8/05/2555


เคล็ดลับขจัดอารมณ์เหวี่ยง
ดร.จิตรา ดุษฎีเมธา

ผู้คนในสังคมมีอารมณ์ท้อแท้  โกรธ  โทษ พาลมาจากภาวะอุทกภัยส่งผลต่อการใช้ชีวิตความเป็นอยู่  ส่งต่อถึงอารมณ์ท้อแท้ โกรธ โทษ พาล ซึ่งเป็นภาวะทางอารมณ์ที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน โดยพบกับเหตุการณ์ทางลบที่เข้ามาคุกคามชีวิตอย่างคิดไม่ถึง ตั้งรับไม่ทัน หรือไม่ตอบสนองต่อความต้องการตามความคิดของตนเองจึงทำให้ ที่ทำให้เกิดการเสียขวัญหรือขวัญผวา  (trauma)

เพราะสัญชาตญาณของมนุษย์  ต้องการหลีกเลี่ยงสิ่งที่เป็นทุกข์  แสวงหาหรืออยากอยู่กับความสุข หรือความคุ้นชิน ใช้ชีวิตเป็นปกติอย่างที่เคยเป็นมา คนสูญเสียหรือมีอาการเสียศูนย์ มีกลไกการแสดงออกทางอารมณ์ด้านลบ เป็น 2 ด้าน คือสู้หรือหนี (fight or flight ) หากไม่สามารถสงบสติอารมณ์ได้และ ไม่สามารถปล่อยวาง เมื่อหาทางออกไม่ได้ จึงใช้การกล่าวโทษกัน พาลผู้อื่นและหาทางออกไม่ได้

การหาทางออกที่ดีคือการให้กำลังใจ   ภาวะอารมณ์เช่นนี้  จะเริ่มเบาบางลง  เมื่อเริ่มรับสภาพกับความเป็นไปนั้นๆ ได้ พร้อมไปกับการตั้งสติหาทางออกของปัญหาด้วยวิถีแห่งปัญญา  ที่เรียกว่า การปรับตัวต่อสถานการณ์ได้  เพราะอารมณ์ทุกอารมณ์ไม่ว่าจะเป็นทางบวกหรือทางลบ  เมื่อเข้ามาแล้วมันก็มีทางไปจากเรา หากไม่จดจ่อหรือเอาตนเองไปอยู่ในเหตุการณ์เดิมๆ  ซ้ำๆ  อยู่นานๆ  เมื่อเปลี่ยนบรรยากาศ  เปลี่ยนเรื่อง  เปลี่ยนสถานที่  เปลี่ยนหัวข้อ อารมณ์จะมีการสลับปรับเปลี่ยน และพอจะประคับประคองให้ค่อยๆ ดีขึ้นได้ 

“แต่หากจมอยู่กับสถานการณ์ที่เป็นปัญหาอย่างหมดปัญญา ย้ำกับตัวเองว่า “หมดแล้ว” “ไม่เหลืออะไรแล้ว”  “ทนไม่ไหวแล้ว” หรือพยายามกักอารมณ์ขุ่น และกวนขึ้นมาเรื่อยๆ ด้วยการพูดจาซ้ำๆ วกวน เรื่องเดิมๆ ในแง่ลบแง่ร้าย หรือเติมเชื้อให้เพิ่มขึ้น ด้วยการเสียดสี ประชดใครต่อใครที่เรามองว่ามันเป็นปัญหา จะยิ่งเพิ่มความรุนแรงทางอารมณ์ให้ทวีคูณขึ้นมา  เพราะการรับฟัง รับภาพด้านลบ ในขณะที่จิตตก  อารมณ์ร้าย ความคิดแย่  จะเกิดทะลักจากการท่วมท้นทางอารมณ์จนเกินแรงต้าน จึงทำให้ยิ่งเตลิด  ขวัญหนีดีฝ่อ กระตุ้นให้อารมณ์ลบแสดงออกมาเรื่อยๆ  และแรงขึ้น เพราะมัวแต่วนเวียนอย่างวกวนกับการจดจ่อกับเรื่องแย่ๆ  จนกลายเป็นความเครียดที่ต้องระเบิดออกมาเป็นการเสียดสี ด่าทอ จับผิด จนเกิดการทะเลาะกัน เพราะความเห็นไม่ตรงใจฉัน และจุดฉนวนทำให้เกิดความขัดแย้ง  และแตกแยกได้ จากเรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่  จากเรื่องไม่เป็นเรื่อง ถูกขยายให้เกิดเรื่อง”


ความคิดเป็นสิ่งที่ทำให้เราเกิดสติ  และเสียสติได้  การตั้งต้นที่ดีในตอนนี้ทางด้านความคิด  ถ้าให้เรา พูดเพื่อระบายอารมณ์เสีย หรือพูดวิจารณ์กันในแต่ละครั้ง  เมื่อเริ่มรู้ตัวว่า ยิ่งพูด อารมณ์ยิ่งปะทุมากขึ้น ให้หยุด ไม่ควรพูดต่อเพื่อความสะใจ ทั้งที่รู้สึกสะเทือนใจ แต่ขอให้คนในสังคมใส่คำพูดที่มีความหวังต่อกัน แทนคำพูดหมดหวัง หรือการจบการพูดคุยกันด้วยคำพูดการประคองใจกันไปให้ได้  ให้เกิดเป็นความรู้สึกร่วมด้านบวก พร้อมจะสู้ชีวิตสู้ต่อไปได้

เช่น  “หากเราช่วยกัน  เราจะร่วมกันฝ่าฟันไปได้”  “ สู้ สู้”   “วิกฤตนี้  ไม่ใช่เราคนเดียวที่ต้องเจอ”  “เราจะมัวแต่รอไม่ได้  ต้องช่วยตัวเองและช่วยกันก่อนในสิ่งที่เราสามารถทำได้”  “ใจเย็นๆ  ใจเย็นๆ”  “เป็นกำลังใจซึ่งกันและกันนะ”


ถ้าต้องพูดกับคนที่มีความคิดในแง่ลบ ขอให้เราเปลี่ยนเรื่องพูดป็นแง่บวกทันที  อย่าไปพูดสนับสนุนความคิดลบของเขา ต้องรู้จักให้กำลังใจตนเอง และให้กำลังใจซึ่งกันและกัน และต้องรู้จัก ตัดอารมณ์ด้านลบออกไปอย่างรู้ตัวเช่นนี้  จะช่วยบรรเทาความรู้สึก อีกทั้งทำให้อารมณ์ดีขึ้น และรู้สึกว่าชีวิตยังมีทางออก มีความหวัง โดยที่ตัวเรายังพอจะทำอะไรได้  ไม่ใช่มัวแต่รอ มัวแต่รับ หรือเอาแต่จับผิดหรือขัดขา  ขัดแย้ง โทษกันไปกันมา อย่างไม่จบสิ้น จนกลายเป็นปัญหาสานต่อปัญหามากขึ้น แทนที่ปัญหามา จะก่อเกิดปัญญา ก่อเกิดความหวัง และพร้อมจะก้าวไปข้างหน้า ยิ่งทวีปัญหาเพิ่มพูนมากขึ้น 

การรักษาจิตใจให้กลับคืนมาสู่ภาวะปกติให้เร็วที่สุด  หรือการทำให้ขวัญกลับคืนมาอยู่กับตัวเองได้ และพร้อมสิ่งที่จะทำให้เราเดินหน้าต่อไปได้   ต้องพูดให้กำลังใจคืนกลับมาสู่จิตใจโดยเร็ว  ความคิดด้านบวกก็ยิ่งเกิดขึ้นเร็ว  ทำในสิ่งที่พอจะจัดการได้  ช่วยกันส่งข้อมูลสร้างสรรค์ และทำอะไรได้ ให้เกิดประโยชน์

ขอบคุณข้อมูลจาก กรุงเทพธุรกิจออนไลน์



5/26/2555

วิตามินซี คือ อะไร

วิตามินซีคือกรดแอสคอร์บิก (Ascorbicacid) ที่มีมากในผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว ซึ่งมีประโยชน์มากมายต่อร่างกายในการช่วยต้านอนุมูลอิสระ


ประโยชน์

วิตามินซีมีฤทธิ์ในการต่อต้านอนุมูลอิสระ ด้วยกระบวนการรีไซเคิลสารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่นๆ ให้คงอยู่ในร่างกาย วิตามินซีช่วยให้ร่างกายซ่อมแซมและรักษาตัวเองโดยการไปสร้างผนังเซลล์ ทำให้เส้นเลือดฝอยแข็งแรงและต่อต้านการอักเสบ จึงทำให้แผลหายได้เร็วขึ้น ช่วยในการป้องกันเลนส์ตาจากอันตรายต่างๆ เช่น ควันบุหรี่ แสงอัลตร้าไวโอเลต สาเหตุโรคต้อกระจก วิตามินซียังมีคุณสมบัติช่วยปกป้องเซลล์ เสริมภูมิคุ้มกันสุขภาพและความแข็งแรงของเนื้อเยื่อในร่างกายที่เกี่ยวข้องกับเส้นเอ็นและคอลลาเจน ช่วยให้เหงือกมีสุขภาพแข็งแรง ช่วยเพิ่มความต้านทานต่อโรคหัวใจ ป้องกันไมเกรน ช่วยลดความเครียดและยังเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนกรดอะมิโนให้กลายเป็นสารในสมอง ซึ่งมีความจำเป็นต่อสมองและหน้าที่ของระบบประสาทด้วย และช่วยเพิ่มความแข็งแรงของภูมิต้านทานโรค โดยเฉพาะประสิทธิภาพของเม็ดเลือดขาว

จากผลการวิจัยพบว่า ผู้หญิงที่ได้รับประทานวิตามินซีมาอย่างน้อย 10 ปี มีความเสี่ยงของโรคต้อกระจกลดลงถึง 77% บรรเทาอาการแพ้ต่างๆ เช่น ฝุ่นละออง เกสรดอกไม้ หอบหืด ไซนัส ป้องกันอาการไมเกรน ช่วยรักษาสภาพของเซลล์ประสาทช่วยปกป้องเซลล์ เสริมสร้างภูมิคุ้มกันเสริมสมดุลให้สุขภาพและความแข็งแรงของเนื้อเยื่อใน ร่างกายที่เกี่ยวข้องกับเส้นเอ็น คอลลาเจน ทำให้ผิวอ่อนเยาว์ เต่งตึงกระชับ สุขภาพดีและเรียบเนียนอีกด้วย

ข้อมูลสินค้า



ประโยชน์ของแครนเบอร์รี่

ในวงการแพทย์ ได้ยอมรับกันอย่างกว้างขวางแล้วว่า แครนเบอร์รี่ไม่ว่าจะเป็นในรูปของน้าผลไม้ แคปซูล ชงดื่ม ต่างก็ให้ประสิทธิภาพในการรักษาและป้องกันโรคเกี่ยวกับกระเพาะปัสสาวะ และอวัยวะภายในช่องท้องของสตรี สตรีที่มักประสพปัญหาการอั้นปัสสาวะและเกิดการอักเสบขื้นภายใน เมื่อได้รับประทานแครนเบอรี่อย่างน้อยเพียง 2 วัน ก็จะเห็นผล นอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น จากการวิจัยใหม่ยังยกให้แครนเบอร์รี่เป็นตัวการสาคัญในการยับยั้งและรักษาการเกิดก้อนหิน ในไต ช่วยลดกรดไขมันในเส้นเลือด (ไขมันเลว) ช่วยให้ร่างกายสามารถคืนสู่ปกติได้หลังจากอาการชัก และที่สำคัญกว่านั้นคือช่วยในด้านการป้องกันมะเร็ง แครนเบอรี่ ไม่ใช่ยา แต่เป็นผลิตภัณท์จากธรรมชาติซึ่งมาจากผลแครนเบอร์รี่ที่ปลูกในแถบอเมริกาเหนือ จึงสามารถรับปะทานได้โดยไม่มีผลข้างเคียงใดๆ ทั้งสิ้น


- รักษากระเพาะปัสสาวะอักเสบ ติดเชื้อ ในท่อปัสสาวะ

- ขจัดกลิ่นในปัสสสาวะ (ช่วยให้อวัยวะเพศสะอาด)

- รักษาและป้องกันเกี่ยวกับโรคที่มาจากเชื้อแบคทีเรีย E coli

- ในผลแครนเบอร์รี่ประกอบด้วยสารแอนตี้ออกซิเดนซ์จานวนมากจึงมีประโยชน์ต่อสุขภาพ ทั้งยังช่วยให้ผิวพรรณเกลี้ยงเกลา

สินค้าแครนเบอร์รี่
http://www.goodhealthyproduct.com/product-Cranberry300mg220softgels(Trunature)-176441-1.html

3/25/2555

ปรับพฤติกรรมแก้โรคกระเพาะ

 หนุ่มสาวในออฟฟิศมักมีจังหวะในการดำเนินชีวิตที่เร่งรีบ ความกดดันสูง ทำงานอย่างเคร่งเครียด ทำให้ง่ายต่อการที่ระบบการทำงานของเส้นประสาทจะวุ่นวายตามไปด้วย ระบบการทำงานของกระเพาะและลำไส้จึงทำงานได้ช้าลง การขับน้ำย่อยออกมาก็ไม่เต็มที่ ความอยากอาหารลดน้อยลง และเกิดภาวะอาหารไม่ย่อมตามมา


เนื่องจากพฤติกรรมที่ต้องนั่งเป็นเวลานานๆ กินอาหารไม่ตรงเวลาบวกกับแทบจะไม่ได้ออกกำลังกายเลย ระบบย่อยอาหารจึงแปรปรวน สมรรถนะในการดูดซึมอาหารก็น้อยลง ทำให้เกิดเป็นโรคกระเพาะอาหารเรื้อรัง เป็นๆ หายๆ รักษาไม่หายขาด ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องคอยดูแลตัวเอง เพื่อให้ตนเองมีกระเพาะอาหารที่แข็งแรง

มารู้จักการดูแลกระเพาะอาหารกันเถอะ

การมีพฤติกรรมการกินที่ดีจนเป็นนิสัย ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการป้องกันและรักษาโรคกระเพาะอาหาร การกินที่ดีนั้น มีอะไรบ้าง ไปดูกัน

กินให้ช้า การกินอาหารใช้ช้าลง ค่อยๆ เคี้ยวให้ละเอียดก่อนกลืน จะช่วยให้กระเพาะอาหารไม่ต้องทำงานหนัก ลดการกระตุ้นระบบการทำงานของกระเพาะอาหารจากการเสียดสีของอาหารชิ้นใหญ่ๆ

กินให้ตรง การกินอาหารควรจะมีช่วงเวลาที่สม่ำเสมอ อย่ากินจุบกินจิบ และต้องกินอาหารให้ตรงเวลาด้วย

กินให้เบา ลดการกินอาหารที่ติดมัน หรือน้ำมันเยอะ อาหารที่มีรสจัด ไม่ว่าจะเป็นหวาน เผ็ด หรือรสชาติใดๆก็ตาม นอกจากนี้ควรลดการดื่มเหล้าและชา กาแฟอีกด้วย

ข้อมูลจาก Slimming
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

1/05/2555

จัดการเสียงกัดฟันตอนนอน

เรายังไม่รู้สาเหตุว่าแท้จริงแล้วการนอนกัดฟันนั้นเกิดจากอะไร แต่ที่พอจะรู้คือความเครียดเป็นสาเหตุสำคัญของการนอนกัดฟัน และที่แน่ๆคือการกัดฟันก่อผลร้ายต่อฟัน เพราะทำให้ผิวเคลือบฟันแตก ฟันร้าว และฟันบาง แต่ยังโชคดีที่เราสามารถป้องกันได้ ดังนี้


1. สวมใส่ฟันยางระหว่างนอน ซึ่งสามารถซื้อได้ที่คลินิกทันตกรรม แม้ว่าฟันยางจะไม่ทำให้หยุดการกัดฟัน แต่ก็ช่วยลดแรงกัดที่จะมาทำร้ายฟัน และควรไปพบแพทย์เป็นประจำเพื่อตรวจว่ามีฟันผุ หรือการเคลื่อนที่ของฟัน อันเกิดจากการใส่ฟันยางหรือไม่

2. อาบน้ำอุ่นก่อนนอน เพราะอุณหภูมิอุ่นๆของน้ำช่วยให้กล้ามเนื้อขากรรไกรผ่อนคลาย

3. ออกกำลังกาย ไม่ใช่เฉพาะแค่กล้ามเนื้อขากรรไกร อาจจะเดิน หรือการออกกำลังเบาๆ เพราะจะช่วยลดความเครียด ซึ่งเป็นสาเหตุของการนอนกัดฟัน

4. พยายามเตือนตัวเองว่าอย่ากัดฟัน โดยอาจทำสัญลักษณ์ติดไว้ในที่ต่างๆ ที่สามารถเห็นได้อย่างชัดเจนและเห็นบ่อยๆ เช่น ติดสติ๊กเกอร์สีแดงไว้หน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือแปะแผ่นโพสต์อิทไว้บนโต๊ะทำงาน

5. พยายามไม่เครียด หรือหากมีอาการเครียดก็หาอะไรทำ เพื่อคลายเครียด เช่น ฟังเพลงหรือหากเครียดมากๆอาจไปพบจิตแพทย์เพื่อหาทางบำบัด

6. นำผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นมาวางที่กล้ามเนื้อขากรรไกร เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อขากรรไกรคลายตัว

7. การนวดก็ช่วยได้ โดยคลึงบริเวณขากรรไกรเบาๆ

8. ให้ขากรรไกรได้พัก ด้วยการไม่รับประทานอาหารที่ต้องเคี้ยวมากๆ เพราะหากขากรรไกรทำงานหนัก โอกาสที่จะเกิดการนอนกัดฟันก็จะตามมา

เนื่องจากสาเหตุการนอนกัดฟันส่วนใหญ่มักจะสัมพันธ์กับจิตใจ ดังนั้นหากจะให้อาการกัดฟันหายไป ก็ควรเริ่มจากการทำใจให้สบาย ลด ละ เลิกสิ่งที่ทำให้เครียดเป็นอย่างแรก

ขอบคุณข้อมูลจาก Health Today
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต