วิตามินซีคือกรดแอสคอร์บิก (Ascorbicacid) ที่มีมากในผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว ซึ่งมีประโยชน์มากมายต่อร่างกายในการช่วยต้านอนุมูลอิสระ
ประโยชน์
วิตามินซีมีฤทธิ์ในการต่อต้านอนุมูลอิสระ ด้วยกระบวนการรีไซเคิลสารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่นๆ ให้คงอยู่ในร่างกาย วิตามินซีช่วยให้ร่างกายซ่อมแซมและรักษาตัวเองโดยการไปสร้างผนังเซลล์ ทำให้เส้นเลือดฝอยแข็งแรงและต่อต้านการอักเสบ จึงทำให้แผลหายได้เร็วขึ้น ช่วยในการป้องกันเลนส์ตาจากอันตรายต่างๆ เช่น ควันบุหรี่ แสงอัลตร้าไวโอเลต สาเหตุโรคต้อกระจก วิตามินซียังมีคุณสมบัติช่วยปกป้องเซลล์ เสริมภูมิคุ้มกันสุขภาพและความแข็งแรงของเนื้อเยื่อในร่างกายที่เกี่ยวข้องกับเส้นเอ็นและคอลลาเจน ช่วยให้เหงือกมีสุขภาพแข็งแรง ช่วยเพิ่มความต้านทานต่อโรคหัวใจ ป้องกันไมเกรน ช่วยลดความเครียดและยังเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนกรดอะมิโนให้กลายเป็นสารในสมอง ซึ่งมีความจำเป็นต่อสมองและหน้าที่ของระบบประสาทด้วย และช่วยเพิ่มความแข็งแรงของภูมิต้านทานโรค โดยเฉพาะประสิทธิภาพของเม็ดเลือดขาว
จากผลการวิจัยพบว่า ผู้หญิงที่ได้รับประทานวิตามินซีมาอย่างน้อย 10 ปี มีความเสี่ยงของโรคต้อกระจกลดลงถึง 77% บรรเทาอาการแพ้ต่างๆ เช่น ฝุ่นละออง เกสรดอกไม้ หอบหืด ไซนัส ป้องกันอาการไมเกรน ช่วยรักษาสภาพของเซลล์ประสาทช่วยปกป้องเซลล์ เสริมสร้างภูมิคุ้มกันเสริมสมดุลให้สุขภาพและความแข็งแรงของเนื้อเยื่อใน ร่างกายที่เกี่ยวข้องกับเส้นเอ็น คอลลาเจน ทำให้ผิวอ่อนเยาว์ เต่งตึงกระชับ สุขภาพดีและเรียบเนียนอีกด้วย
ข้อมูลสินค้า
5/26/2555
ประโยชน์ของแครนเบอร์รี่
ในวงการแพทย์ ได้ยอมรับกันอย่างกว้างขวางแล้วว่า แครนเบอร์รี่ไม่ว่าจะเป็นในรูปของน้าผลไม้ แคปซูล ชงดื่ม ต่างก็ให้ประสิทธิภาพในการรักษาและป้องกันโรคเกี่ยวกับกระเพาะปัสสาวะ และอวัยวะภายในช่องท้องของสตรี สตรีที่มักประสพปัญหาการอั้นปัสสาวะและเกิดการอักเสบขื้นภายใน เมื่อได้รับประทานแครนเบอรี่อย่างน้อยเพียง 2 วัน ก็จะเห็นผล นอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น จากการวิจัยใหม่ยังยกให้แครนเบอร์รี่เป็นตัวการสาคัญในการยับยั้งและรักษาการเกิดก้อนหิน ในไต ช่วยลดกรดไขมันในเส้นเลือด (ไขมันเลว) ช่วยให้ร่างกายสามารถคืนสู่ปกติได้หลังจากอาการชัก และที่สำคัญกว่านั้นคือช่วยในด้านการป้องกันมะเร็ง แครนเบอรี่ ไม่ใช่ยา แต่เป็นผลิตภัณท์จากธรรมชาติซึ่งมาจากผลแครนเบอร์รี่ที่ปลูกในแถบอเมริกาเหนือ จึงสามารถรับปะทานได้โดยไม่มีผลข้างเคียงใดๆ ทั้งสิ้น
- รักษากระเพาะปัสสาวะอักเสบ ติดเชื้อ ในท่อปัสสาวะ
- ขจัดกลิ่นในปัสสสาวะ (ช่วยให้อวัยวะเพศสะอาด)
- รักษาและป้องกันเกี่ยวกับโรคที่มาจากเชื้อแบคทีเรีย E coli
- ในผลแครนเบอร์รี่ประกอบด้วยสารแอนตี้ออกซิเดนซ์จานวนมากจึงมีประโยชน์ต่อสุขภาพ ทั้งยังช่วยให้ผิวพรรณเกลี้ยงเกลา
สินค้าแครนเบอร์รี่
http://www.goodhealthyproduct.com/product-Cranberry300mg220softgels(Trunature)-176441-1.html
3/25/2555
ปรับพฤติกรรมแก้โรคกระเพาะ
หนุ่มสาวในออฟฟิศมักมีจังหวะในการดำเนินชีวิตที่เร่งรีบ ความกดดันสูง ทำงานอย่างเคร่งเครียด ทำให้ง่ายต่อการที่ระบบการทำงานของเส้นประสาทจะวุ่นวายตามไปด้วย ระบบการทำงานของกระเพาะและลำไส้จึงทำงานได้ช้าลง การขับน้ำย่อยออกมาก็ไม่เต็มที่ ความอยากอาหารลดน้อยลง และเกิดภาวะอาหารไม่ย่อมตามมา
เนื่องจากพฤติกรรมที่ต้องนั่งเป็นเวลานานๆ กินอาหารไม่ตรงเวลาบวกกับแทบจะไม่ได้ออกกำลังกายเลย ระบบย่อยอาหารจึงแปรปรวน สมรรถนะในการดูดซึมอาหารก็น้อยลง ทำให้เกิดเป็นโรคกระเพาะอาหารเรื้อรัง เป็นๆ หายๆ รักษาไม่หายขาด ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องคอยดูแลตัวเอง เพื่อให้ตนเองมีกระเพาะอาหารที่แข็งแรง
มารู้จักการดูแลกระเพาะอาหารกันเถอะ
การมีพฤติกรรมการกินที่ดีจนเป็นนิสัย ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการป้องกันและรักษาโรคกระเพาะอาหาร การกินที่ดีนั้น มีอะไรบ้าง ไปดูกัน
กินให้ช้า การกินอาหารใช้ช้าลง ค่อยๆ เคี้ยวให้ละเอียดก่อนกลืน จะช่วยให้กระเพาะอาหารไม่ต้องทำงานหนัก ลดการกระตุ้นระบบการทำงานของกระเพาะอาหารจากการเสียดสีของอาหารชิ้นใหญ่ๆ
กินให้ตรง การกินอาหารควรจะมีช่วงเวลาที่สม่ำเสมอ อย่ากินจุบกินจิบ และต้องกินอาหารให้ตรงเวลาด้วย
กินให้เบา ลดการกินอาหารที่ติดมัน หรือน้ำมันเยอะ อาหารที่มีรสจัด ไม่ว่าจะเป็นหวาน เผ็ด หรือรสชาติใดๆก็ตาม นอกจากนี้ควรลดการดื่มเหล้าและชา กาแฟอีกด้วย
ข้อมูลจาก Slimming
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
เนื่องจากพฤติกรรมที่ต้องนั่งเป็นเวลานานๆ กินอาหารไม่ตรงเวลาบวกกับแทบจะไม่ได้ออกกำลังกายเลย ระบบย่อยอาหารจึงแปรปรวน สมรรถนะในการดูดซึมอาหารก็น้อยลง ทำให้เกิดเป็นโรคกระเพาะอาหารเรื้อรัง เป็นๆ หายๆ รักษาไม่หายขาด ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องคอยดูแลตัวเอง เพื่อให้ตนเองมีกระเพาะอาหารที่แข็งแรง
มารู้จักการดูแลกระเพาะอาหารกันเถอะ
การมีพฤติกรรมการกินที่ดีจนเป็นนิสัย ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการป้องกันและรักษาโรคกระเพาะอาหาร การกินที่ดีนั้น มีอะไรบ้าง ไปดูกัน
กินให้ช้า การกินอาหารใช้ช้าลง ค่อยๆ เคี้ยวให้ละเอียดก่อนกลืน จะช่วยให้กระเพาะอาหารไม่ต้องทำงานหนัก ลดการกระตุ้นระบบการทำงานของกระเพาะอาหารจากการเสียดสีของอาหารชิ้นใหญ่ๆ
กินให้ตรง การกินอาหารควรจะมีช่วงเวลาที่สม่ำเสมอ อย่ากินจุบกินจิบ และต้องกินอาหารให้ตรงเวลาด้วย
กินให้เบา ลดการกินอาหารที่ติดมัน หรือน้ำมันเยอะ อาหารที่มีรสจัด ไม่ว่าจะเป็นหวาน เผ็ด หรือรสชาติใดๆก็ตาม นอกจากนี้ควรลดการดื่มเหล้าและชา กาแฟอีกด้วย
ข้อมูลจาก Slimming
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
1/05/2555
จัดการเสียงกัดฟันตอนนอน
เรายังไม่รู้สาเหตุว่าแท้จริงแล้วการนอนกัดฟันนั้นเกิดจากอะไร แต่ที่พอจะรู้คือความเครียดเป็นสาเหตุสำคัญของการนอนกัดฟัน และที่แน่ๆคือการกัดฟันก่อผลร้ายต่อฟัน เพราะทำให้ผิวเคลือบฟันแตก ฟันร้าว และฟันบาง แต่ยังโชคดีที่เราสามารถป้องกันได้ ดังนี้
1. สวมใส่ฟันยางระหว่างนอน ซึ่งสามารถซื้อได้ที่คลินิกทันตกรรม แม้ว่าฟันยางจะไม่ทำให้หยุดการกัดฟัน แต่ก็ช่วยลดแรงกัดที่จะมาทำร้ายฟัน และควรไปพบแพทย์เป็นประจำเพื่อตรวจว่ามีฟันผุ หรือการเคลื่อนที่ของฟัน อันเกิดจากการใส่ฟันยางหรือไม่
2. อาบน้ำอุ่นก่อนนอน เพราะอุณหภูมิอุ่นๆของน้ำช่วยให้กล้ามเนื้อขากรรไกรผ่อนคลาย
3. ออกกำลังกาย ไม่ใช่เฉพาะแค่กล้ามเนื้อขากรรไกร อาจจะเดิน หรือการออกกำลังเบาๆ เพราะจะช่วยลดความเครียด ซึ่งเป็นสาเหตุของการนอนกัดฟัน
4. พยายามเตือนตัวเองว่าอย่ากัดฟัน โดยอาจทำสัญลักษณ์ติดไว้ในที่ต่างๆ ที่สามารถเห็นได้อย่างชัดเจนและเห็นบ่อยๆ เช่น ติดสติ๊กเกอร์สีแดงไว้หน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือแปะแผ่นโพสต์อิทไว้บนโต๊ะทำงาน
5. พยายามไม่เครียด หรือหากมีอาการเครียดก็หาอะไรทำ เพื่อคลายเครียด เช่น ฟังเพลงหรือหากเครียดมากๆอาจไปพบจิตแพทย์เพื่อหาทางบำบัด
6. นำผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นมาวางที่กล้ามเนื้อขากรรไกร เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อขากรรไกรคลายตัว
7. การนวดก็ช่วยได้ โดยคลึงบริเวณขากรรไกรเบาๆ
8. ให้ขากรรไกรได้พัก ด้วยการไม่รับประทานอาหารที่ต้องเคี้ยวมากๆ เพราะหากขากรรไกรทำงานหนัก โอกาสที่จะเกิดการนอนกัดฟันก็จะตามมา
เนื่องจากสาเหตุการนอนกัดฟันส่วนใหญ่มักจะสัมพันธ์กับจิตใจ ดังนั้นหากจะให้อาการกัดฟันหายไป ก็ควรเริ่มจากการทำใจให้สบาย ลด ละ เลิกสิ่งที่ทำให้เครียดเป็นอย่างแรก
ขอบคุณข้อมูลจาก Health Today
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
1. สวมใส่ฟันยางระหว่างนอน ซึ่งสามารถซื้อได้ที่คลินิกทันตกรรม แม้ว่าฟันยางจะไม่ทำให้หยุดการกัดฟัน แต่ก็ช่วยลดแรงกัดที่จะมาทำร้ายฟัน และควรไปพบแพทย์เป็นประจำเพื่อตรวจว่ามีฟันผุ หรือการเคลื่อนที่ของฟัน อันเกิดจากการใส่ฟันยางหรือไม่
2. อาบน้ำอุ่นก่อนนอน เพราะอุณหภูมิอุ่นๆของน้ำช่วยให้กล้ามเนื้อขากรรไกรผ่อนคลาย
3. ออกกำลังกาย ไม่ใช่เฉพาะแค่กล้ามเนื้อขากรรไกร อาจจะเดิน หรือการออกกำลังเบาๆ เพราะจะช่วยลดความเครียด ซึ่งเป็นสาเหตุของการนอนกัดฟัน
4. พยายามเตือนตัวเองว่าอย่ากัดฟัน โดยอาจทำสัญลักษณ์ติดไว้ในที่ต่างๆ ที่สามารถเห็นได้อย่างชัดเจนและเห็นบ่อยๆ เช่น ติดสติ๊กเกอร์สีแดงไว้หน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือแปะแผ่นโพสต์อิทไว้บนโต๊ะทำงาน
5. พยายามไม่เครียด หรือหากมีอาการเครียดก็หาอะไรทำ เพื่อคลายเครียด เช่น ฟังเพลงหรือหากเครียดมากๆอาจไปพบจิตแพทย์เพื่อหาทางบำบัด
6. นำผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นมาวางที่กล้ามเนื้อขากรรไกร เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อขากรรไกรคลายตัว
7. การนวดก็ช่วยได้ โดยคลึงบริเวณขากรรไกรเบาๆ
8. ให้ขากรรไกรได้พัก ด้วยการไม่รับประทานอาหารที่ต้องเคี้ยวมากๆ เพราะหากขากรรไกรทำงานหนัก โอกาสที่จะเกิดการนอนกัดฟันก็จะตามมา
เนื่องจากสาเหตุการนอนกัดฟันส่วนใหญ่มักจะสัมพันธ์กับจิตใจ ดังนั้นหากจะให้อาการกัดฟันหายไป ก็ควรเริ่มจากการทำใจให้สบาย ลด ละ เลิกสิ่งที่ทำให้เครียดเป็นอย่างแรก
ขอบคุณข้อมูลจาก Health Today
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
12/18/2554
โรคปริทันต์หรือโรคเหงือกอักเสบ
โรคปริทันต์หรือที่คนทั่วไปเรียกว่า โรคเหงือกอักเสบ ไม่ได้มีการอักเสบเกิดขึ้นแค่ที่เหงือกเท่านั้น แต่เป็นโรคที่เกิดขึ้นได้กับอวัยวะรอบๆฟัน ทั้งเหงือก กระดูกเบ้าฟัน เอ็นยึดปริทันต์และผิวรากฟัน
สาเหตุของโรคปริทันต์ คือ คราบอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาลที่เกาะบนผิวฟัน และการทำความสะอาดฟันไม่ดีพอ ทำให้คราบอาหารเหล่านี้กลายเป็นอาหารของแบคทีเรีย แบคทีเรียที่มีอยู่ในช่องปากจึงเจริญเติบโตและเพิ่มจำนวนขึ้นแผ่กระจายไปบนผิวฟัน
แบคทีเรียพวกนี้เมื่อมีการบริโภคอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาลเข้าไป จะปล่อยกรดและสารพิษออกมาเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาการอักเสบ ผลคือทำให้เหงือกบวมแดง อักเสบและมีเลือดออก ทำให้รู้สึกเจ็บเหงือกและอาจมีอาการปวด ถ้าปล่อยทิ้งไว้เหงือกและกระดูกเบ้าฟันจะถูกทำลายลงเรื่อยๆ จนในที่สุดก็อาจจะต้องสูญเสียฟันซี่นั้นไป เนื่องจากสูญเสียอวัยวะรอบฟันที่ช่วยในการยึดเกาะฟันไว้กับขากรรไกร
คราบเชื้อโรคเมื่อเกาะบนผิวฟันนานๆ กลายเป็นคราบหินปูน เมื่อมีคราบหินปูนก็เป็นที่สะสมของคราบเชื้อโรคมากยิ่งขึ้น เมื่อคราบหินปูนและแบคทีเรียสะสมมากขึ้นและนานขึ้น จะเพิ่มปริมาณลึกลงไปใต้ขอบเหงือก ทำให้การอักเสบลุกลามลงไปเรื่อยๆ
อาการของโรคปริทันต์ คือมีเลือดออกตามไรฟันขณะแปรงฟัน เหงือกบวมแดง มีกลิ่นปาก เหงือกร่น อาจมีหนองออกตามร่องเหงือกและฟันโยก
หากพบว่าเป็นโรคปริทันต์ หรือเหงือกอักเสบควรจะรีบทำการรักษาในทันทีที่มีการตรวจพบ เพราะหากปล่อยไว้จะทำให้การรักษายากยิ่งขึ้น
ขอบคุณข้อมูลจาก คุณปัณณพร : ไขข้อข้องใจสารพัดอาการปวด
สาเหตุของโรคปริทันต์ คือ คราบอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาลที่เกาะบนผิวฟัน และการทำความสะอาดฟันไม่ดีพอ ทำให้คราบอาหารเหล่านี้กลายเป็นอาหารของแบคทีเรีย แบคทีเรียที่มีอยู่ในช่องปากจึงเจริญเติบโตและเพิ่มจำนวนขึ้นแผ่กระจายไปบนผิวฟัน
แบคทีเรียพวกนี้เมื่อมีการบริโภคอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาลเข้าไป จะปล่อยกรดและสารพิษออกมาเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาการอักเสบ ผลคือทำให้เหงือกบวมแดง อักเสบและมีเลือดออก ทำให้รู้สึกเจ็บเหงือกและอาจมีอาการปวด ถ้าปล่อยทิ้งไว้เหงือกและกระดูกเบ้าฟันจะถูกทำลายลงเรื่อยๆ จนในที่สุดก็อาจจะต้องสูญเสียฟันซี่นั้นไป เนื่องจากสูญเสียอวัยวะรอบฟันที่ช่วยในการยึดเกาะฟันไว้กับขากรรไกร
คราบเชื้อโรคเมื่อเกาะบนผิวฟันนานๆ กลายเป็นคราบหินปูน เมื่อมีคราบหินปูนก็เป็นที่สะสมของคราบเชื้อโรคมากยิ่งขึ้น เมื่อคราบหินปูนและแบคทีเรียสะสมมากขึ้นและนานขึ้น จะเพิ่มปริมาณลึกลงไปใต้ขอบเหงือก ทำให้การอักเสบลุกลามลงไปเรื่อยๆ
อาการของโรคปริทันต์ คือมีเลือดออกตามไรฟันขณะแปรงฟัน เหงือกบวมแดง มีกลิ่นปาก เหงือกร่น อาจมีหนองออกตามร่องเหงือกและฟันโยก
หากพบว่าเป็นโรคปริทันต์ หรือเหงือกอักเสบควรจะรีบทำการรักษาในทันทีที่มีการตรวจพบ เพราะหากปล่อยไว้จะทำให้การรักษายากยิ่งขึ้น
ขอบคุณข้อมูลจาก คุณปัณณพร : ไขข้อข้องใจสารพัดอาการปวด
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)




