินอาหารนอกบ้าน ให้มองหาร้านอาหารปลอดบุหรี่ หรือเลือกสถานที่ที่เป็นเขตปลอดบุหรี่เพื่อลดการกระตุ้นการอยากสูบบุหรี่และลดการสูดดมควันซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพ
จากพิษภัยที่ร้ายแรงจากการสูบบุหรี่ของผู้หญิงส่งผลให้ร่างกายเสื่อมสภาพและยังเป็นตัวฉุดความสวยให้กับสาวๆถึงเวลาแล้วที่ผู้หญิงยุคใหม่ต้องชนะใจตัวเองไม่ตกเป็นทาสของบุหรี่เพื่อชีวิตและบุคลิกภาพที่ดี
ข้อมูลจาก นิตยสารผู้หญิง

8/25/2553

มะเร็งจิสต์ โรคใหม่ใกล้ตัว

มะเร็งเนื้อเยื่อระบบทางเดินอาหาร หรือ "มะเร็งจิสต์" (Gastrointestinal Stromal Tumor: GIST) เป็นมะเร็งระบบทางเดินอาหารที่เพิ่งเป็นที่รู้จักเมื่อ 6 ปีก่อน และคนไทยมีแนวโน้มจะเป็นกันมากขึ้นทั้งผู้ชายและผู้หญิง ในอดีตมะเร็งจิสต์มักถูกวินิจฉัยผิดเป็นมะเร็ง "กล้ามเนื้อเรียบ" เพราะเกิดในระบบทางเดินอาหารและมีอาการของโรคคล้ายกัน แต่สาเหตุของมะเร็งจิสต์เกิดจากความผิดปกติของยีน c-kit และพบที่กระเพาะอาหารและลำไส้เล็กบ่อยที่สุด ไม่เกี่ยวกับอาหารหรือสารพิษที่เข้าสู่ร่างกายอย่างที่เคยเข้าใจ

อาการแสดงของมะเร็งจิสต์ขึ้นอยู่กับขนาด ตำแหน่ง และการแพร่กระจายของก้อนมะเร็ง อาการที่พบบ่อย เช่น ปวดท้อง มีก้อนในท้อง และเลือดออกในทางเดินอาหาร แต่ผู้ป่วยบางรายอาจไม่แสดงอาการใดๆ ให้รู้เลยก็ได้ การวินิจฉัยต้องตรวจโดยนำชิ้นเนื้อไปย้อมพิเศษ เรียกว่า IHC ซึ่งจะย้อมติด CD117

การผ่าตัดเป็นวิธีหลักในการรักษามะเร็งจิสต์ในกรณีโรคอยู่เฉพาะที่ ในกรณีที่โรคมีการแพร่กระจายหรือผ่าตัดไม่ได้อาจใช้ยาช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง ซึ่งได้ผลดีถึงร้อยละ 70 แต่ข้อเสียคือค่าใช้จ่ายในการรักษาสูง เนื่องจากยามีราคาแพงมาก

หากคุณมีอาการปวดท้องรุนแรง คลำเจอก้อนเนื้อที่ท้อง มีเลือดออกในระบบทางเดินอาหาร อาเจียนเป็นเลือด หรือตัวซีด ให้รีบไปพบแพทย์ทันที เพราะนี่อาจเป็นสัญญาณเบื้องต้นของมะเร็งจิสต์ค่ะ

ข้อมูลจาก นพ.วิเชียร ศรีมุนินทร์นิมิต คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล

ที่มา นิตยสาร Health&Cuisine

8/06/2553

"โบท็อกซ์" อีกทางเลือกเพื่อลดริ้วรอย

การฉีดโบท๊อกซ์เพื่อลดริ้วรอยกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้วในแวดวงสังคมชั้นสูงและดารานักแสดงต่างประเทศ ถึงขนาดมีงานเลี้ยงสังสรรค์ผู้ที่ได้รับการฉีดโบท๊อกซ์ ชื่อว่า "Botox Party"
แต่ในทางตรงกันข้าม ยังมีคนอีกมากที่รู้สึกกังขา และต้องการทราบข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อช่วยในการตัดสินใจ

โบท็อกซ์ (Botox) เป็นชื่อการค้าของสารโบทูลินั่ม ท็อกซิน ชนิดเอ (Botulinum toxin type A) ที่ผลิตในสหรัฐอเมริกา ส่วนชนิดที่ผลิตในอังกฤษมีชื่อการค้าว่า ดีสพอร์ต (Dysport) แต่คนส่วนใหญ่เรียกกันว่าโบท็อกซ์จนติดปากไปเสียแล้ว

โบท็อกซ์สกัดมาจากแบคทีเรียชื่อ Clostridium Botulinum ผ่านกระบวนการทำให้บริสุทธิ์ มีฤทธิ์ช่วยคลายกล้ามเนื้อบนใบหน้าที่เป็นสาเหตุของการเกิดรอยย่น เนื่องจากการแสดงสีหน้าทางอารมณ์ซ้ำๆจนทำให้กล้ามเนื้อหดเกร็งตลอดเวลา เมื่อฉีดสารนี้แล้วกล้ามเนื้อจะคลายตัวเพราะไปยับยั้งสารเคมีที่ทำให้กล้ามเนื้อหดตัว ส่งผลให้ริ้วรอยต่างๆลดลง

ริ้วรอยที่รักษาแล้วได้ผลดี คือ ริ้วรอยบริเวณหน้าผาก รอยย่นระหว่างคิ้ว และรอยตีนกาที่หางตา นอกจากนี้ยังมีการนำโบท๊อกซ์มาใช้ฉีดยกคิ้ว ลดกรามในคนที่มีหน้าเหลี่ยม ลดกล้ามเนื้อน่องขา และลดอาการปวดศีรษะไมเกรนได้ด้วย ขณะฉีดจะรู้สึกเจ็บเพียงเล็กน้อยคล้ายมดกัด ใช้เวลารักษาประมาณ 5-10 นาที ขึ้นอยู่กับบริเวณที่ต้องการฉีด หลังฉีดไม่ต้องพักฟื้น สามารถกลับไปทำงานต่อได้ทันที จะเริ่มเห็นผลหลังจากนั้นราว 2-7 วันและอยู่ได้นาน 3-4 เดือน เมื่อยาหมดฤทธิ์ริ้วรอยจะค่อยๆกลับมาเหมือนเดิม แต่ไม่แย่ลงกว่าเดิม

ผลข้างเคียงที่อาจพบได้ คือ รอยช้ำที่เกิดจากปลายเข็มฉีดยาซึ่งสามารถแต่งหน้ากลบได้ รอยจะค่อยๆหายไปเองใน 5-7 วัน นอกจากนี้ยังอาจพบกรณีคิ้วหรือหนังตาตกอันเนื่องมาจากการแพร่ของโบท็อกซ์ไปยังกล้ามเนื้อข้างเคียง ซึ่งอาการจะค่อยๆหายไปเองภายใน 3-4 สัปดาห์

การเตรียมตัวก่อนไปฉีดโบท็อกซ์ ควรงดรับประทานยาที่ทำให้เลือดแข็งตัวช้า เช่น แอสไพริน ก่อนฉีด 7 วัน เพื่อไม่ให้เกิดการช้ำมาก หลังฉีดโบท๊อกซ์ควรขยับกล้ามเนื้อที่รับการฉีดทุก 15 นาที เป็นเวลา 3 ชั่วโมง เช่น หากได้รับการฉีดที่หน้าผากให้เลิกคิ้ว ฉีดที่หว่างคิ้วให้ขมวดคิ้ว หรือฉีดบริเวณหางตาให้ยิ้ม ห้ามนอนราบหลังฉีด 3 ชั่วโมง และไม่ควรนวดหน้าในสัปดาห์แรก

ในแง่ของความปลอดภัย โบท็อกซ์ถือว่ามีความปลอดภัยสูง เพราะได้รับอนุญาตจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปี ค.ศ.1989 เพื่อใช้ในการฉีดลดริ้วรอยเพื่อความสวยงาม

ส่วนในแง่ของสารพิษนั้น คำนวณดูแล้วปริมาณที่ใช้ในการรักษาถือว่าน้อยมากๆ จนไม่อาจเกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายต่อชีวิตได้ค่ะ

ข้อมูลจาก พญ.ปริมา เลาหธนาพร

7/29/2553

เป็นโรคเหงือก เสี่ยงมะเร็ง

ปากและฟันก็เป็นอีกระบบหนึ่งที่สัมพันธ์กับระบบอื่นๆ จากการศึกษาของแพทย์หญิงมายน์ ทีซัล จากสถาบันมะเร็งรอสเวลส์ ปาร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า อาการเยื่อหุ้มฟันอักเสบเรื้อรังและโรคเหงือกและฟันสามารถนำไปสู่การเกิดมะเร็งได้

เนื่องจากโรคเหงือกและฟันอาจมีความเชื่อมโยงกับการกลายของเนื้อเยื่อในช่องปาก ไปเป็นเนื้องอก และการเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วของเซลล์ระหว่างการอักเสบเรื้อรังส่งผลต่อลักษณะทางจุลกายวิภาคศาสตร์ของเนื้อเยื่อ

ทั้งนี้ การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าเมื่อเป็นโรคเหงือกและฟันจะส่งผลต่อการเกิดมะเร็งที่บริเวณลำคอและศีรษะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปากและลำคอ โดยพบว่าความเสี่ยงโรคมะเร็งดังกล่าวจะสูงขึ้นเมื่อเป็นโรคเหงือกอักเสบเรื้อรังมาก่อน ไม่ว่าผู้ป่วยจะมีประวัติสูบบุหรี่หรือไม่ก็ตาม

อย่างไรก็ตามแพทย์หญิงมายน์ ทีซับแนะนำว่า หากกำลังเป็นโรคเกี่ยวกับเหงือกและฟันควรดูแลสุขภาพอนามัยในช่องปากให้ดี จะสามารถช่วยลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็งบริเวณดังกล่าวได้

ข้อมูลจาก http://www.nlm.nih.gov/

7/28/2553

รู้ไม๊ว่า...การนอนหลับสำคัญแค่ไหน

ระหว่างที่เรานอนหลับนั้น จะเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายได้ขจัดของเสียออกจากเซลล์ มีการสร้างโปรตีนใหม่ๆ เพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ มีการหลั่งฮอร์โมนที่สำคัญต่อร่างกายคือโกรทฮอร์โมน ธัยรอยด์ฮอร์โมนและเมลาโทนิน

เราควรหลับอย่างมีคุณภาพให้ได้อย่างน้อย 7 ชั่วโมงต่อวัน
การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมได้เช่น ความก้าวร้าว ซึมเศร้า การนอนน้อยมีผลต่อความจำ

มีการวิจัยพบว่าการนอนน้อยอาจนำไปสู่โรคอ้วนได้ พบว่าในเด็กมัธยมที่นอนน้อยจะกินบ่อยและกินจุบกินจิบกว่าในเด็กที่ได้นอนเต็มอิ่ม เพราะการนอนน้อยทำให้ระดับฮอร์โมนที่ชื่อเลปตินลดลง ซึ่งเลปตินเป็นฮอร์โมนที่ควบคุมความอยากรับประทานอาหาร โดยเป็นตัวส่งสัญญาณไปยังสมองว่าอิ่มแล้ว

ผู้ที่นอนไม่หลับก็พยายามหลีกเลี่ยงการใช้ยานอนหลับเพราะทำให้สมองเสื่อมได้ ลองใช้วิธีต่างๆ เหล่านี้ดูนะคะ เช่น การออกไปรับแสงแดดยามเช้าสัก 30 นาทีทุกวัน การปรับแสงในห้องนอนให้มืดเพราะจะทำให้ฮอร์โมนที่ชื่อเมลาโทนินหลั่งออกมา ทำให้รู้สึกอยากนอน ปรับอุณหภูมิในห้องนอนให้เย็นหน่อย อย่าให้มีเสียงรบกวนในห้องนอน หลีกเลี่ยงเรื่องเครียดก่อนนอน งดเครื่องดื่มผสมคาเฟอีน ส่วนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และโทรศัพท์มือถือให้ปิดเสียหรืออย่าวางไว้ใกล้ตัว รวมทั้งอย่ารับประทานอาหารใกล้เวลานอนเพราะจะทำให้อาหารไม่ย่อยและทำให้ท้องอืด รบกวนการนอน

ข้อมูลจาก แพทย์หญิง ขวัญทิชา วงศ์วิชิตกุล