3/09/2554

มารู้จักเชื้อโรคที่มากับอาหารกัน

เชื้อโรคที่มากับอาหารมาได้จากหลายทางค่ะ ถ้าได้รับเชื้อแล้ว อาการมักจะเหมือนๆกัน คือมีอาการปวดท้อง ท้องร่วง แต่ก็มีอาการหลายอย่างที่แตกต่างกันบ้าง บางชนิดอาจทำให้คุณมีอาการปวดท้อง ท้องร่วงเป็นเดือน หรือหลายๆเดือนเลยก็ได้ ถ้ารักษาไม่ถูกเชื้อถูกโรค เรามารู้จักเชื้อโรคที่ทำให้เราเกิดอาการปวดท้องกันค่ะ

- Campylobacter เกิด 2-7 วัน ทำให้ท้องร่วง อาเจียน มีไข้เนื่องจากอาหารสัตว์ปีก เนื้อบด ไส้กรอกไม่สุก

- Salmonella เกิด 8-72 ชั่วโมง ทำให้ติดเชื้อเหมือนหวัดลงกระเพาะ เนื่องจากเนื้อ สััตว์ปีก และผลิตภัณฑ์นม ไข่

- Listeria เกิด 8-90 วัน มีอาการเหมือนเป็นไข้หวัด อาเจียน ปัสสาวะจาง เนื่องจากอาหารดิบ

- E.Coli เกิด 3-4 วัน ทำให้เสียดท้อง ท้องร่วง เนื่องจากอาหารไม่สะอาด เกี่ยวพันกับชีส น้ำผลไม้ที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ เนื้อบดปรุงไม่สุก

- Golden steph เกิด 1-6 ชั่วโมง มีอาการคลื่นไส้ เสียดท้อง อาเจียน ท้องร่วง เกี่ยวพันกับอาหารเช่น แฮม ไส้กรอก สลัด ขนมไส้ครีม

- Botulinum เกิด 12-36 ชั่วโมง อาการอาเจียน ท้องร่วง ตาพร่า กล้ามเนื้ออ่อนแอ เกี่ยวพันกับอาหารเช่นอาหารกระป๋องและผักในน้ำมัน

- Novirus เกิด 24-48 ชั่วโมง ทำให้คลื่นไส้ เสียดท้อง อาเจียน ท้องเสีย ปวดหัว มีไข้ เกี่ยวพันกับการปรุงอาหารสัตว์ปีก หอย และอาหารที่ปรุงโดยคนซึ่งติดเชื้อ

ถ้าผู้ป่วยมีอาการอาเจียนมาก รับประทานไม่ได้ ถ่ายเป็นมูกเลือด ถ่ายเป็นน้ำ มีไข้ ควรนำส่งโรงพยาบาลนะคะ

อ้างอิงข้อมูลจาก Slimming Magazine

3/08/2554

สูตรสร้างสุข



สูตรสร้างสุข

ได้มีการวิจัยพบว่า พันธุกรรมมีส่วนประมาณร้อยละ 50 ของผลลัพธ์ความสุข ในขณะที่สภาพความเป็นอยู่ของชีวิตมีผลต่อความสุขเพียงร้อยละ 10 เท่านั้น ส่วนอีกร้อยละ 40 ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ตัวคุณเองเป็นคนทำให้มีความสุข แต่คนส่วนใหญ่ในโลกใบนี้มักคิดว่า การมีเงินมากมายในบัญชีฝากธนาคาร มีบ้านหลังใหญ่ หรืองานที่ดี จะทำให้ชีวิตสดใสขึ้น แม้สิ่งเหล่านี้จะให้ความรู้สึกพึงพอใจชั่วครู่ชั่วยาม แต่แล้วความสุขก็จะค่อยๆจางหายไป ฉันตื่นเต้นมากตอนที่ได้รถยนต์ที่อยากจะได้มานาน แต่พอสองเดือนผ่านไป ฉันก็รู้สึกเฉยๆ การขับรถใหม่กลายเป็นความจำเจในที่สุด

ในงานวิจัยของ ซอนยา ลูโบเมียร์สกี นักจิตวิทยาและผู้เขียน "อย่างไรเรียกว่าสุข" วิธีคิดเชิงวิทยาศาสตร์เพื่อให้ได้ชีวิตแบบที่เราต้องการ ค้นพบว่า กญแจที่ไขความสุขให้เราได้นานขึ้นคือ การมองข้ามขั้นความพึงพอใจแบบชั่วครู่ชั่วยามไปสู่ความสุขที่แท้จริง ซึ่งวิธีที่เหมาะจะแตกต่างไป ขึ้นอยู่กับแต่ละคน เช่น บางคนอาจตั้งใจไว้ว่าจะทำความดีวันละ 5 อย่างทุกวัน และทำเช่นนี้ตลอดไป ในขณะที่อีกคนแค่จดไดอารี่และขอบคุณสิ่งต่างๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของวันนั้นๆ แค่นี้ก็ทำให้สุขใจแล้ว


รวยกว่า สุขกว่า จริงหรือ

จากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยมิชิแกน ได้ทำการศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างรายได้กับความสุขของคนในประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา และประเทศในทวีปยุโรป พบว่า มีความสัมพันธ์กันน้อยมาก ในบรรดาคนที่จน แม้ช่วงแรกจะมีความสุขต่ำแต่เมื่อถึงจุดเพียงพอที่มีเงินมากขึ้นเล็กน้อย เงิน 50,000 เหรียญก้อนที่สองก็ไม่ได้ทำให้มีความสุขเหมือนเงินก้อนแรกที่ได้รับ เมื่อเทียบความสุขระหว่างการขับรถสปอร์ตราคาแพง การเดินกลับบ้านหรือนั่งรถเมล์กลับ ชาาวสกอตแลนด์จำนวนมากบอกว่าแทบไม่มีอะไรต่างกัน

หลายคนในโลกนี้ รู้สึกแย่มาก และอิจฉากับความสำเร็จของคนที่รวยกว่า หรือมีฐานะดีกว่าตน จนทำให้ชีวิตไม่เป็นปกติ และหมดความสุขในใจอย่างสิ้นเชิง


มีเรื่องเล่าอยู่เรื่องหนึ่ง อาจารย์ท่านนี้ขีดเส้นตรงขึ้นมา 1 เส้น แล้วให้ลูกศิษย์ลองทำเส้นให้สั้นลงโดยไม่ต้องลบ บรรดาลูกศิษย์ทำไม่ได้ เพราะยึดติดกับการลบเส้นเพื่อทำให้เส้นสั้นลง อาจารย์จึงทำการขีดเส้นตรงอีกเส้นหนึ่งที่ยาวกว่าเส้นแรก


ยิ่งเราขีดเส้นที่สองยาวกว่าเส้นแรกมากแค่ไหน ก็จะทำให้เส้นตรงเส้นแรกนั้นดูสั้นลง โดยที่เราไม่จำเป็นต้องไปลบเส้นแรกเลย เปรียบเหมือนคนที่เขาประสบความสำเร็จ เราก็ไม่จำเป็นต้องไปรู้สึกอิจฉาเร่าร้อน หรือหาทางทำลายความสำเร็จของเขาให้สั้นลงไป ในขณะเดียวกัน เราสามารถพัฒนาตัวเราเองให้ดีขึ้นเรื่อยๆ เหมือนเส้นตรงที่ลากยาวขึ้นไม่รู้จบแค่นี้ เส้นตรงของคนอื่นก็ดูสั้นลงไปโดยปริยาย และไม่จำเป็นต้องไปลบเส้นของคนอื่นออกเสียด้วยซ้ำ


ข้อมูลจาก คุณเพ็ญประภา วัฒนรัตน์

3/07/2554

กินผลไม้อย่างไร ถึงจะดีต่อสุขภาพ

ผลไม้มีมากมาย แต่จะรู้ได้อย่างไรว่าจะดีต่อสุขภาพของเรา เรามาดูรายละเอียดกันค่ะ

ผลไม้กับผู้ที่น้ำหนักเกิน

สำหรับผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือผู้ที่อ้วน มีความจำเป็นต้องลดน้ำหนักลงหรือไม่ต้องการให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น ก็ต้องเลือกชนิดของอาหารรวมทั้งปริมาณให้พอกับกิจกรรมที่ใช้พลังงานไป เพื่อที่จะได้ไม่เหลือสำหรับร่างกายสะสมไว้ในรูปของไขมันในร่างกาย ผลไม้ก็เช่นเดียวกัน เพราะผลไม้จะมีคาร์โบไฮเดรต และน้ำตาล ถ้าเป็นผลไม้ที่มีรสหวานมาก ก้จะมีน้ำตาลซึ่งจะให้พลังงานมากกว่าผลไม้ที่มีน้ำตาลน้อยกว่า เช่น เงาะ ทุเรียน ลำไย องุ่น สับปะรด ผลไม้ที่มีรสหวานน้อย เช่น ฝรั่ง ชมพู่ แอปเปิ้ล แก้วมังกร และถ้าเป็นผลไม้ที่นำไปคั้น ซึ่งต้องใช้ผลไม้ปริมาณมากและส่วนใหญ่จะดื่มได้ในปริมาณที่มากๆ ก็อาจจะทำให้เราได้รับพลังงานมากเกินไปด้วย ดังนั้นผู้ที่มีน้ำหนักเกินควรจะกินผลไม้รูปของผลไม้สดที่มีใยอาหารอยู่จะดีกว่ากินในรูปของผลไม้ที่นำไปคั้น

ผลไม้กับผู้ป่วยเบาหวาน

สำหรับผู้ป่วยเบาหวานมักจะได้รับคำแนะนำว่าให้กินผลไม้ที่รสไม่หวานจัด เช่น ฝรั่ง ชมพู่ แอปเปิ้ล แก้วมังกร ส้มโอ จะดีกว่า และคำแนะนำเกี่ยวกับค่าดัชนีน้ำตาลซึ่งผู้ป่วยโรคเบาหวานต้องเลือกกินผลไม้ที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำด้วยก็จะเป็นการดี อย่างไรก็ตามข้อมูลค่าดัชนีน้ำตาลของผลไม้ก็ยังมีไม่มาก บางคนสงสัยว่าผลไม้รสไม่หวานนั้นค่าดัชนีน้ำตาลควรจะต่ำด้วย เช่น ส้มโอขาวน้ำผึ้งมีค่าดัชนีน้ำตาล เท่ากับ 59 ซึ่งมีค่ามากกว่ามะม่วงอกร่องสุก และชมพูทับทิมจันทร์ ซึ่งมีค่าดัชนน้ำตาลเท่ากับ 51 และ 50 ตามลำดับ ซึ่งเป็นเพราะน้ำตาลในผลไม้มีทั้งน้ำตาลซูโครส น้ำตาลกลูโครส และน้ำตาลฟรุคโตส ซึ่งผลไม้บางชนิดถึงแม้รสจะไม่หวานจัดแต่น้ำตาลที่เป็นส่วนประกอบคือน้ำตาลกลูโคส เป็นส่วนใหญ่ก็จะมีผลต่อผู้ป่วยโรคเบาหวาน

นอกจากนี้ผู้ป่วยโรคเบาหวานควรกินผลไม้ในรูปแบบของผลไม้สดที่เป็นชิ้นๆที่มีทั้งใยอาหารต่างๆจะดีกว่า เพื่อที่ร่างกายจะได้ค่อยๆย่อยแล้วดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่ร่างกาย ทำให้อิ่มท้องได้นาน และสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีขึ้น

ผลไม้กับผู้ป่วยโรคไต

ในผู้ป่วยโรคไตอาจจะต้องมีการจำกัดปริมาณน้ำที่จะได้รับในแต่ละวัน เพราะเราทราบกันดีอยู่แล้วว่าในผลไม้จะมีน้ำค่อนข้างมากกว่าอาหารชนิดอื่น และผลไม้ต่างชนิดกันก็จะมีปริมาณน้ำแตกต่างกันด้วย เช่น ชมพู่ จะมีปริมาณน้ำมากกว่าแตงโมจินตหรา และมากกว่าสตรอว์เบอร์รี่ ส่วนผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ร่างกายไม่สามารถขับโพแทสเซี่ยมสูง โดยเฉพาะแก้วมังกร ส้ม ทุเรียน มะละกอ กล้วย ดังนั้นในกลุ่มผู้ป่วยกลุ่มนี้ต้องเลือกชนิด และปริมาณของผลไม้ให้ดีก่อนรับประทาน

อ้างอิงข้อมูลจาก คุณสุจิตต์ สาลีพันธ์

2/13/2554

กรดไหลย้อน โรคฮิตของคนเมือง

โรคกรดไหลย้อน (Gastroesophageal Reflux Disease)

หรือ เรียกสั้นๆ ว่า GERD เป็นภาวะที่ของเหลวในกระเพาะอาหารไหลย้อนไปสู่หลอดอาหาร ทำให้หลอดอาหารอักเสบและเป็นแผล โดยของเหลวที่ไหลย้อนนี้ประกอบด้วยกรดและเปปซิน (pepsin) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ย่อยโปรตีนในกระเพาะอาหาร เชื่อกันว่ากรดเป็นส่วนประกอบที่อันตรายที่สุดของของเหลวที่ไหลย้อนนี้ การไหลย้อนของกรดเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งทั้งในคนปกติ และผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อน แต่ผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อนนั้นของเหลวที่ไหลย้อนจะมีกรดมากกว่าและไหลย้อนไปที่ระดับสูงกว่าในหลอดอาหาร รวมทั้งกรดคงอยู่ในหลอดอาหารนานกว่า

ผู้ที่เป็นกรดไหลย้อนจะมีอาการเจ็บหน้าอก ปวดแสบร้อนที่ตรงกลางหน้าอก หลังกระดูกหน้าอก เริ่มปวดจากบริเวณท้องส่วนบนและลามขึ้นไปที่คอ และมักจะมีอาการแย่ลงหลังรับประทานอาหาร และมีอาการต่อเนื่องนานประมาณ 2 ชั่วโมง รู้สึกขมในปาก และรู้สึกแน่นหรือมีอาหารจุกอยู่ที่คอค่ะ

คำแนะนำ

สำหรับผู้ที่เป็นโรคหรือเข้าข่ายอาการกรดไหลย้อนนะคะ

  • ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติและพยายามลดน้ำหนักส่วนเกิน ผู้ที่มีน้ำหนักเกินและผู้ที่เป็นโรคอ้วนมีโอกาสเป็นโรคกรดไหลย้อนมากกว่าผู้ที่มีน้ำหนักปกติ
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารมื้อใหญ่ เพราะจะทำให้เพิ่มปริมาณการหลั่งกรด
  • หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น เช่น อาหารที่มีไขมันมาก ช็อกโกแลต กาแฟ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาหารที่มีสะระแหน่ อาหารเผ็ด ผลไม้รสเปรี้ยว เช่น ส้ม มะนาวและอาหารที่มีมะเขือเทศเป็นส่วนประกอบหลัก เพราะอาหารเหล่านี้ลดประสิทธิภาพของกล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหารส่วนล่าง
  • หยุดสูบบุหรี่ เพราะการสูบบุหรี่ทำให้กล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหารส่วนล่างอ่อนแอลง และเพิ่มโอกาสในการเกิดกรดไหลย้อน
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารในช่วงระยะเวลา 3 ชั่วโมงก่อนนอน เพื่อให้ท้องว่างและการผลิตกรดลดลง ไม่ควรนอนหลังจากรับประทานอาหารทันที
  • ยกระดับศีรษะเวลานอนให้สูงกว่าส่วนอื่นๆ ของร่างกาย เพื่อป้องกันการเกิดกรดไหลย้อน
  • การยืนตัวตรงหรือนั่งหลังตรง ช่วยทำให้อาหารและกรดไม่ไหลย้อนกลับไปที่หลอดอาหาร
  • หลีกเลี่ยงการงอตัว ก้มตัว ในขณะที่กระเพาะอาหารเต็ม
  • หลีกเลี่ยงการใส่เสื้อผ้าหรือเข็มขัดที่รัดแน่น เพื่อป้องกันการเกิดแรงกดต่อกระเพาะอาหารและกล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหารส่วนล่าง

การรักษา : ทานยาลดกรด , การเคลือบกระเพาะอาหาร, Histamine-2 receptor blocker, Proton pump inhibitor (PPI)

ข้อมูลจาก HealthToday

2/09/2554

แพ้นมวัว รับมือได้...แค่รู้วิธี

            • ทำไมเด็กไทยแพ้นมวัวมากขึ้น

            การแพ้นมวัว เป็นปัญหาที่พบได้มากขึ้นในเด็กไทย ประมาณ 20,000 คนต่อปี เนื่องจากปัจจุบันนี้คุณแม่มีแนวโน้มที่จะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่น้อยลงอย่างมาก และเริ่มให้ลูกดื่มนมผสมเร็วขึ้น เพราะต้องไปทำงานนอกบ้าน จึงเป็นการเพิ่มโอกาสให้เด็กได้รับโปรตีนจากนมวัวตั้งแต่แรกเกิด ประกอบกับปัจจัยที่ระบบการย่อยอาหารของเด็กทารกยังไม่สมบูรณ์ ทำให้โปรตีนจากนมวัวไปกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของเด็กทารก จนก่อให้เกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ตามมาได้

            • ถ้าลูกแพ้นมวัวจะมีอาการอย่างไร

            ปฏิกิริยาแพ้โปรตีนจากนมวัวสามารถก่อให้เกิดความผิดปกติในเด็กได้หลายรูปแบบ ซึ่งอาการผิดปกติที่แสดงออกมาอาจจะแยกได้ยากจากการเจ็บป่วยด้วยสาเหตุอื่นๆ อาการที่พบบ่อยได้แก่ ผื่นผิวหนังอักเสบ ภูมิแพ้ ผื่นลมพิษ จาม น้ำมูกไหล ไอ มีเสมหะมากในคอและหลอดลม หอบ เหนื่อยเป็นประจำ ท้องร่วงเป็นๆหายๆ หรือเรื้อรัง ปวดท้องร้องกวนเป็นๆ หายๆ ท้องผูก ร้องกวนงอแง ไม่ค่อยยอมกินนมโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือน้ำหนักไม่ขึ้น เลี้ยงไม่โต เป็นต้น อาการต่างๆดังกล่าว อาจพบได้พร้อมๆกันหรืออาจจะมีอาการเพียงอย่างเดียวก็ได้ ด้วยความที่มีปัญหาไม่เฉพาะเจาะจึงทำให้ปัญหานี้มักถูกมองข้ามหรือได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคต่างกันไปได้

            • ลูกแพ้นมวัวจะรักษาอย่างไร

            การรักษาที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงนมวัว และผลิตภัณฑ์ที่มีนมวัวเป็นส่วนผสม เช่น ขนมเค้ก เนย ชีส ช็อกโกแลต เป็นต้น คุณพ่อคุณแม่ต้องให้ลูกหยุดกินนมวัว แล้วให้นมชนิดที่ใช้รักษาโรคแพ้นมวัวได้ เช่น นมวัวที่ผ่านกระบวนการย่อยพิเศษจนไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ หรือนมถั่วเหลืองที่ปรับสูตรแล้ว ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นนมที่ใช้ทดแทนนมวัวได้ดีมีสารอาหารครบถ้วนเหมาะแก่การเจริญเติบโตของเด็ก สำหรับเด็กที่อายุน้อยกว่า 1 ปี ไม่แนะนำให้กินน้ำเต้าหู้ เป็นอาหารหลัก เพราะมีสารอาหารไม่ครบถ้วน และไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโต และพัฒนาการของเด็ก

            • เด็กที่แพ้นมวัวจะมีโอกาสกลับมากินนมวัวได้อีกหรือไม่

            เด็กที่แพ้นมวัว เมื่อหยุดกินนมวัวอย่างจริงจังแล้วจะมีโอกาสหายขาดจากการแพ้นมวัว และสามารถกลับมากินนมวัวได้เหมือนเด็กปกติ โดยทั่วไปเด็กที่แพ้นมวัวประมาณร้อยละ 90 จะหายเมื่ออายุมากกว่า 3 ปีขึ้นไป

            ข้อมูลจาก โรงพยาบาลนครธน