แม้ว่าจะไม่เคยมีการเก็บข้อมูลที่แน่ชัดว่าคนไทยมีอาการขาอยู่ไม่สุข (Restless legs syndrome) มากน้อยแค่ไหน แต่ก็สามารถพบได้เสมอโดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ป่วยเป็นโรคหลายๆอย่าง อย่างไรก็ดี ผู้ป่วยกลับไม่ได้รับการวินิจฉัย จึงไม่ได้รับการรักษา จึงนำมาซึ่งความลำบากกายและทุกข์ใจของผู้ป่วยไม่น้อย ทั้งๆที่โรคนี้มีทางแก้
กลุ่มอาการขาอยู่ไม่สุขคืออะไร
โรคนี้เป็นโรคทางระบบประสาทที่มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Restless legs syndrome (RLS) หรือมีอีกชื่อหนึ่งว่า Ekbom’s syndrome ตามชื่อของแพทย์ที่รายงานเกี่ยวกับโรคนี้เมื่อปี ค.ศ.1945 ผู้ป่วยที่เป็นโรคหรือกลุ่มอาการนี้มักมีความรู้สึกไม่สบายที่ขาทั้ง 2 ข้าง โดยเฉพาะเมื่อนั่งหรือนอนพัก ทำให้ต้องขยับขาเพื่อบรรเทาอาการทางประสาทสัมผัสที่ผิดปกติดังกล่าว อาการทางประสาทสัมผัสที่ผิดปกตินี้มีได้หลายรูปแบบ เช่น รู้สึกเหมือนมีอะไรมาไต่ที่ขาหรือเท้า รู้สึกแสบ เป็นตะคริว คัน ปวดตื้อ ปวดแปลบ เหมือนไฟช็อต ยุบยิบ กล้ามเนื้อตึง ซึ่งมักเกิดซ้ำๆ เป็นช่วงสั้นๆตลอดช่วงเวลานั้น ผู้ป่วยจึงต้องขยับขาตลอด จนอยู่นิ่งไม่ได้และทำให้เดอาการนอนไม่หลับในที่สุด
แต่เป็นที่น่าแปลกใจคือ อาการเหล่านี้มักจะดีขึ้นเมื่อผู้ป่วยขยับแขนขา ร่างกาย ยืดกล้ามเนื้อ หรือออกเดินแต่เมื่อกลับมานั่งนิ่งๆหรือนอน อาการก็จะกลับมาอีก ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีอาการมากในช่วงเย็นหรือค่ำ ส่งผลให้นอนหลับได้ยาก
กลุ่มเสี่ยงและสาเหตุของโรค
มีการประมาณว่าประชากรทั่วไปราวร้อยละ 10 จะเคยมีอาการเช่นนี้มาก่อน และมีผู้ป่วยที่มีอาการเรื้อรังจำนวนถึง 12 ล้านคนในประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ส่วนใหญ่มักไม่ได้รับการวินิจฉัย ซึ่งน่าจะเกิดจากความรุนแรงของโรคนี้มีระดับแตกต่างกันมาก โรคนี้เกิดขึ้นได้กับทั้งเพศชายและเพศหญิง มักไม่พบสาเหตุที่ชัดเจน แต่ส่วนใหญ่จะเกิดในผู้ใหญ่ตั้งแต่อายุ 45 ปีขึ้นไป จนถึงผู้สูงอายุ โดยจะค่อยๆมีอาการเพิ่มขึ้นช้าๆ ผู้ป่วยกลุ่มนี้ร้อยละ 50 มีประวัติครอบครัวร่วมด้วย จึงเชื่อว่าโรคนี้มีความเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางพันธุกรรม โดยอาจเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของสารสื่อประสาทที่ชื่อว่า โดปามีน (dopamine )
ส่วนผู้ป่วยอีกกลุ่มจะพบสาเหตุจากโรคหรือภาวะทางกายต่างๆ เช่น
• หญิงมีครรภ์ จะเกิดอาการดังกล่าวได้ในช่วงไตรมาสสุดท้าย และอาการจะหายไปภายใน 1 เดือนหลังการคลอด
• ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ไตวาย เรื้อรัง โรคพาร์กินสัน เส้นประสาทเสื่อม ซึ่งหากโรคเดิมดีขึ้นอาการของโรคขาอยู่ไม่สุขก็จะดีขึ้นเองได้
• ผู้ป่วยที่มีภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก ผู้ป่วยที่มีอาการของโรคนี้จึงควรได้รับการตรวจนับเม็ดเลือด และความเข้มข้นของเม็ดเลือดแดง
• ผู้ป่วยที่ได้รับผลข้างเคียงจากยา เช่น ยาทางจิตเวช ยาแก้คลื่นไส้อาเจียน ยาต้านความเศร้า ยาลดความดันโลหิตบางชนิด ยาแก้แพ้
• การสูบบุหรี่ หรือดื่มสุรา
อาการหลักของโรค
• ความรู้สึกผิดปกติมักเกิดที่ขา น่อง หรือเท้าทั้ง 2 ข้าง โดยมีอาการหลากหลายดังกล่าวข้างต้น แต่จะมีความรุนแรงต่างกันในผู้ป่วยแต่ละราย
• อาการจะเกิดขณะที่พักหรืออยู่นิ่งๆ เช่น นั่งในรถหรือเครื่องบินเป็นเวลานาน นั่งชมภาพยนตร์หรือนอน และอาการจะดีขึ้นเมื่อได้ขยับขา ยืดขา ใช้ขาตบพื้น หรือออกเดิน
• อาการเหล่านี้มักแย่ลงในช่วงเย็นหรือกลางคืนโดยเฉพาะเมื่อเริ่มเข้านอน
• ขากระตุกเวลากลางคืน โรคนี้มักมีความสัมพันธ์กับการเคลื่อนไหวเป็นพักๆของแขนขาขณะหลับ (periodic limb movements of sleep) ทำให้เกิดอาการกระตุกของขา โดยที่ต้นขาจะงอเข้าและเหยียดออกขณะหลับ ผู้ป่วยเกิดการขยับโดยไม่รู้ตัวและเป็นได้ตลอดคืนโดยเฉพาะในผู้สูงอายุ
การวินิจฉัยโรค
ในรายที่ผู้ป่วยมีอาการข้างต้นและสงสัยว่าจะเป็นโรคนี้ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบถึงอาการต่างๆโดยละเอียด โดยเฉพาะหากมีผลต่อการนอนหลับ ผู้ป่วยควรบันทึกอาการที่เกิดขึ้นโดยละเอียดว่ามีความรู้สึกอย่างไร เมื่อไรและอาการดีขึ้นหรือแย่ลงได้อย่างไร รวมถึงควรแจ้งข้อมูลโรคเดิมที่เป็น ยาที่ใช้ประจำและยาที่ใช้รับประทานชั่วคราวในขณะนั้น เช่น ยาแก้หวัด ยาแก้ไอ อาหารเสริม นอกจากนี้อาจจะต้องสอบถามข้อมูลจากผู้ที่อาศัยในบ้านเดียวกันหรือคู่นอน เพื่อจะได้ทราบถึงพฤติกรรมของผู้ป่วยระหว่างที่นอนหลับด้วย
เมื่อมาพบแพทย์ แพทย์จะซักประวัติ ตรวจร่างกายและตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม เพื่อหาสาเหตุของโรค โดยเฉพาะโรคทางกายที่เกิดร่วมกับโรคนี้ เช่น โลหิตจาง ไตวาย แล้วให้การวินิจฉัยโรคนี้ตามเกณฑ์มาตรฐาน ก่อนจะให้การรักษาและติดตามต่อไป
การรักษา
การรักษาทั่วไป ในผู้ป่วยที่มีอาการไม่มาก แพทย์จะใช้การรักษาทั่วไปเพื่อบรรเทาหรือป้องกันอาการในช่วงกลางคืน รวมถึงแนะนำให้ผู้ป่วยปฏิบัติตัวดังต่อไปนี้
1. หลีกเลี่ยงหรืองดการบริโภคสุรา บุหรี่ และอาหารที่มีกาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ น้ำอัดลม โดยเฉพาะช่วงเย็นและค่ำ รวมถึงให้รับประทานอาหารในสัดส่วนที่เหมาะสม
2. มีสุขนิสัยการนอนที่ดี เช่น เข้านอนและตื่นนอนตรงเวลาทุกวัน หลีกเลี่ยงการงีบหลับ โดยเฉพาะในช่วงเย็น
3. ออกกำลังกายแบบแอโรบิกระดับปานกลาง 3 ครั้ง/สัปดาห์ในช่วงเวลากลางวัน หรือขยับร่างกายด้วยการยืนและเดินเป็นระยะในระหว่างที่นั่งนานๆ เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ และทำให้นอนหลับได้ดีขึ้น
4. ใช้เทคนิคการผ่อนคลายก่อนนอน เช่น อาบน้ำอุ่น นวดขาและเท้า ประคบร้อน/เย็น
5. เบี่ยงเบนความสนใจจากอาการของโรคโดยการอ่านหนังสือ ดูโทรทัศน์หรือทำสมาธิ
การรักษาด้วยยา
ในผู้ที่มีอาการน้อยหรือชั่วคราว การรักษาโดยการปฏิบัติตัวทั่วไปมักได้ผลดีจึงควรใช้ยาเมื่อจำเป็นเท่านั้น สำหรับในรายที่มีภาวะโลหิตจางควรได้รับธาตุเหล็ก กรดโฟลิก แมกนีเซียม และวิตามินเสริมตามความเหมาะสมและให้การรักษาโรคทางกายที่เป็นอยู่เดิมควบคู่กันไป
สำหรับยาที่แพทย์มักใช้บ่อยก็คือ
1. ยากลุ่มที่มีฤทธิ์เสริมการทำงานของระบบสารโดปามีน ซึ่งปกติใช้รักษาโรคพาร์กินสัน โดยเฉพาะการใช้ยาที่จับตัวรับโดปามีนโดยตรง (dopamine agonist) จะได้ผลดีมาก ตัวอย่างเช่น ropinirole และ pramipexole ที่ออกฤทธิ์ได้นาน จึงมักให้ยานี้ในขนาดต่ำๆ ก่อนนอน และปรับขนาดขึ้นช้าๆ เมื่อจำเป็น ส่วนยาในกลุ่มที่ช่วยสร้างโดปามีน เช่น levodopa มักได้ผลดีในช่วงแรกแต่ผู้ป่วยจะดื้อยาได้เร็ว คือจะทำให้อาการของโรคเกิดเร็วขึ้นกว่าเวลาเดิม เช่น มีอาการตั้งแต่ช่วงบ่าย-เย็นแทนที่จะเป็นเวลานอน จึงเป็นยาที่ไม่ได้รับความนิยม
2. ยากลุ่มเบนโซไดอะซีพีน ที่มีฤทธิ์คลายกังวล ลดกล้ามเนื้อกระตุกและช่วยนอนหลับ เช่น clonazepam, diazepam จะใช้ในรายที่มีอาการไม่มากและเป็นครั้งคราว มักมีผลข้างเคียงด้านง่วงซึมเวลากลางวันได้บ่อย จึงไม่ควรใช้ในระยะยาว
3. ยาแก้ปวดบางชนิด เช่น โคเดอีนในขนาดต่ำๆ แต่สารนี้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเป็นวัตถุเสพติด
4. ยาอื่นๆ เช่นยากันชัก หรือยานอนหลับบางชนิด
การพยากรณ์โรค
โดยทั่วไปโรคนี้ไม่มีอันตรายแต่จะก่อให้เกิดความรำคาญมากกว่า ทำให้นอนไม่หลับ หงุดหงิด ง่วงซึมในเวลากลางวันและอาจเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ในกลุ่มผู้ป่วยที่ไม่มีโรคทางกายอย่างอื่นมักไม่พบสาเหตุชัดเจน ผู้ป่วยมักมีอาการเป็นๆหายๆตลอดชีวิต แต่จะมีระดับความรุนแรงแตกต่างกันในแต่ละช่วง ผู้ป่วยจึงควรปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันอาการในระยะยาว และใช้ยาในช่วงที่มีอาการมากเพื่อให้นอนหลับได้ตามปกติ และอาจพิจารณาหยุดยาได้หากมีอาการดีขึ้น
ข้อมูลงานวิจัยและแนวโน้มในอนาคต
ปัจจุบันมีงานวิจัยจำนวนมากในด้านการทำงานของระบบสารสื่อประสาทโดปามีนหรือความผิดปกติทางพันธุกรรมในโรคนี้ รวมถึงมีความพยายามในการสร้างแบบจำลองของโรคในสัตว์ทดลองเพื่อทดสอบสมมติฐานที่เกี่ยวข้อง ในขณะเดียวกันก็ยังมีการศึกษาวิจัยยาต่างๆเพื่อบรรเทาอาการของผู้ป่วยโดยเฉพาะในรายที่ใช้ยามาตรฐานไม่ได้ผล จึงเชื่อว่าการดูแลรักษาโรคนี้จะได้ผลมากยิ่งขึ้นในอนาคต
ข้อมูลจาก รศ.นพ.ก้องเกียรติ กูณฑ์กันทรากร อายุรแพทย์ด้านประสาทวิทยา: HealthToday
11/15/2554
10/01/2554
งูสวัด
โรคงูสวัดเกิดในผู้ที่เคยเป็นอีสุกอีใสมาแล้ว โดยการติดเชื้อไวรัสตัวนี้ครั้งแรกมักเป็นในช่วงเด็ก เรียกว่าโรคอีสุกอีใส โดยในช่วงที่ไวรัสแพร่กระจาย ไวรัสจะฝังตัวอยู่ในไขสันหลัง ซึ่งมักเป็นที่เส้นประสาทรับความรู้สึก โดยไวรัสจะอยู่ในระยะสงบได้นานหลายปี แต่ถ้าต่อมาไวรัสถูกกระตุ้นและเจริญเติบโตตามเส้นประสาทเส้นที่มันฝังตัวมาสู่ผิวหนัง ก็จะทำให้เกิดงูสวัดขึ้น ส่วนใหญ่มักพบงูสวัดในผู้ใหญ่โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ งูสวัดเป็นโรคที่ติดต่อได้ แต่ผู้ที่ได้รับเชื้อจะแสดงอาการของการเป็นอีสุกอีใส (เพราะงูสวัดเกิดจากเชื้อในตัวเองของผู้เคยเป็นอีสุกอีใสมาก่อน)
สำหรับอาการของงูสวัดที่พบบ่อยคืออาการปวด ซึ่งอาจรุนแรงมาก และอาจเป็นเพียงจุดเดียว หรือปวดร้าวไปตามแนวเส้นประสาท นอกจากนี้ผู้ป่วยมักรู้สึกไม่สบาย ครั่นเนื้อครั่นตัว มีไข้ และปวดศีรษะ ภายใน 1-3 วัน หลังเริ่มมีอาการปวดจะพบตุ่มน้ำใสตามตำแหน่งผิวหนังที่มีอาการเจ็บนำมาก่อน ตุ่มน้ำมักอยู่เป็นหย่อมๆ บนผิวหนังที่อักเสบแดง หย่อมของรอยโรคมักเรียงตัวตามแนวเส้นประสาท ซึ่งมักเป็นเพียงเส้นเดียว ลักษณะที่พบหย่อมตุ่มน้ำบนผิวหนังที่อักเสบแดงและมีอาการปวดมากจึงเรียกว่า “แถบหรือเข็มขัดดอกกุหลาบจากนรก” หรือ “the band (belt) of roses from hell” ซึ่งต่อมาจะกลายเป็นตุ่มหนอง แตกออก และตกสะเก็ด งูสวัดพบได้บ่อยที่บริเวณหน้าอก ลำคอ หน้าผาก และก้น/ก้นกบ ซึ่งหลังจากรักษาหายแล้ว ผู้ป่วยมักมีอาการปวดหลังจากเป็นงูสวัดได้ โดยมักจะพบอาการปวดเพิ่มขึ้นตามอายุ และถ้าเป็นงูสวัดที่ใบหน้ามักมีอาการปวดตามมาสูงขึ้น โดยอาการปวดหลังจากเป็นงูสวัดนี้จะรักษาได้ค่อนข้างยาก แต่ก็มีการใช้ยาลดอาการปวด เช่น ยาชาชนิดทา ยาทาสารสกัดจากพริก (capsaicin) ยารับประทาน เช่น กลุ่มต้านโรคซึมเศร้า กลุ่มต้านโรคลมชัก การฝังเข็ม และการฉีดสารพิษโบทูลินั่มตรงตำแหน่งที่ปวด
ในปัจจุบันมียาต้านไวรัสทีช่วยลดอาการของงูสวัดลงได้มาก โดยพบว่ายาน้ำสมุนไพรเสลดพังพอนช่วยลดอาการปวดแสบปวดร้อน และทำให้แผลแห้งเร็วขึ้น สำหรับผู้ป่วยที่เป็นงูสวัดที่ใบหน้ารวมถึงกลุ่มผู้ป่วยที่มีภูมิต้านทานต่ำและกลุ่มผู้สูงอายุแนะนำให้ใช้ยาต้านไวรัสชนิดรับประทาน
ขอบคุณข้อมูลจาก นพ.ประวัตร พิศาลบุตร อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคผิวหนัง: HealthToday
สำหรับอาการของงูสวัดที่พบบ่อยคืออาการปวด ซึ่งอาจรุนแรงมาก และอาจเป็นเพียงจุดเดียว หรือปวดร้าวไปตามแนวเส้นประสาท นอกจากนี้ผู้ป่วยมักรู้สึกไม่สบาย ครั่นเนื้อครั่นตัว มีไข้ และปวดศีรษะ ภายใน 1-3 วัน หลังเริ่มมีอาการปวดจะพบตุ่มน้ำใสตามตำแหน่งผิวหนังที่มีอาการเจ็บนำมาก่อน ตุ่มน้ำมักอยู่เป็นหย่อมๆ บนผิวหนังที่อักเสบแดง หย่อมของรอยโรคมักเรียงตัวตามแนวเส้นประสาท ซึ่งมักเป็นเพียงเส้นเดียว ลักษณะที่พบหย่อมตุ่มน้ำบนผิวหนังที่อักเสบแดงและมีอาการปวดมากจึงเรียกว่า “แถบหรือเข็มขัดดอกกุหลาบจากนรก” หรือ “the band (belt) of roses from hell” ซึ่งต่อมาจะกลายเป็นตุ่มหนอง แตกออก และตกสะเก็ด งูสวัดพบได้บ่อยที่บริเวณหน้าอก ลำคอ หน้าผาก และก้น/ก้นกบ ซึ่งหลังจากรักษาหายแล้ว ผู้ป่วยมักมีอาการปวดหลังจากเป็นงูสวัดได้ โดยมักจะพบอาการปวดเพิ่มขึ้นตามอายุ และถ้าเป็นงูสวัดที่ใบหน้ามักมีอาการปวดตามมาสูงขึ้น โดยอาการปวดหลังจากเป็นงูสวัดนี้จะรักษาได้ค่อนข้างยาก แต่ก็มีการใช้ยาลดอาการปวด เช่น ยาชาชนิดทา ยาทาสารสกัดจากพริก (capsaicin) ยารับประทาน เช่น กลุ่มต้านโรคซึมเศร้า กลุ่มต้านโรคลมชัก การฝังเข็ม และการฉีดสารพิษโบทูลินั่มตรงตำแหน่งที่ปวด
ในปัจจุบันมียาต้านไวรัสทีช่วยลดอาการของงูสวัดลงได้มาก โดยพบว่ายาน้ำสมุนไพรเสลดพังพอนช่วยลดอาการปวดแสบปวดร้อน และทำให้แผลแห้งเร็วขึ้น สำหรับผู้ป่วยที่เป็นงูสวัดที่ใบหน้ารวมถึงกลุ่มผู้ป่วยที่มีภูมิต้านทานต่ำและกลุ่มผู้สูงอายุแนะนำให้ใช้ยาต้านไวรัสชนิดรับประทาน
ขอบคุณข้อมูลจาก นพ.ประวัตร พิศาลบุตร อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคผิวหนัง: HealthToday
ปอดบวม โรคภัยที่มากับหน้าฝน
โรคปอดบวมเกิดจากการติดเชื้อได้หลายชนิด ทั้งแบคทีเรีย ไวรัส แต่ส่วนใหญ่มักเกิดจากการติดเชื้อจากไข้หวัดใหญ่ ผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูง หายใจหอบ เจ็บหน้าอก มีเสมหะ ไอ อาการจะเกิดต่อเนื่องจาการเป็นไข้หวัด การป้องกันในสภาวะอาการแปรปรวนแบบนี้ คือ การรักษาร่างกายให้อบอุ่น พักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงสถานที่แออัด ไม่ใช้สิ่งของร่วมกับผู้ป่วย ที่สำคัญหากมีไข้สูง มีอาการเจ็บหน้าอกร่วมด้วย มีอาการไข้ไม่ต่ำกว่า 3 วัน ควรเข้าพบคุณหมอเพื่อตรวจวินิจฉัยแบบไม่ต้องรอวินิจฉัยเอง เพราะหากรักษาช้าหรือได้รับยาไม่ถูกต้อง อาจเกิดภาวะโรคแทรกซ้อน เช่น ปอดแฟบ ,ฝีในปอด ฯลฯ ยิ่งช่วงนี้อากาศแปรปรวน ระวังสุขภาพกันด้วยนะคะ
8/21/2554
ทารกคลอดก่อนกำหนด เสี่ยงสมาธิสั้น
วารสารทางกุมารเวชศาสต์ (Pediatrics) เผยว่า ทารกที่คลอดก่อนกำหนดตั้งแต่ 3 สัปดาห์ขึ้นไปเสี่ยงต่อการเป็นโรคสมาธิสั้น (ADHD) โดยยิ่งทารกคลอดก่อนกำหนดเป็นเวลามากขึ้นเท่าไร ก็เสี่ยงต่อโรคสมาธิสั้นมากขึ้นเท่านั้น
ปัจจุบันมีเด็กและผู้ใหญ่ในอเมริกาประมาณ 3-5% ที่เป็นโรคสมาธิสั้น ซึ่งมีอาการไม่มีสมาธิจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นาน อยู่ไม่สุก หุนหันพลันแล่น
นักวิจัยชาวสวีเดนได้ศึกษาเด็กๆ กว่าหนึ่งล้านคนที่เกิดระหว่างปี 1987 และปี 2000 โดยพบว่าเด็กจำนวน 7,506 คน อายุระหว่าง 6 ถึง 19 ปี ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคสมาธิสั้น และผลวิจัยชี้ว่าเด็กที่คลอดก่อนกำหนดเสี่ยงต่อการเป็นโรคสมาธิสั้น โดยเด็กที่อยู่ในครรภ์ 37-38 สัปดาห์ จะเสี่ยงเป็นโรคสมาธิสั้นมากกว่าเด็กปกติ 10-20% และความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถึง 60% ในเด็กที่อยู่ในครรภ์ 23-28 สัปดาห์
ดังนั้นเพื่อลดความเสี่ยงโรคสมาธิสั้น นักวิจัยแนะว่า ถ้าเป็นไปได้ควรวางแผนคลอดทารกในอายุครรภ์ 40 สัปดาห์จะดีที่สุดค่ะ
ข้อมูลจาก Mother&Care
ปัจจุบันมีเด็กและผู้ใหญ่ในอเมริกาประมาณ 3-5% ที่เป็นโรคสมาธิสั้น ซึ่งมีอาการไม่มีสมาธิจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นาน อยู่ไม่สุก หุนหันพลันแล่น
นักวิจัยชาวสวีเดนได้ศึกษาเด็กๆ กว่าหนึ่งล้านคนที่เกิดระหว่างปี 1987 และปี 2000 โดยพบว่าเด็กจำนวน 7,506 คน อายุระหว่าง 6 ถึง 19 ปี ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคสมาธิสั้น และผลวิจัยชี้ว่าเด็กที่คลอดก่อนกำหนดเสี่ยงต่อการเป็นโรคสมาธิสั้น โดยเด็กที่อยู่ในครรภ์ 37-38 สัปดาห์ จะเสี่ยงเป็นโรคสมาธิสั้นมากกว่าเด็กปกติ 10-20% และความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถึง 60% ในเด็กที่อยู่ในครรภ์ 23-28 สัปดาห์
ดังนั้นเพื่อลดความเสี่ยงโรคสมาธิสั้น นักวิจัยแนะว่า ถ้าเป็นไปได้ควรวางแผนคลอดทารกในอายุครรภ์ 40 สัปดาห์จะดีที่สุดค่ะ
ข้อมูลจาก Mother&Care
เคล็ดลับ เลือกแว่นกันแดดเด็ก
ในเด็กเล็กอาจมีโอกาสเล่นซุกซนจนทำให้แว่นตาเสียหายได้ จึงควรเลือกแว่นตาที่ใช้เลนส์พลาสติก ส่วนกรอบควรเลือกที่คุณภาพ ราคาเหมาะสม ขนาดเท่ากับตาลูก หรือถ้าอยากให้ลูกใส่แว่นที่ดูมีสีสันควรเลือกโทนสีเทา น้ำตาลหรือเขียว เพื่อให้มองเห็นสีได้เป็นธรรมชาติ ไม่ผิดเพี้ยน อย่าเลือกสีแดง น้ำเงิน เพราะอาจทำให้แสงความยาวคลื่นที่อันตรายผ่านเข้าดวงตาได้ ส่วนรูปทรงของแว่นควรเลือกให้เข้ากับใบหน้าลูก เช่น ถ้าใบหน้ารูปสามเหลี่ยมควรใช้กรอบแว่นทรงกลมหรือทรงรี ใบหน้ากลมควรใช้แว่นทรงรีหรือทรงสี่เหลี่ยน หรืออื่นๆเป็นต้น
ข้อมูลจาก Mother&Care
ข้อมูลจาก Mother&Care
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)




