8/03/2554

เพิ่มสารอาหาร 13 ชนิด เพื่อลูกวัยเตาะแตะ


ลูกวัย 1-3 ปีมีความต้องการสารอาหารเพื่อการเจริญเติบโตของร่างกายและสมองหลายชนิด สารอาหารที่สำคัญมีดังนี้ค่ะ

วิตามินเอ ช่วยบำรุงสายตา รักษาสุขภาพผิว ช่วยให้เส้นผม เหงือกแข็งแรง ส่งเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน พบในผักผลไม้สีเหลือง ส้ม แดง เขียว เช่น ฟังทอง มะละกอ มะเขือเทศ แครอท ตำลึง ผักโขม

วิตามินดี ช่วยดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัส ช่วยสร้างกระดูกและฟัน ช่วยให้เติบโตได้ดี ร่างกายสร้างวิตามินดีได้เมื่อผิวได้รับแสงแดดอ่อนๆ ถ้าไม่ถูกแสงแดดควรได้รับจากสารอาหาร เช่น น้ำมันตับปลา นม เนย ตับ ปลา ไข่แดง

วิตามินซี ช่วยดูดซึมธาตุเหล็ก สร้างคอลลาเจนช่วยเชื่อมเนื้อเยื่อต่างๆ ทำให้เหงือก ฟัน กระดูก ผิวแข็งแรง ป้องกันเลือดออกตามไรฟัน พบมากในหน่อไม้ฝรั่ง พริกหวาน บร๊อกโคลี กะหล่ำปลี แคนตาลูป ผลไม้รสเปรี้ยว

วิตามินบี 1 จำเป็นต่อการทำงานของระบบประสาท ระบบหายใจ หัวใจ กล้ามเนื้อ ช่วยให้เจริญอาหาร ช่วยในการเติบโต ร่างกายไม่อาจสังเคราะห์ได้ต้องกินจากอาหาร เช่น เนื้อหมู ข้าวกล้อง ถั่ว งา ธัญพืช ไข่ นม ตับ

วิตามินบี 2 ช่วยในการเจริญเติบโต เมื่อขาดร่างกายจะแคระแกร็น ช่วยในการเผาผลาญอาหารอย่างแป้งและไขมัน ช่วยบำรุงประสาทและสายตา ทำให้ลูกเติบโตดี พบมากในนม เนย ไข่ ยีสต์ เนื้อสัตว์ ตับ ผักใบเขียว

วิตามินบี 12 ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง ช่วยในการเติบโตและเจริญอาหาร ช่วยให้ระบบประสาททำงานได้ดี ช่วยให้สมองมีความจำดี มีสมาธิดี พบมากในตับ เนื้อสัตว์ ไข่แดง นม เนย กะปิ น้ำปลา เต้าเจี้ยว

แคลเซียม จำเป็นต่อการสร้างและรักษากระดูกและฟันให้แข็งแรง ช่วยให้ระบบประสาทและกล้ามเนื้อทำงานได้ดี ช่วยให้เลือดแข็งตัวดี พบในนม ปลาตัวเล็กตัวน้อยที่กินได้ทั้งก้าง ถั่ว กุ้งแห้ง คะน้า เต้าหู้

ฟอสฟอรัส ช่วยในกระบวนการเผาผลาญอาหารให้ร่างกายนำแคลเซียมไปเพิ่มความแข็งแรงของกระดูกและฟัน พบในเนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ ปลาทูสด ปู นมไข่แดง ผักและผลไม้ เช่น เมล็ดทานตะวัน งา

เหล็ก เป็นส่วนประกอบของฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง ซึ่งทำหน้าที่นำออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ มีความสำคัญต่อการพัฒนาสมอง ทำให้สมองจดจำดี พบมากในเนื้อแดง เครื่องในสัตว์ ตับ เลือดหมู ถั่ว ผักใบเขียว

สังกะสี กระบวนการทำงานเกือบทุกระบบในร่างกายล้วนต้องการสังกะสีเป็นส่วนประกอบ สังกะสีจึงเป็นแร่ธาตุที่ร่างการต้องการ ซึ่งต้องได้รับจากอาหารที่มีสังกะสี เช่น เนื้อสัตว์ ไข่แดง นม ธัญพืช ถั่ว

ไอโอดีน จำเป็นต่อการสร้างฮอร์โมนของต่อมไทรอยด์ที่เข้าสู่กระแสเลือด ทำหน้าที่ควบคุมอวัยวะต่างๆ ของร่างกายให้ทำงาน พัฒนาระบบสมองและประสาท พบในเกลือหรือผลิตภัณฑ์ที่เสริมไอโอดีน อาหารทะเล

กรดไขมัน เนื้อสมองประมาณ 60% ประกอบด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัวหรือดีเอชเอ ซึ่งมีความสำคัญต่อ การพัฒนาสมองและสายตา ซึ่งร่างกายควรได้รับจากอาหาร เช่น ปลาทูน่า ปลาแซลมอน สาหร่ายทะเล และนม



ข้อมูลจาก Mother&Care

6/13/2554

ผู้ใหญ่สมาธิสั้น

คุณเป็นแบบนี้หรือเปล่า?

- ขับรถหลงทาง โดยเฉพาะลงทางด่วนผิดบ่อย

- เมื่อมีการประชุม คุณมักจะนำออกนอกประเด็น จำข้อมูลผิด มองข้ามเนื้อหาหลักที่ประชุมกันอยู่

- ขณะทำกิจกรรมกับคนหมู่มากที่ต้องนั่งนานๆ เช่น การเรียนหนังสือ การดูคอนเสิร์ต คุณมักต้องเปลี่ยนที่นั่งอยู่บ่อยครั้งเพราะรู้สึกไม่สบาย

- เขินอายบ่อยๆ เมื่อสนทนากับผู้อื่นเพราะไม่ได้ใส่ใจคำพูดของอีกฝ่ายหนึ่ง

- ลืมของใช้ส่วนตัวไว้ตามสถานที่ต่างๆ เป็นต้น

หากสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นเกิดขึ้นกับคุณบ่อยครั้ง นอกจากจะส่งผลกระทบโดยตรงกับคุณ ยังทำให้ความสัมพันธ์กับบุคคลรอบข้างไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัวหรือเพื่อนร่วมงานแย่ลงไปด้วย นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวันของคุณโดยตรง ทำให้การทำงานไม่สำเร็จตามวัตถุประสงค์ ซึ่งส่งผลกระทบให้

- บางคนถูกมองว่าเป็นคนขาดความรับผิดชอบและผัดวันประกันพรุ่ง

- หัวหน้ามักต่อว่าเกี่ยวกับการทำงานว่าไม่มีประสิทธิภาพ

- เป็นผู้บริหารร้อยโครงการ คิดเร็ว เปลี่ยนแปลงเร็ว มีอารมณ์หงุดหงิดง่าย

- เป็นคนใจร้อน ไม่สามารถรอคอย เช่น การยืนต่อแถวยาวๆ ได้

- อ่านหนังสือมักผิดพลาด มักสะกดคำหรือคิดเลขผิดบ่อยๆ

- บางคนอาจมีอาการทำอะไรเชื่องช้าไปทุกอย่าง


ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นแค่ส่วนหนึ่งของโรคสมาธิสั้น อาการของโรคสมาธิสั้นจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ ส่วนการรักษาโรคสมาธิสั้นให้ได้ผลดีนั้นต้องเริ่มตั้งแต่วัยเด็กเล็กโดยเฉพาะเด็กก่อนวัยเรียนถึงวัยรุ่นตอนปลาย ทำได้โดยการสังเกตพฤติกรรม โดยที่พ่อแม่หรือครูจะเป็นคนที่สามารถสังเกตเห็นว่าเด็กซนอยู่ไม่นิ่งและมีผลการเรียนที่แย่ลง

อย่างไรก็ดีผู้ใหญ่ที่เป็นโรคสมาธิสั้นหากได้รับการวินิจฉัยที่เร็วและได้รับการรักษาก็จะทำให้ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้ไม่ยากลำบาก

ผู้ใหญ่ป่วยเป็นโรคสมาธิสั้นมากน้อยแค่ไหน

มีผู้กล่าวไว้ว่า ผู้ใหญ่ที่มีอาการสมาธิสั้นเริ่มต้นมาจากเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นมาก่อน โดยมีความชุกอยู่ที่ 1-2% ซึ่งพบว่าครึ่งหนึ่งของเด็กสมาธิสั้นมักมีอาการอยู่ไม่นิ่งจนกระทั่งโตเป็นผู้ใหญ่แล้วอาการก็ยังคงปรากฎอยู่ถึง 30-80%


รู้ได้อย่างไรว่าป่วยเป็นโรคสมาธิสั้น

แพทย์จะทำการวินิจฉัยว่าผู้ป่วยเป็นโรคสมาธิสั้นหรือไม่จากหลักเกณฑ์ดังนี้

1. DSM-IV และ ICD-10 ที่ใช้วินิจฉัยสมาธิสั้นในเด็กนั้น ต้องใช้การสังเกตอาการแสดงออก พฤติกรรมและการซักประวัติโดยแพทย์ ซึ่งประวัติจะได้จากพ่อแม่และครูตั้งแต่เด็กก่อนวัยเรียน อย่างไรก็ดีอาการที่เห็นได้ชัดเจนและทำให้คิดถึงโรคสมาธิสั้นมากขึ้น เช่น ความไม่เอาใจใส่ อาการหุนหันพลันแล่น ความไม่รอบคอบและการขาดสมาธิ เป็นต้น

2. เกณฑ์มาตรฐานยูท่า Paul Wender และทีมงานได้พัฒนาเกณฑ์การวินิจฉัยโรคสมาธิ สั้นเพื่อ เป็นประโยชน์ในการวางแผนการรักษาโรคสมาธิสั้นในผู้ใหญ่ โดยเกณฑ์นี้ได้มาจากการซักประวัติอาการแสดงของโรคสมาธิสั้นในเด็กและในผู้ใหญ่ ซึ่งโดยสรุปแล้วจะต้องพบลักษณะอาการแสดง 2 อาการดังต่อไปนี้

1) ความไวของกล้ามเนื้อต่อสิ่งกระตุ้นและความวิตกกังวลภายในใจ (hyperacitivity)

• ไม่สามารถผ่อนคลายและทำกิจกรรมที่อยู่กับที่ได้นานๆ เช่น การนั่งอ่านหนังสือหรือการดูโทรทัศน์

• มีอาการวิตกกังวลและความรู้สึกกังวลที่มีอยู่ในใจซึ่งไม่สามารถแสดงออกมาอย่างชัดเจนได้

2) การขาดความเอาใจใส่ (inattention) เช่น การไม่สนใจผู้ร่วมสนทนา การอ่านหนังสือแต่จับใจความไม่ได้ เป็นต้น และสิ่งที่เห็นได้ชัด ในชีวิตประจำวัน คือ มักขี้ลืม วางของผิดที่เสมอๆ นอกจากนี้ยังพบ อาการได้อย่างน้อยสองข้อ ได้แก่

• ความบกพร่องทางอารมณ์ มีอารมณ์แปรปรวนต่อกันหลายชั่วโมงในหลายวัน มีความรู้สึกเบื่อหน่ายและไม่พอใจอย่างไม่มีเหตุผล

• การทำงานไม่ประสบความสำเร็จ เช่น ขาดระเบียบวินัย ไม่สามารถแก้ไขปัญหาหรือจัดการเรื่องเวลาได้ และไม่สามารถจดจ่อกับหน้าที่นานๆ ได้

• มีปัญหาทางด้านอารมณ์ มักจะโมโหง่ายและระเบิดออกมา

• อารมณ์หุนหันพลันแล่น มักตอบสนองต่อสิ่งต่างๆ อย่างรวดเร็วและเปลี่ยนแปลงทันที มีพฤติกรรมต่อต้านความคิดและขาดความคิดไตร่ตรองอย่างรอบคอบ

• มีความอดทนอดกลั้นต่ำและไม่สามารถทนต่อความเครียดหรือแรงกดดันได้ รู้สึกวิตกกังวล สับสน หรือรู้สึกโกรธที่ไม่สามารถจัดการกับปัญหาและต้องเผชิญกับสิ่งที่เข้ามากระตุ้นในแต่ละวัน


ความผิดปกติอื่นๆ ที่อาจเกิดร่วมกันได้กับผู้ใหญ่ที่เป็นโรคสมาธิสั้น

Shokin และทีมงานได้สำรวจผู้ใหญ่อายุ 19-65 ปี จำนวน 56 คนพบว่า ผู้ใหญ่สมาธิสั้น มีความวิตกกังวลมากที่สุดถึง 53% และหันไปติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และติดยาเสพติดถึง 34% และ 30% ตามลำดับ นอกจากนี้ยังมีอารมณ์เก็บกดและรู้สึกหดหู่เท่าๆ กับอารมณ์ตื่นเต้นสลับกับอารมณ์ซึมเศร้าถึง 25% แต่จากผลการสำรวจก็พบว่ามี 14% เป็นโรคสมาธิสั้นอย่างเดียวโดยไม่มีโรคร่วมอื่นๆ แต่อย่างไรก้ดีการวินิจฉัยโรคสมาธิสั้นในผู้ใหญ่ต้องประเมินด้วยความระมัดระวังและต้องประเมินโดยจิตแพทย์เท่านั้น

ในการประเมินโรค แพทย์จะใช้การซักประวัติจากผู้ป่วยและญาติ โดยใช้คำถามเจาะลึก ตัวอย่างคำถามเช่น “เมื่อเป็นเด็ก อาการเริ่มเมื่อใด” โรคสมาธิสั้นในเด็กมักแสดงอาการเมื่ออายุน้อยกว่า 7 ปี

“มีระดับความรุนแรงของโรคมากน้อยแค่ไหน” “บ่อยแค่ไหนที่ไม่สามารถรับมือกับโรคหรือควบคุมพฤติกรรมได้” เกิดขึ้นอย่างน้อยสองสถานการณ์ในสถานที่อันได้แก่ บ้าน โรงเรียน สนามเด็กเล่น หรือที่ทำงาน “ประวัติครอบครัวว่ามีใครที่เป็นโรคสมาธิสั้นหรือไม่”

“การตรวจระดับสติปัญญา (IQ)” ซึ่งจะพบว่ามีระดับสติปัญญาปกติ การสังเกตและการบันทึกพฤติกรรมอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้การประเมินความรุนแรงของโรคและการวางแผนการรักษาทำหด้ดีมากยิ่งขึ้น

ผลกระทบของสมาธิสั้นต่อชีวิตของผู้ป่วย

• ในวัยเด็กถึงวัยรุ่นตอนปลาย จะมีปัญหาการขาดความเอาใจใส่ต่อการเรียน

• ส่วนในวัยผู้ใหญ่ก็จะมีผลต่อการทำงาน การดำรงชีวิตประจำวัน และความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นๆ

ผู้ใหญ่ที่เป็นโรคสมาธิสั้นจะถูกเบี่ยงเบนความสนใจได้ง่าย ชอบออกนอกเรื่องและมองข้ามในรายละเอียด การพูดโพล่งเมื่อฟังคำถามยังไม่จบ ไม่รู้จักการรอคอย และการทำอะไรรุนแรงก้าวร้าวต่อตนเองหรือบุคคลอื่น สิ่งเหล่านี้ย่อมส่งผลให้ผู้ที่เป็นโรคสมาธิสั้นไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม ซึ่งจะส่งผลให้กลายเป็นคนขาดความเชื่อมั่นในตนเอง ไม่ประสบความสำเร็จในงาน และมักเก็บตัวจนกลายเป็นผู้ที่มีโรคซึมเศร้า จนเกิดความรู้สึกอยากฆ่าตัวตายในที่สุด แต่การช่วยเหลือสามารถทำได้ถ้าพบภาวะสมาธิสั้นตั้งแต่เด็ก การรักษาต้องทำอย่างต่อเนื่องและอาศัยการร่วมมือจากหลายฝ่าย กล่าวโดยสรุปคือ สมาธิสั้นสามารถรักษาได้


ข้อมูลจาก คุณวงเดือน เดชะรินทร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาปฐมวัย HealthToday

6/09/2554

ประโยชน์จากชาเขียว

ชาเขียว เป็นชาที่ผ่านกระบวนการบ่มน้อยกว่าชาดำ และมีรสนุ่มนวลแตกต่างออกไป แต่นอกเหนือจากรสที่น่าลิ้มลองแล้ว ยังเป็นแหล่งที่ยอดเยี่ยมของพอลิฟีนอล สารที่มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นสารต้านมะเร็งที่ทรงประสิทธิภาพ ผู้ที่ดื่มชาเขียวเป็นประจำมีอัตราการเป็นมะเร็ง กระเพาะอาหาร มะเร็งปอด มะเร็งตับอ่อน และมะเร็งลำไส้ใหญ่ต่ำกว่าผู้ที่ไม่ดื่ม


พอลิฟีนอล ในชาเขียวกระตุ้นการสร้างสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญ และเอนไซม์ที่ต่อต้านการเกิดมะเร็ง ชาเขียวยังช่วยรักษาผิวที่ถูกแสงแดดทำลาย จึงเป็นสารที่พบว่าเป็นส่วนประกอบในครีมหลายยี่ห้อ ยิ่งไปกว่านั้นยังช่วยป้องกันการเกิดล่มเลือด ลดความดันโลหิต และช่วยเพิ่มคอเลสเตอรอลชนิดดีคือ เอชดีแอล ยังไม่หมดเพียงแค่นั้น น้ำชาเขียวที่นำมาจิบยังช่วยป้องกันไม่ให้แบคทีเรียเกาะที่ฟัน ช่วยป้องกันฟันผุได้อีกด้วย จะมีเครื่องดื่มสำหรับชายามบ่ายอะไรที่ดีไปกว่านี้

เพื่อให้ได้ผลดีต่อสุขภาพจากชาเขียวครบถ้วน คุณต้องดื่มประมาณ 5-10 ถ้วยต่อวัน และถึงแม้ว่าชาเขียวจะมีคาเฟอีนต่ำกว่ากาแฟ แต่หากดื่มเกินกว่า 5 ถ้วยต่อวัน ก็ส่งผลให้คุณอยู่ไม่สุขได้เหมือนกัน มีชาเขียวแบบปราศจากคาเฟอีนวางจำหน่ายอยู่บ้าง แต่ค่อนข้างหาซื้อได้ยาก ชาเขียวสกัดหนึ่งเม็ดจะมีค่าเท่ากับชาเขียวหนึ่งถ้วนครึ่ง


ข้อมูลจาก วิตามินไบเบิล

ลบรอยฟกช้ำด้วยสมุนไพรไทย



รู้จักสังเกตอาการฟกช้ำ


เมื่อคุณประสบอุบัติเหตุเล็กๆน้อยๆ เช่น หกล้ม ชนโต๊ะ หรือตกบันได้ หรือบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา เหล่านี้อาจทำให้เกิดอาการฟกช้ำ ซึ่งจะมีลักษณะดังนี้

• รอยฟกช้ำมีสีคล้ำดำและม่วง แล้วค่อยๆจางเป็นสีเหลือง รอยฟกช้ำถือเป็นการเปลี่ยนแปลงสีผิวของผิวหนัง เกิดจากการมีเลือดออกจากเส้นเลือดฝอยใต้ผิวหนังที่ได้รับบาดเจ็บ แล้วรวมตัวกันบริเวณใกล้ผิวหนังชั้นบนสุด ทำให้มองเห็นเป็นรอยสีคล้ำดำและม่วง โดยทั่วไปรอยฟกช้ำนี้จะจางหายไปเองประมาณสองสัปดาห์

• แผลฟกช้ำ ต่างจากแผลถลอกและแผลฉีกขาดตรงที่บริเวณผิวหนังของรอยฟกช้ำจำไม่มีรอยแยกเป็นแผลให้เห็น จึงทำให้ไม่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อ

• อาจมีอาการปวดบวมอักเสบร่วมด้วย หรืออาจมี อาการช้ำในได้ เนื่องจากได้รับการกระแทกอย่างแรงจนอวัยวะที่อยู่ภายในร่างกายบอบช้ำ

• เจ็บหรือไม่เจ็บก็ได้ แต่ถ้ามีอาการเจ็บมาก มักเกิดอาการฟกช้ำบริเวณเหนือกระดูก เพราะเป็นเนื้อเยื่อที่มีโอกาสเกิดเลือดคั่งมาก

ปฏิบัติการฉุกเฉินด้วยความเย็น-ร้อน

การใช้ความเย็น ความร้อน ถือเป็นวิธีการรักษาแผลฟกช้ำที่ดีที่สุด แต่ต้องทำทันทีที่เกิดอาการ ลองมาดูกันค่ะว่าทำอย่างไร

• ก่อนอื่นให้รีบประคบด้วยความเย็น โดยใช้ถุงประคบเย็นที่มีขายตามร้านขายยา หรืออาจทำถุงประคบเย็นไว้ใช้เอง โดยใช้ถั่วแระญี่ปุ่นแช่เย็นใส่ถุงพลาสติกแล้วห่อด้วยผ้าขนหนู นำมาวางประคบบนรอยช้ำนานประมาณ 10 นาที ไม่ควรทิ้งนอนเกินกว่านั้น รอเวลาอีก 20 นาที จึงประคบใหม่อีกครั้ง ทำเช่นนี้ต่อเนื่องกัน 2-3 ครั้ง

นอกจากใช้ถั่วแระญี่ปุ่นแล้ว ยังใช้ผ้าสำลีแช่น้ำเย็นบิดพอหมาดวางประคบแทนได้ การประคบด้วยความเย็นนี้ลดการไหลเวียนของเลือด จะช่วงให้รอยช้ำไม่เข้มมากนัก

• เมื่อทำให้รอยฟกช้ำเย็นตัวลงครบ 24 ชั่วโมงแล้ว ให้เริ่มประคบด้วยความร้อน โดยใช้ผ้าจุ่มน้ำอุ่นๆบิดหมาด หรือใช้ถุงประคบร้อนที่สามารถนำเข้าอุ่นในเตาไมโครเวฟให้ร้อน แล้วนำมาประคบรอยฟกช้ำครั้งละ 20 นาที วันละ 2-3 ครั้ง เพื่อช่วยกระตุ้นให้เกิดการไหลเวียนของเลือดและกำจัดเลือดที่คั่งอยู่ออกไป จะทำให้รอยฟกช้ำค่อยๆจางลง

นอกจากนี้ยังมีสูตรสมุนไพร ช่วยรักษาอาการฟกช้ำมาฝากกันด้วยค่ะ

สูตรลูกประคบลบรอยฟกช้ำ

ลูกประคบของไทยมีหลายสูตร ซึ่งมีสรรพคุณแตกต่างกันไป เช่น คลายเมื่อยเนื้อตัว รวมถึงแก้อาการฟกช้ำและปวดบวมได้ด้วย

ใบรางจืด ใช้ใบรางจืดสด 1 กำมือ ล้างน้ำให้สะอาดแล้วตำให้ละเอียด ผสมการบูรประมาณ 1 หยิบมือ คลุกเคล้าให้ทั่วแล้วห่อด้วยผ้าขาวบางทำเป็นลูกประคบ ก่อนนำมาใช้ควรนึ่งให้อุ่น ใช้ประคบบริเวณที่ฟกช้ำนานประมาณ 10 นาที ทุกวัน เช้าและเย็นจนกว่าจะหาย ลูกประคบใบรางจืดมีสรรพคุณเป็นยาเย็น จึงใช้แก้อาการฟกช้ำที่มีอาการปวดบวมอักเสบหรือฟกช้ำภายในได้ดี

สมัยโบราณจะใช้ลูกประคบที่นึ่งแล้วจุ่มในเหล้าขาวก่อนนำมาประคบ เพราะเหล้าขาวเป็นตัวนำยา (หรือกษัยยา) ช่วยทำให้สมุนไพรซึมเข้าสู่ผิวหนังได้ดี และช่วยลบรอยฟกช้ำได้เร็วขึ้น

ใบขิง ลูกประคบใบขิง วิธีการทำเหมือนใบรางจืด แต่แตกต่างกันที่การนำไปใช้ เพราะลูกประคบใบขิงจะมีสรรพคุณเป็นยาร้อน ช่วยกระจายเลือด ใช้แก้อาการฟกช้ำที่ไม่มีอาการปวดบวมอักเสบร่วมด้วย

หัวไพล ใช้ไพลประมาณ 1 หัว ตำแล้วคั้นเอาเฉพาะน้ำทาถูบริเวณที่มีอาการ หรือนำมาทำเป็นลูกประคบด้วยวิธีเดียวกับใบรางจืด เพื่อช่วยบรรเทาปวดและลดรอยฟกช้ำได้เช่นกัน



สมุนไพรลดการอักเสบ

ใบพลับพลึง ใช้ใบพลับพลึงลนไฟอ่อนๆจนใบนิ่ม แล้วนำมาพันบริเวณที่ฟกช้ำ ทำเช่นนี้ทุกวัน เช้าและเย็น จนกว่าจะหาย ช่วยลดอาการปวดบวมได้

น้ำมะนาว ก็มีสรรพคุณลดการอักสบ ลดปวด และทำให้รอยช้ำจางเร็วขึ้น โดยใช้น้ำมะนาวคั้นสด 1 ลูก ผสมกับดินสอพอง 2-3 เม็ด นำมาพอกบริเวณที่ฟกช้ำ ทุกวัน เช้าและเย็น

เคล็ด (ไม่) ลับเร่งลดรอยช้ำ

ถึงแม้รอยช้ำนี้จะจางไปเองได้ก็จริง แต่เคล็ดลับเหล่านี้จะช่วยลดรอยฟกช้ำดำเขียวได้อย่างรวดเร็ว เพื่อไม่ให้สาวๆต้องกังวลกันอีกต่อไป

• ถ้าเกิดรอยช้ำบริเวณแขนหรือขา ให้รีบพันด้วยผ้ายืดพันแผล ผ้ายืดจะช่วยบีบเนื้อเยื่อไว้ จึงป้องกันไม่ให้เลือดไหลกระจายออกไปในเนื้อเยื่ออื่นๆ รอยฟกช้ำจึงไม่รุนแรงนัก

• นอกจากนี้ยังมีวิธีลดการไหลเวียนเลือดมายังรอยฟกช้ำ เพื่อไม่ให้รอยฟกช้ำเข้มมาก หลักการคือ พยายามยกอวัยวะนั้นให้สูง เช่น ถ้าฟกช้ำที่ขา ควรนั่งพักบนโซฟาหรือเก้าอี้นุ่น ถ้าอยู่ในห้องนอน อาจนอนพาดขาบนหมอน เพื่อยกขาให้สูงกว่าระดับหัวใจ และถ้าเป็นแขน เวลานั่งให้พยายามยกแขนสูงเหนือระดับหัวใจ

วิธีง่ายๆเพียงเท่านี้ ก็จะทำให้รอยฟกช้ำหายทันใจค่ะ



ข้อมูลจาก นิตยสารชีวจิต

5/30/2554

แคลเซียมในเต้านม…อันตรายจริงหรือ?

ในการปฏิบัติงานประจำที่ศูนย์วินิจฉัยเต้านม มักจะมีคำถามจากผู้ที่มาตรวจเกี่ยวกับเรื่องแคลเซียมหรือหินปูนในเต้านมเสมอว่าคืออะไร เป็นอันตรายไหม ทำไมบางคนถึงมี บางคนไม่มี ต้องผ่าตัดออกหรือไม่ ฯลฯ จึงขออนุญาตเล่าเรื่องแคลเซียมหรือหินปูนในเต้านมเพื่อคนที่อยากรู้จะได้หมดข้อสงสัยและหายความกังวลกันเสียที


แต่ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจคำว่าแคลเซียมในเต้านม หรือที่เรียกง่ายๆในภาษาไทยว่าหินปูนในเต้านมกันก่อนว่าคืออะไร จริงๆแล้วหินปูนเป็นสารประกอบทางเคมีที่เรียกว่าแคลเซียมคาร์บอเนต ซึ่งเป็นแค่ส่วนหนึ่งของสารประกอบแคลเซียมในเต้านม เนื่องจากในเต้านมยังมีสารประกอบแคลเซียมชนิดอื่นๆอีก เช่น แคลเซียมฟอสเฟต เป็นต้น ดังนั้นเพื่อลดความสับสน ในบทความนี้จึงขอเรียกทับศัพท์ว่าแคลเซียม

แคลเซียมสามารถตรวจพบได้จากการตรวจทางรังสีวิทยา โดยเฉพาะจากการถ่ายภาพเอกซเรย์เต้านม หรือ แมมโมแกรมนั่นเอง โดยจะเห็นเป็นสีขาวๆ ขนาดตั้งแต่จุดเล็กๆ เท่าเม็ดทรายจนถึงก้อนใหญ่เท่านิ้วหัวแม่มือ โดยทั่วไปไม่สามารถตรวจพบแคลเซียมโดยการคลำเต้านมยกเว้นแคลเซียมนั้นเกิดร่วมกับก้อนเนื้อที่ทำให้สามารถคลำพบได้

ถ้าแบ่งตามลักษณะรูปร่างแคลเซียมในเต้านมจะมีกว่า 10 ประเภท แต่เพื่อให้ง่ายกว่านั้นจะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ แคลเซียมที่เกิดในเนื้อเยื่อเต้านมและแคลเซียมที่อยู่ในก้อนเนื้องอกในเต้านม

โดยแคลเซียมที่เกิดในเนื้อเยื่อเต้านม อาจแบ่งย่อยออกเป็น

• แคลเซียมที่มีต้นกำเนิดจากท่อน้ำนม แคลเซียมชนิดนี้มีความสำคัญมาก เพราะบางชนิดเป็นแคลเซียมชนิดร้าย ซึ่งก็คือแคลเซียมที่พบในมะเร็งเต้านม โดยเฉพาะมะเร็งเต้านมระยะ 0 หรือระยะเริ่มต้นที่ยังไม่ลุกลามออกนอกท่อน้ำนม แต่ไม่ใช่ว่าแคลเซียมที่เกิดในท่อน้ำนมทุกชนิดจะเป็นมะเร็งเสมอไป

• แคลเซียมที่เกิดในเนื้อเต้านม ซึ่งเป็นชนิดที่พบได้บ่อย แต่ส่วนใหญ่เป็นชนิดที่ไม่อันตราย

• แคลเซียมที่เกิดในเส้นเลือดในเต้านม แคลเซียมชนิดนี้จะจับที่ผนังเส้นเลือดแดงลักษณะคล้ายรางรถไฟ พบบ่อยในผู้สูงอายุ หรือมีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ

• แคลเซียมที่เกิดที่ผิวหนังของเต้านม แคลเซียมชนิดนี้พบบ่อยในบริเวณผิวหนังของเต้านมที่มีต่อมเหงื่อ ต่อมไขมันจำนวนมาก เช่น บริเวณด้านล่างของเต้านมหรือหางเต้านมที่ยื่นไปทางรักแร้ นอกจากนี้ในผู้ที่มีแผลเป็นหนาๆ หรือคีลอยด์บริเวณเต้านมอาจพบแคลเซียมอยู่ภายในแผลเป็นได้เช่นกัน

ส่วนแคลเซียมที่อยู่ในก้อนเนื้องอกในเต้านม ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่อีกกลุ่มที่ไม่ได้เกิดจากตัวเนื้อเยื่อเต้านม แต่เกิดในสิ่งแปลกปลอมในเต้านมที่มีขึ้นภายหลังนั้น ได้แก่

• แคลเซียมที่เกิดร่วมกับก้อนเนื้อ ซึ่งเกิดได้ทั้งกับก้อนเนื้องอกธรรมดาและก้อนมะเร็ง อันจะมีลักษณะแตกต่างกัน คือ แคลเซียมที่เกิดในเนื้องอกธรรมดาที่เรียกว่า fibroadenoma ซึ่งเป็นเนื้องอกธรรมดาที่พบบ่อยที่สุด จะมีลักษณะเฉพาะที่เรียกว่า “popcorn” เพราะมีลักษณะเหมือนข้าวโพดคั่ว

• แคลเซียมที่เกิดภายหลังการบาดเจ็บที่เต้านม ไม่ว่าจะเป็นจากอุบัติเหตุ ถูกกระแทก หลังผ่าตัดเต้านม หลังฉายรังสี

เมื่อแยกประเภทของเต้านมเป็นกลุ่มต่างๆ ข้างต้น จะเห็นว่า ส่วนใหญ่แล้วแคลเซียมในเต้านมไม่ใช่มะเร็ง (แคลเซียมที่เป็นมะเร็ง คือ แคลเซียมบางชนิดในท่าน้ำนมและแคลเซียมในก้อนมะเร็ง) ดังนั้นเมื่อท่านตรวจแมมโมแกรม แล้วคุณหมอแจ้งว่า พบแคลเซียมในเต้านมก็อย่างพึ่งตกอกตกใจไป ขอให้ฟังคุณหมอก่อนว่าจะให้ทำอย่างไรต่อไป ซึ่งมีตั้งแต่ให้มาตรวจประจำปี (หมายความว่าไม่อันตรายแน่นอน) ตรวจติดตามผลระยะสั้นในอีก 6 เดือน หรือแนะนำให้เจาะชิ้นเนื้อตรวจ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับลักษณะและการกระจายตัวของแคลเซียมที่พบ

มีคำถามหนึ่งที่อาจจะค้างคาใจใครหลายๆคนนั่นคือ “แคลเซียมในเต้านมเกี่ยวข้องกับนม ตลอดจนยาแคลเซียมเสริมหรือไม่” ทั้งนี้เนื่องจากผู้หญิงส่วนใหญ่ที่มาตรวจเช็คมะเร็งเต้านม มักจะได้ยาเม็ดแคลเซียมเสริมและดื่มนมเป็นประจำ เพื่อป้องกันภาวะกระดูกพรุนในวัยหมดประจำเดือนด้วย ขอบอกให้สบายใจว่าแคลเซียมที่รับประทานเข้าไปไม่ได้ไปจับในเต้านม หรือทำให้พบแคลเซียมในเต้านมเพิ่มขึ้น ขอให้ดื่มนมหรือรับประทานแคลเซียมต่อไปจะได้ประโยชน์มากกว่าค่ะ

หวังว่าเมื่อได้ทราบข้อมูลดังนี้แล้ว ท่านที่ตรวจพบแคลเซียมในเต้านมจะได้ไม่ต้องกังวล เพราะส่วนใหญ่แล้วแคลเซียมในเต้านมไม่อันตราย และพบได้บ่อยในการตรวจเช็คมะเร็งเต้านมด้วยแมมโมแกรมค่ะ



ข้อมูลจาก ผศ.พญ.ชลทิพย์ วิรัตกพันธ์ รังสีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเต้านม
                     HealthToday