11/16/2553

ดาร์คช็อกโกแลต ชะลอแก่

เราคงเคยทราบมาบ้างว่า ดาร์คช็อกโกแลตที่ค่อนข้างขม ไม่มีนมเนยและหวานเลี่ยนนั้น อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดความดันโลหิตและลดอัตราความเสี่ยงการเป็นเส้นเลือดหัวใจตีบ ดังนั้นบริษัทที่ผลิตช็อกโกแลตในท้องตลาด จึงเน้นกานผลิตช็อกโกแลตเพื่อสุขภาพและช็อกโกแลตแบบออร์แกนิค และล่าสุดมีการผลิตดาร์คช็อกโกแลตที่เข้มข้นด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ "ฟวาวานอยด์" ให้มากขึ้นกว่าเดิม เพื่อเพิ่มยอดขาย โดยหากกินเพียง 20 กรัมต่อวัน จะสามารถชะลอวัย ทำให้ผิวใสขึ้น อีกทั้งกระตุ้นให้เกิดความชุ่มชื้นของผิว และลดรอยเหี่ยวย่นได้ ซึ่งทำให้คนที่ชื่นชอบช็อกโกแลตดีใจเพราะได้กินของโปรดและดีต่อสุขภาพกายและผิวด้วย

นอกจากนี้ช็อกโกแลต ยังช่วยลดความเดรียดได้ด้วย เนื่องจากในช็อกโกแลตมีสารที่เรียกว่า Phenylethylamine ปกติสารเคมีตัวนี้สมองจะหลั่งออกมาขณะที่คนคนนั้นเกิดความรัก และจากการวิจัยพบว่า การกินดาร์คช็อกโกแลต จำนวนออนซ์ครึ่งทุกวันเป็นเวลา 2 สัปดาห์ จะช่วยลดระดับฮความเครียดให้ลดลงได้ค่ะ

ข้อมูลจาก นิตยสาร Be well

เมื่อประจำเดือนไม่มา...

อาการประจำเดือนมาไม่ปกติ อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความผิดปกติได้ค่ะ หากใครเข้าข่ายนี้ ลองสำรวจตัวเอง ตลอดจนปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ซึ่งอาจมีผลทำให้ประจำเดือนไม่มาได้เช่นกัน

ประจำเดือนไม่มา
- ถ้าคุณแทบจะไม่เคยมีปัญหาเรื่องประจำเดือนมาผิดปกติมาก่อน แต่แล้วหลังจากมีเพศสัมพันธ์กับคู่ของคุณ ปรากฏว่าประจำเดือนของคุณขาด เป็นไปได้ว่าคุณอาจจะ ตั้งครรภ์ ถ้าสงสัยว่าจะมาจากสาเหตุนี้หรือไม่ ก็ให้ไปซื้อแผ่นทดสอบการตั้งครรภ์มาตรวจ หรือไปพบแพทย์ก็ได้เช่นกันค่ะ

- ถ้าคุณแทบจะไม่เคยมีปัญหาเรื่องประจำเดือนมาก่อน และคุณก็ไม่ได้มีเพศสัมพันธ์ด้วย หรือถึงมีคุณก็แน่ใจว่าได้ป้องกันอย่างรัดกุมแล้ว (จึงไม่น่าจะตั้งครรภ์ได้) แต่ประจำเดือนก็ขาดเสียนี่ ถ้าเป็นเช่นนี้ ก็ลองทบทวนดูสักนิดสิว่า คุณได้รับประทานยา หรือทำอะไรที่ทำให้ฮอร์โมนในร่างกายมีความแปรปรวนจากปกติหรือไม่ เช่น การรับประทานยาคุมกำเนิด ฉีดยาคุมกำเนิด เหล่านี้เป็นต้น เพราะนั่นก็อาจจะทำให้ประจำเดือนของคุณขาดได้เช่นกัน

- สตรีหลังคลอดบุตร และอยู่ในระหว่างให้นมบุตรบางคนก็มีภาวะประจำเดือนขาดได้เช่นกัน

- อาการประจำเดือนขาดอาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นจากการมีเนื้องอกของต่อมใต้สมอง หรือต่อมหมวกไตหรือมะเร็งรังไข่ อย่างไรก็ตาม อาการประจำเดือนขาดจากกรณีเหล่านี้พบได้น้อย

- ประจำเดือนไม่มี โดยปกติผู้หญิงจะมีประจำเดือนครั้งแรกใในช่วงอายุ 11-14 ปี หากเลยวัยนี้ไปแล้วประจำเดือนยังไม่มีทีท่าว่าจะมา ก็ถือว่าผิดปกติค่ะ โดยความผิดปกติอาจจะมีสาเหตุมาจาก ฮอร์โมนของคุณทำงานผิดปกติ แต่กรณีนี้ไม่อันตรายอะไรมากนัก เพราะเป็นไปได้ว่าคุณอาจเข้าสู่วัยเจริญพันธู์ได้ช้ากว่าที่ควรจะเป็น ถ้าไม่ใจร้อนมากนักคุณอาจรอไปก่อนจนถึงอายุ 16 ปี หากถึงเวลานั้นประจำเดือนยังไม่มา ก็ต้องหาสาเหตุอื่นๆต่อไปค่ะ หรืออีกสาเหตุที่อาจเป็นไปได้ คือองค์ประกอบของอวัยวะเพศของคุณอาจมีความผิดปกติบางอย่าง เช่น ช่องคลอดไม่เปิด ไม่มีมดลูก ไม่มีรังไข่ ซึ่งความผิดปกตินี้ เป็นความผิดปกติที่เป็นมาแล้วแต่กำเนิด แต่ส่วนใหญ่จะมารู้เอาก็ต่อเมื่อถึงวัยเจริญพันธุ์แต่ยังไม่มีประจำเดือนเสียทีก็เลยไปให้คุณหมอตรวจนั่นล่ะค่ะ

ข้อมูลจาก นิตยสาร Be Well

10/12/2553

บุหรี่...ภัยร้ายของผู้หญิง



ผู้หญิงสูบบุหรี่ อันตรายยิ่งกว่าผู้ชาย

บุหรี่ นอกจากจะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ เช่น โรคมะเร็งปอด โรคถุงลมโป่งพอง โรคหัวใจ ได้เช่นเดียวกับเพศชายแล้วยังมีโอกาสเสียชีวิตในวัยกลางคนถึงร้อยละ 50 และอายุเฉลี่ยจะสั้นลงประมาณ 10 ปี มีอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้นสูงกว่าผู้หญิงทั่วไปที่ไม่ได้สูบบุหรี่ถึง 4 เท่า

นอกจากนี้ผู้หญิงที่สูบบุหรี่พบว่าจะมีโอกาสตั้งครรภ์ช้าหรือไม่มีบุตรมากกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ถึง 3 เท่าและถ้าสูบบุหรี่พร้อมกับกินยาคุมกำเนิดเป็นประจำจะมีโอกาสเกิดอาการหลอดเลือดหัวใจตีบเฉียบพลันหรือหัวใจวายสูงขึ้น 39 เท่า และมีอัตราการตายมากกว่าผู้ไม่สูบบุหรี่ที่กินยาคุมกำเนิดถึง 3 เท่าตัว เพราะการสูบบุหรี่จะทำให้ร่างกายได้รับสารพิษที่ทำปฏิกิริยากับยาคุมกำเนิดมีผลให้เลือดแข็งตัวง่ายและเกิดการอุดตันของหลอดเลือดโดยเฉพาะหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจและสมอง

ยิ่งไปกว่านั้นควันบุหรี่ยังมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อทารกในครรภ์ โดยในมารดาที่สูบบุหรี่หรือได้รับควันบุหรี่ พบว่าจะมีโอกาสแท้งบุตรเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า มีโอกาสเกิดภาวะรกเกาะต่ำคลอดก่อนกำหนด เด็กในครรภ์มีการเติบโตช้าและทารกมีโอกาสเสียชีวิตในขณะแรกคลอดสูงขึ้นมากจากการได้รับสารพิษจากบุหรี่ที่จะถ่ายทอดจากกระแสเลือดของแม่ผ่านมายังทารกโดยตรง

บุหรี่ทำลายความงาน

การสูบบุหรี่นอกจากจะก่อให้เกิดโรคภัยต่างๆ แล้วยังเป็นตัวการทำลายความสวยความงามได้เช่นกัน เมื่อผู้หญิงที่สูบบุหรี่เป็นประจำจะทำให้ใบหน้าดูแก่ก่อนวัยให้เกิดริ้วรอยตีนกาที่หางตาและเป็นรอยเหี่ยวย่นที่มุมปากรวมถึงอาจมีเส้นลึกที่โหนกแก้มอีกด้วย เพราะผู้ที่สูบบุหรี่มักจะต้องหรี่ตาเวลาพ่นควันออกมาเพื่อกันไม่ให้ควันบุหรี่เข้าตา เมื่อทำลักษณะเช่นนี้นานๆ เข้าจึงทำให้เกิดรอยตีนกาขึ้นได้ และริมฝีปากของผู้สูบบุหรี่มีสีคล้ำกว่าปกติเพราะนิโคตินในบุหรี่จะทำให้หลอดเลือดฝอยทั่วร่างกายหดตัวตลอดเวลาและมีผลให้เลือดไปเลี้ยงผิวหนังลดน้อยลงอีก ทั้งก่อให้เกิดความรำคาญทำให้เสื้อผ้าและผมมีกลิ่นบุหรี่ติดอีกด้วย
บุหรี่เป็นตัวการทำให้อ้วน
เนื่องจากสารพิษหลายชนิดในควันบุหรี่จะทำให้ต่อมรับรสตามลิ้นไม่สามารรับรู้รสชาติอาหารได้เหมือนปกติแต่เมื่อหยุดสูบเมื่อไหร่ การทำงานของต่อมรับรสอาหารจะกลับคืนสู่ปกติทำให้กินอาหารอร่อย กินได้มากขึ้นและถูกเผาผลาญในอัตราปกติ เมื่อหยุดสูบบุหรี่จึงมีแนวโน้มจะมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะผู้ที่ไม่ควบคุมอาหาร จึงเกิดความกังวลใจกลัวน้ำหนักตัวจะเพิ่มขึ้นก็เลยหันกลับไปสูบบุหรี่อีกครั้ง
วิธีเลิกบุหรี่สำหรับผู้หญิง
1. รวบรวมความตั้งใจให้เข้มแข็งเข้า และกำหนดวันที่จะเลิกอย่างเด็ดขาด
2. เมื่อถึงวันนั้น ทิ้งบุหรี่และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องให้หมด ลดความดึงดูดความสนใจและพร้อมให้สัญญากับตัวเองว่าจะไม่หันมาสูบอีก
3. หากหงุดหงิดอยากสูบบุหรี่ ให้ดื่มน้ำ สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ หรือหากิจกรรมที่สร้างสรรค์ทำเช่น เล่นกีฬา ออกกำลังกาย เต้นรำ เป็นต้น
4. เมื่อหยุดสูบบุหรี่อย่าไปกังวลเรื่องน้ำหนักตัวให้ระวังอย่ากินอาหารมากเกินไปโดยเฉพาะของจุบจิบประเภทขนมหรือของหวาน เพิ่มการออกกำลังกายให้สม่ำเสมอเพื่อให้รางกายได้เผาผลาญพลังงาน
5. งดชา กาแฟ และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
6. อย่าหวั่นไหว คิดว่าสูบเพียงนิดหน่อยไม่เป็นไร
7. หากไปกินอาหารนอกบ้าน ให้มองหาร้านอาหารปลอดบุหรี่ หรือเลือกสถานที่ที่เป็นเขตปลอดบุหรี่เพื่อลดการกระตุ้นการอยากสูบบุหรี่และลดการสูดดมควันซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพ
จากพิษภัยที่ร้ายแรงจากการสูบบุหรี่ของผู้หญิงส่งผลให้ร่างกายเสื่อมสภาพและยังเป็นตัวฉุดความสวยให้กับสาวๆถึงเวลาแล้วที่ผู้หญิงยุคใหม่ต้องชนะใจตัวเองไม่ตกเป็นทาสของบุหรี่เพื่อชีวิตและบุคลิกภาพที่ดี
ข้อมูลจาก นิตยสารผู้หญิง

8/25/2553

มะเร็งจิสต์ โรคใหม่ใกล้ตัว

มะเร็งเนื้อเยื่อระบบทางเดินอาหาร หรือ "มะเร็งจิสต์" (Gastrointestinal Stromal Tumor: GIST) เป็นมะเร็งระบบทางเดินอาหารที่เพิ่งเป็นที่รู้จักเมื่อ 6 ปีก่อน และคนไทยมีแนวโน้มจะเป็นกันมากขึ้นทั้งผู้ชายและผู้หญิง ในอดีตมะเร็งจิสต์มักถูกวินิจฉัยผิดเป็นมะเร็ง "กล้ามเนื้อเรียบ" เพราะเกิดในระบบทางเดินอาหารและมีอาการของโรคคล้ายกัน แต่สาเหตุของมะเร็งจิสต์เกิดจากความผิดปกติของยีน c-kit และพบที่กระเพาะอาหารและลำไส้เล็กบ่อยที่สุด ไม่เกี่ยวกับอาหารหรือสารพิษที่เข้าสู่ร่างกายอย่างที่เคยเข้าใจ

อาการแสดงของมะเร็งจิสต์ขึ้นอยู่กับขนาด ตำแหน่ง และการแพร่กระจายของก้อนมะเร็ง อาการที่พบบ่อย เช่น ปวดท้อง มีก้อนในท้อง และเลือดออกในทางเดินอาหาร แต่ผู้ป่วยบางรายอาจไม่แสดงอาการใดๆ ให้รู้เลยก็ได้ การวินิจฉัยต้องตรวจโดยนำชิ้นเนื้อไปย้อมพิเศษ เรียกว่า IHC ซึ่งจะย้อมติด CD117

การผ่าตัดเป็นวิธีหลักในการรักษามะเร็งจิสต์ในกรณีโรคอยู่เฉพาะที่ ในกรณีที่โรคมีการแพร่กระจายหรือผ่าตัดไม่ได้อาจใช้ยาช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง ซึ่งได้ผลดีถึงร้อยละ 70 แต่ข้อเสียคือค่าใช้จ่ายในการรักษาสูง เนื่องจากยามีราคาแพงมาก

หากคุณมีอาการปวดท้องรุนแรง คลำเจอก้อนเนื้อที่ท้อง มีเลือดออกในระบบทางเดินอาหาร อาเจียนเป็นเลือด หรือตัวซีด ให้รีบไปพบแพทย์ทันที เพราะนี่อาจเป็นสัญญาณเบื้องต้นของมะเร็งจิสต์ค่ะ

ข้อมูลจาก นพ.วิเชียร ศรีมุนินทร์นิมิต คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล

ที่มา นิตยสาร Health&Cuisine

8/06/2553

"โบท็อกซ์" อีกทางเลือกเพื่อลดริ้วรอย

การฉีดโบท๊อกซ์เพื่อลดริ้วรอยกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้วในแวดวงสังคมชั้นสูงและดารานักแสดงต่างประเทศ ถึงขนาดมีงานเลี้ยงสังสรรค์ผู้ที่ได้รับการฉีดโบท๊อกซ์ ชื่อว่า "Botox Party"
แต่ในทางตรงกันข้าม ยังมีคนอีกมากที่รู้สึกกังขา และต้องการทราบข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อช่วยในการตัดสินใจ

โบท็อกซ์ (Botox) เป็นชื่อการค้าของสารโบทูลินั่ม ท็อกซิน ชนิดเอ (Botulinum toxin type A) ที่ผลิตในสหรัฐอเมริกา ส่วนชนิดที่ผลิตในอังกฤษมีชื่อการค้าว่า ดีสพอร์ต (Dysport) แต่คนส่วนใหญ่เรียกกันว่าโบท็อกซ์จนติดปากไปเสียแล้ว

โบท็อกซ์สกัดมาจากแบคทีเรียชื่อ Clostridium Botulinum ผ่านกระบวนการทำให้บริสุทธิ์ มีฤทธิ์ช่วยคลายกล้ามเนื้อบนใบหน้าที่เป็นสาเหตุของการเกิดรอยย่น เนื่องจากการแสดงสีหน้าทางอารมณ์ซ้ำๆจนทำให้กล้ามเนื้อหดเกร็งตลอดเวลา เมื่อฉีดสารนี้แล้วกล้ามเนื้อจะคลายตัวเพราะไปยับยั้งสารเคมีที่ทำให้กล้ามเนื้อหดตัว ส่งผลให้ริ้วรอยต่างๆลดลง

ริ้วรอยที่รักษาแล้วได้ผลดี คือ ริ้วรอยบริเวณหน้าผาก รอยย่นระหว่างคิ้ว และรอยตีนกาที่หางตา นอกจากนี้ยังมีการนำโบท๊อกซ์มาใช้ฉีดยกคิ้ว ลดกรามในคนที่มีหน้าเหลี่ยม ลดกล้ามเนื้อน่องขา และลดอาการปวดศีรษะไมเกรนได้ด้วย ขณะฉีดจะรู้สึกเจ็บเพียงเล็กน้อยคล้ายมดกัด ใช้เวลารักษาประมาณ 5-10 นาที ขึ้นอยู่กับบริเวณที่ต้องการฉีด หลังฉีดไม่ต้องพักฟื้น สามารถกลับไปทำงานต่อได้ทันที จะเริ่มเห็นผลหลังจากนั้นราว 2-7 วันและอยู่ได้นาน 3-4 เดือน เมื่อยาหมดฤทธิ์ริ้วรอยจะค่อยๆกลับมาเหมือนเดิม แต่ไม่แย่ลงกว่าเดิม

ผลข้างเคียงที่อาจพบได้ คือ รอยช้ำที่เกิดจากปลายเข็มฉีดยาซึ่งสามารถแต่งหน้ากลบได้ รอยจะค่อยๆหายไปเองใน 5-7 วัน นอกจากนี้ยังอาจพบกรณีคิ้วหรือหนังตาตกอันเนื่องมาจากการแพร่ของโบท็อกซ์ไปยังกล้ามเนื้อข้างเคียง ซึ่งอาการจะค่อยๆหายไปเองภายใน 3-4 สัปดาห์

การเตรียมตัวก่อนไปฉีดโบท็อกซ์ ควรงดรับประทานยาที่ทำให้เลือดแข็งตัวช้า เช่น แอสไพริน ก่อนฉีด 7 วัน เพื่อไม่ให้เกิดการช้ำมาก หลังฉีดโบท๊อกซ์ควรขยับกล้ามเนื้อที่รับการฉีดทุก 15 นาที เป็นเวลา 3 ชั่วโมง เช่น หากได้รับการฉีดที่หน้าผากให้เลิกคิ้ว ฉีดที่หว่างคิ้วให้ขมวดคิ้ว หรือฉีดบริเวณหางตาให้ยิ้ม ห้ามนอนราบหลังฉีด 3 ชั่วโมง และไม่ควรนวดหน้าในสัปดาห์แรก

ในแง่ของความปลอดภัย โบท็อกซ์ถือว่ามีความปลอดภัยสูง เพราะได้รับอนุญาตจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปี ค.ศ.1989 เพื่อใช้ในการฉีดลดริ้วรอยเพื่อความสวยงาม

ส่วนในแง่ของสารพิษนั้น คำนวณดูแล้วปริมาณที่ใช้ในการรักษาถือว่าน้อยมากๆ จนไม่อาจเกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายต่อชีวิตได้ค่ะ

ข้อมูลจาก พญ.ปริมา เลาหธนาพร